ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 50 คำโกหกทั้งสองครั้ง
บทที่ 50 คำโกหกทั้งสองครั้ง
หลังจากมั่นใจแล้วว่าหลี่เยว่หานจะไม่จากไป เมิ่งฉีฮ่วนจึงยกกำปั้นแห่งชัยชนะขึ้นมา จากนั้นจึงค่อยเดินย่องออกไป
รอหลี่เยว่หานจัดการข้าวของของตนและเดินออกจากห้องมา เมิ่งฉีฮ่วนจึงให้มู่ชวนนำโจ๊กที่กำลังร้อนเข้ามาในสวนพอดี
“พี่สาวหลี่ ทำไมท่านรีบตื่นนัก!” มู่ชวนมองหลี่เยว่หานด้วยแววตาบริสุทธิ์ “อาเมิ่งบอกว่า เมื่อคืนท่านไม่ได้นอนทั้งคืน ต้องพักผ่อนเสียหน่อย!”
“ข้านอนไม่หลับ เจ้ากำลังจะเอาอาหารไปให้หลิงซีหรือ?” หลี่เยว่หานพูดพลางคิดจะรับถาดมาจากมือของมู่ชวน
“ไม่ใช่ ก่อนอาเมิ่งออกจากบ้านไปได้บอกไว้ว่าตอนนี้หลิงซียังไม่ควรกินอะไร โจ๊กนี้ข้าตุ๋นไว้ให้พี่สาวหลี่” มู่ชวนพูดพลางเผยรอยยิ้มอบอุ่นบนใบหน้า “ข้ากำลังจะเอาไปวางไว้ในห้องพี่สาว พอพี่ตื่นขึ้นมามันก็คงอุ่นพอดี”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็รู้สึกคัดจมูกขึ้นมา หญิงสาวรีบรับถาดมาทันที “แล้วเจ้า กินอะไรแล้วหรือ?”
“มู่ชวนกินแล้ว!” มู่ชวนพูดพลางเงยหน้ามองหลี่เยว่หานด้วยรอยยิ้ม มือเล็กทั้งสองไพล่หลังไว้
“มือของเจ้าเป็นอะไร?” เดิมทีหลี่เยว่หานเป็นคนรอบคอบ จึงสังเกตท่าทางของมู่ชวนได้ง่าย หญิงสาวรีบยื่นมือไปจับมือข้างหนึ่งของมู่ชวนทันที “บาดเจ็บหรือ?”
“ไม่ใช่ ๆ…” มู่ชวนรีบเดินถอยออกมาทันที “พี่รีบทานโจ๊กเถิด วันนี้พี่ยังต้องลำบากดูแลหลิงซี ข้าต้องไปเรียน ไม่เช่นนั้นคงจะสายแล้ว!”
พูดจบ มู่ชวนจึงรีบวิ่งออกไป
มือของหลี่เยว่หานมีความว่องไวมาก เธอจึงสามารถคว้าตัวมู่ชวนไว้ได้ทันที พลันดึงมือซ้ายของเขาที่โดนความร้อนจนแดงขึ้นมาตรงหน้า พลางขมวดคิ้ว “เหตุใดจึงโดนลวกเช่นนี้!”
“ข้าไม่ได้ตั้งใจ…” มู่ชวนก้มหน้าพลางพูดเบา ๆ “ตอนตักโจ๊กไม่ระวังจนมันหกใส่มือ…”
เมื่อได้ยินคำสารภาพของเด็กชาย หลี่เยว่หานก็รู้สึกปวดใจขึ้นมา เธอรีบนำโจ๊กไปวางบนโต๊ะ จากนั้นจึงจูงมือมู่ชวนไปยังห้องครัว
หญิงสาวตักน้ำในถังเก็บน้ำในห้องครัวแล้วค่อย ๆ ราดลงไปบนมือของมู่ชวน หลังจากราดไปประมาณหนึ่งแล้ว หลี่เยว่หานจึงนำน้ำมันจากสัตว์ที่ตนสกัดไว้ก่อนหน้านี้ ค่อย ๆ ทาลงไปบนแผลบาง ๆ อย่างเบามือ แล้วจึงยกมือขึ้นมาเป่าเบา ๆ
“เสร็จแล้ว ช่วงสองสามวันนี้ เจ้าพยายามอย่าให้มือโดนน้ำ พี่จะคอยทายาให้เจ้าเป็นเวลา” รอจนกระทั่งน้ำมันซึมลงผิวแล้ว หลี่เยว่หานจึงหาผ้าสะอาดมาพันมือมู่ชวนไว้อย่างระมัดระวัง
“ขอบคุณพี่สาวหลี่” มู่ชวนก้มศีรษะลงพลางพูดขอบคุณด้วยน้ำเสียงสลด
เมื่อเห็นเด็กชายมีท่าทางเช่นนี้ หลี่เยว่หานจึงอดยกมือขึ้นมาจิ้มหน้าผากอีกฝ่ายไม่ได้ “เอาล่ะ อย่าเสียใจไปเลย มีข้าอยู่รับรองว่าไม่เป็นแผลเป็นแน่!”
