ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 55 อาจารย์กับฮูหยินของอาจารย์
บทที่ 55 อาจารย์กับฮูหยินของอาจารย์
“อาเมิ่งมักจะล่าเหยื่อตัวใหญ่สุดอยู่เสมอ ดังนั้นถ้าเป็นหมาป่าก็ต้องเป็นจ่าฝูง ถ้าเป็นเสือต้องเป็นเสือดุร้าย” หลิงซียิ้มร่าระหว่างวิ่งไปกอดต้นขาของหลี่เยว่หาน “อาเมิ่งของข้าเก่งกาจมากใช่หรือไม่?”
หลี่เยว่หานก้มลงอุ้มหลิงซีขึ้นมา เธอเขี่ยจมูกของหลิงซีด้วยรอยยิ้ม “เก่งกาจ อาเมิ่งของเจ้าเก่งกาจที่สุดแล้ว”
“ใช่แล้ว ไม่เช่นนั้นหลิงซีจะตกหลุมรักอาเมิ่งอย่างลึกซึ้งได้อย่างไร!” หลิงซีเชิดคางขึ้นอย่างภาคภูมิใจ
“หลิงซี เจ้าลืมสิ่งที่พี่สาวบอกในวันนี้ไปแล้วหรือ?” หลี่เยว่หานฟังคำพูดหลิงซีแล้วรู้สึกพูดไม่ออก เรื่องนี้ต้องรีบหยุดไว้ให้ทันกาล ไม่เช่นนั้นเกรงว่าเมื่อหลิงซีโตขึ้นไปจะยิ่งเจ็บปวด
“ข้ารู้แล้ว ๆ” หลิงซียกมือคล้องคอหลี่เยว่หาน แสร้งถอนหายใจออกมาเหมือนคนแก่ “ท่านเกิดข้ายังไม่เกิด ข้าเกิดท่านชรา ท่านเศร้าที่ข้าเกิดช้า ข้าโศกที่ท่านเกิดเร็ว*[1] ข้าไม่อาจใช้ชั่วชีวิตได้กับอาเมิ่ง ข้าจึงยอมยกอาเมิ่งให้พี่สาวด้วยความเต็มใจ”
ฟังแล้วเมิ่งฉีฮ่วนก็ก้มลงมองไปที่มู่ชวนทันที “เจ้าสอนอะไรให้นางเนี่ย?”
“ข้าไม่ได้เป็นคนสอน” มู่ชวนแย้งขึ้นมา “ก่อนหน้านี้ตอนที่ข้าพาหลิงซีไปสำนักศึกษาด้วย ฮูหยินของอาจารย์ในสำนักศึกษาชอบท่องบทกวีใต้ต้นหอมหมื่นลี้ ยามข้าเข้าเรียน หลิงซีก็อยู่กับฮูหยินที่ลานด้านหลัง เกรงว่าจะเป็นฮูหยินที่สอนนาง”
“คิดไม่ถึงว่าฮูหยินของอาจารย์เจ้าจะเปี่ยมอารมณ์ถึงเพียงนี้” หลี่เยว่หานไม่สงสัยสิ่งที่มู่ชวนกล่าวเลย เธอหันไปมองเขาด้วยรอยยิ้ม “อาจารย์ของเจ้ากับฮูหยินของเขาอายุห่างกันมากหรือ?”
“ห่างกันมาก ข้าได้ยินคนพูดกันว่า อาจารย์มาที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นเมื่อสิบปีก่อน ตอนนั้นเขาพาฮูหยินผู้นั้นมาตั้งรกรากที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋นด้วย ตอนนั้นภรรยาของอาจารย์เพิ่งจะอายุเพียงสิบขวบ กล่าวกันว่านางเป็นเจ้าสาวเด็ก*[2]” โดยปกติแล้วมู่ชวนจะไม่ชอบฟังเรื่องนินทาเหล่านี้ แต่ก็ยังคงรู้อยู่ไม่น้อย
“ยามนั้นอาจารย์ของสำนักศึกษาก็น่าจะอายุไม่มาก เหตุใดจึงต้องมาลงหลักปักฐานที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋น?” หลี่เยว่หานรู้สึกงงงวยเล็กน้อย
“ในตอนแรกอาจารย์ผู้นี้ประสบความล้มเหลวครั้งแล้วครั้งเล่า ก่อนจะเกิดเหตุร้ายขึ้นที่บ้าน เป็นเหตุให้ตัดสินใจเลือกตั้งรกรากที่หมู่บ้านไป๋อวิ๋น” เมิ่งฉีฮ่วนอธิบาย
“ส่วนภรรยาเด็กของเขา แท้จริงแล้วเป็นลูกของเพื่อนเก่าที่เสียไป เมื่อทั้งสองพร้อมก็ยินยอมแต่งงานกันในตอนอายุสิบหกปี ดังนั้นจึงไม่อาจนับว่าเป็นเจ้าสาวเด็ก”
ฟังเมิ่งฉีฮ่วนพูดเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็รู้สึกประหลาดใจอยู่บ้าง “ข้าไม่คิดว่าท่านจะชอบเรื่องนินทาถึงเพียงนี้”
“เรื่องที่คนทั้งหมู่บ้านล่วงรู้ ไม่นับว่าเป็นเรื่องนินทา” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าว ก่อนจะอุ้มหลิงซีออกมาจากอ้อมแขนของนาง “เอาเช่นนี้ วันรุ่งขึ้นข้ากับเจ้าจะไปส่งหลิงซีไว้กับหลี่ฮูหยิน ขอให้นางช่วยดูแลสักสองวัน ส่วนเจ้าก็ไปเมืองหลิวชิงกับข้า ดีหรือไม่?”