“ข้าเชื่อพี่สาว!” มู่ชวนพูดพลางถอนหายใจออกมา “หากพี่จากไป ต่อไปนี้หากข้าได้รับบาดเจ็บอีก นอกเสียจากอาเมิ่งแล้ว ก็ไม่มีผู้ใดเป็นห่วงข้าเหมือนพี่แล้ว”
“เจ้าพูดเช่นนี้หมายความว่าอย่างไรกัน?” หลี่เยว่หานสงสัย
“อาเมิ่งพึ่งบอกว่า อีกสองวันพี่จะไปจากบ้านตระกูลเมิ่ง และจะไม่กลับมาอีก” มู่ชวนพูดพลางสะอื้นไห้ออกมาเบา ๆ “พอมู่ชวนได้ยินก็เลยไม่ระวังจนตักโจ๊กลวงมือตัวเอง พี่จะไปแล้ว หลังจากนี้เราต้องใช้ชีวิตโดยไม่มีใครดูแลอีก ฮือ…”
มู่ชวนทำให้หลี่เยว่หานรู้สึกมาโดยตลอดว่าเขาเป็นเด็กชายที่แข็งแกร่งอยู่เสมอ
ในตอนนี้ที่เห็นเด็กชายตัวน้อยเสียน้ำตาเช่นนี้ หลี่เยว่หานจึงรู้สึกตื่นตระหนกขึ้นมาเล็กน้อย “ใครบอกว่าข้าจะไปกัน! ข้าไม่ได้ไปไหน ข้าสัญญา! ใช่แล้ว เมื่อวานข้าพึ่งเกี่ยวก้อยสัญญากับหลิงซี ข้าจะไม่จากพวกเจ้าไป!”
“พี่กำลังปลอบข้า ข้าดูออกถึงการจากลาในแววตาของพี่…” มู่ชวนไม่ร้องไห้ หากเขาร้องจะหยุดร้องไม่ได้ คำพูดต่าง ๆ จึงพรั่งพรูออกมา “สถานะของพวกเราสองพี่น้อง พวกเราก็ไม่ได้เป็นคนเลือก ตอนนี้เราแค่อยากใช้ชีวิตกันอย่างเรียบง่าย ฮือ…”
“พี่อย่าจากพวกเราไปได้หรือไม่ หากท่านไปแล้ว ก็จะมีใครดูแลพวกเรา…”
หลี่เยว่หานเคยเห็นหลิงซีร้องไห้อย่างหนักอยู่บ่อย ๆ แต่ไม่เคยเห็นมู่ชวนร้องไห้จนเป็นเช่นนี้มาก่อน จึงรู้สึกราวกับหัวใจถูกบีบอัดจนกลายเป็นเพียงลูกกลม ๆ หญิงสาวดึงตัวมู่ชวนเข้ามากอดโดยไม่รู้ตัว เธอวางคางไว้บนหัวของเด็กชายตัวน้อย พลางพูดปลอมด้วยน้ำเสียงอ่อนโยน “พี่ไม่ไปแล้วจริง ๆ มู่ชวนไม่ต้องร้องไห้แล้ว”
“ฮือ…”
“พี่สัญญา จะไม่จากมู่ชวนกับหลิงซีไปเด็ดขาด”
“ฮือ…”
“และจะไม่จากอาเมิ่งของพวกเจ้าไป!” หลี่เยว่หานพูดอย่างแน่วแน่
“จริงหรือ?” จู่ ๆ เด็กชายตัวน้อยในอ้อมแขนก็หยุดร้องไห้ลงทันที ดวงตาที่ถูกน้ำตาชะล้างจนใสมองไปยังหลี่เยว่หาน “หมายความว่า พี่หลี่ยอมรับอาเมิ่งแล้วหรือ?”
“…” หลี่เยว่หานเห็นถึงความจริงจังในแววตาของมู่ชวน และมักจะรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ
เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่หานไม่ตอบใด ๆ มู่ชวนก็เม้มริมฝีปากเข้าหากัน ดวงตาที่สวยงามกลับมีน้ำตารื้นขึ้นมาทันที “ข้ารู้อยู่แล้ว…พี่แค่ต้องการทำให้ข้ารู้สึกดีเท่านั้น…”
“เปล่า ไม่ใช่เช่นนั้น!” หลี่เยว่หานลุกลี้ลุกลนขึ้นมาอีกครั้ง รีบน้ำผ้าเช็ดหน้าออกมาซับน้ำตามู่ชวนทันที “ข้าไม่ได้ทำให้เจ้าเพียงแค่รู้สึกดี ข้าไม่ไปแล้วจริง ๆ เจ้าสบายใจเถิด! อาเมิ่งของพวกเจ้ายังเป็นคนที่มีความกล้าหาญและมีความรับผิดชอบยิ่งนัก อย่างไรข้าก็ต้องยอมรับเขาอยู่แล้ว!”
เพื่อที่จะเกลี้ยกล่อมเด็กแล้ว ไม่ว่าอะไรหลี่เยว่หานก็สามารถพูดออกมาได้…
“ฮือ…พี่สาวหลี่จะกลายเป็นภรรยาของอาเมิ่งหรือไม่?” จู่ ๆ มู่ชวนก็พูดเช่นนี้ออกมา
ครั้งนี้ หลี่เยว่หานพยักหน้ารับอย่างไม่ทันคิด “ตอนนี้ข้าก็เป็นสะใภ้ของบ้านเมิ่งแล้วไม่ใช่หรือ อย่างไรก็ถือว่าเป็นภรรยาของเขาแล้ว จะหนีไปไหนไม่ได้แล้ว ดังนั้นเจ้าไม่ต้องร้องไห้แล้วดีหรือไม่?”
หลังจากหลี่เยว่หานใช้พลังมหาศาลไปจนหมด ในที่สุดมู่ชวนก็หยุดร้องไห้ แต่ยังคงหยุดสะอื้นไม่ได้
หลังจากกินแป้งอบที่หลี่เยว่หานทำไว้แล้ว มู่ชวนจึงเดินออกประตูใหญ่เพื่อไปเรียน
เมื่อเห็นมู่ชวนเดินออกไปแล้ว หลี่เยว่หานก็ถอนหายใจออกมา หมุนตัวเดินกลับเข้าไปในห้องครัว คิดจะเตรียมอาหารอ่อน ๆ ไว้ให้หลิงซี
หลังจากมู่ชวนเดินออกไป เมื่อเลี้ยวผ่านไปยังมุม ๆ หนึ่ง เขาก็ได้พบกับเมิ่งฉีฮ่วนที่รออยู่ตรงนั้นมาโดยตลอด ใบหน้าเผยรอยยิ้มพึงพอใจออกมา “จัดการเรียบร้อย! พี่สาวหลี่บอกว่าท่านเป็นผู้ชายที่กล้าหาญและมีความรับผิดชอบ นางยอมรับท่าน และยังบอกว่านางเป็นภรรยาของท่านแล้ว จะไม่ไปจากตระกูลเมิ่ง!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เมิ่งฉีฮ่วนก็ถอนหายใจออกมา ยื่นมือออกไปจับใบหน้ากลม ๆ ของมู่ชวนไว้ “ต่อไปอย่าทำอะไรเช่นนี้อีก มือยังเจ็บอยู่หรือไม่? ข้าจะหายามาทาให้เจ้า”
“ทำเช่นนั้นไม่ได้!” มู่ชวนรีบชักมือกลับเข้ามาทันที “ต้องให้พี่สาวหลี่คอยเปลี่ยนยาทาให้ข้าทุกวัน เช่นนี้จึงจะทำให้นางจำคำสัญญาในวันนี้ได้ อาเมิ่งสอนข้ามาเช่นนี้มิใช่หรือ!”
“ข้าสอนเจ้าเช่นนี้หรือ?” เมิ่งฉีฮ่วนขมวดคิ้ว “ข้าไม่เคยสอนให้เจ้าไปหลอกลวงพี่สาวหลี่ของเจ้า!”
“ข้าอยู่ข้างกายอาเมิ่งมานาน จึงรู้สึกชินหูชินตาไปเสียแล้ว” มู่ชวนพูดพลางเผยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์