“ดี ดีมาก!” เมื่อได้ยินว่าตนเองสามารถเข้าไปในเมืองได้ หลี่เยว่หานก็พยักหน้าตอบตกลงโดยแทบจะไม่ต้องคิด
เมื่อเห็นท่าทางมีความสุขของนาง เมิ่งฉีฮ่วนก็แอบยิ้มมุมปาก ก่อนจะเอื้อมมือไปเกลี่ยปลอยผมของหลี่เยว่หานทัดไว้ที่หลังใบหู
หลี่เยว่หานหันศีรษะออกไปด้วยความอึดอัดใจเล็กน้อย พลาดที่จะเห็นประกายตาแวววับของเมิ่งฉีฮ่วน
ยามรัตติกาล
มู่ชวนเข้าไปในห้องของเมิ่งฉีฮ่วนอย่างเงียบ ๆ
“อาเมิ่ง เหตุใดท่านจึงต้องการจะพาพี่สาวหลี่ไปที่เมืองหลิวชิงด้วย? หรือว่าจะค้นพบบางสิ่งแล้ว?” แม้ว่ามู่ชวนจะอายุยังน้อย แต่การกระทำและคำพูดของเขาเหมือนผู้ใหญ่คนหนึ่ง “อาเมิ่งพบเรื่องอะไรอย่างนั้นหรือ?”
“เจ้ายังจำที่ข้าเคยบอกว่าเดิมทีหลี่เยว่หานมีสัญญาการแต่งงานอยู่ได้หรือไม่?” เมิ่งฉีฮ่วนหันไปมองมู่ชวน
“เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับการพาพี่สาวไปที่เมืองหลิวชิงหรือไม่? ท่านก็รู้ดี หากท่านไปที่เมืองหลิวชิงก็จำเป็นต้องปกปิดตัวตน แอบติดต่อกับโรงประมูล หากพาพี่สาวไปด้วย อาจเปิดเผยเบาะแสออกมาได้…” เห็นได้อย่างชัดเจนว่ามู่ชวนไม่เข้าใจการกระทำของเมิ่งฉีฮ่วน
เขารู้ว่าทุกครั้งที่เมิ่งฉีฮ่วนไปส่งหนังสัตว์ในเมืองหลิวชิง ประการแรกก็เพื่อแลกเปลี่ยนเงิน อีกประการคือแลกเปลี่ยนข้อมูล ครั้งหนึ่งเขาเคยไปที่นั่นกับเมิ่งฉีฮ่วน จึงรู้ได้อย่างชัดแจ้งว่ามันอันตรายถึงเพียงไหน หากประมาทสักนิดก็อาจเผยเบาะแสให้คนสังเกตเห็น จากนั้นตำแหน่งของพวกเขาก็สามารถถูกเปิดเผยได้อย่างง่ายดาย
“ข้าอยากรู้ว่าแม่ของหลี่เยว่หานคือผู้ใด” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวออกมาตรง ๆ แม้ว่ามู่ชวนจะอายุยังน้อย แต่เมิ่งฉีฮ่วนก็กำลังฝึกฝนความสามารถในการคิดวิเคราะห์ของเขาอย่างเห็นได้ชัด “นางเป็นผู้ใดกัน อาจเป็นเรื่องบังเอิญที่สามารถช่วยชีวิตชายชราของอำเภอหย่งหนิงได้ แต่หลังจากนั้นนางก็ไม่ต้องการทรัพย์สมบัติเงินทอง ทว่ากลับเลือกสัญญาแต่งงานให้ลูกสาว ก่อนจะเสียชีวิตลงหลังจากนั้นไม่นาน”
“อาเมิ่งหมายความว่า แม่ของพี่สาวอาจจะ…”
“นี่เป็นเพียงการคาดเดา” เมิ่งฉีฮ่วนขัดคำพูดของมู่ชวน “นี่มันก็ดึกแล้ว เจ้าควรกลับไปพักผ่อน ไม่ว่าคำตอบเรื่องนี้จะเป็นเช่นไร และพี่สาวของเจ้าต้องการจะทำสิ่งใดต่อ ข้าก็จะปกป้องนางเอง”
มู่ชวนเม้มปาก สุดท้ายก็ยอมเดินกลับเข้าห้องตนเองไปตามที่เขาบอก
วันรุ่งขึ้น
หลี่เยว่หานตื่นแต่เช้าเพื่อเข้าครัวไปทำอาหาร ทว่าเมื่อเข้าไปในห้องครัวก็พบว่าเมิ่งฉีฮ่วนเริ่มจุดไฟแล้ว
“ท่านตื่นเช้าขนาดนี้เชียวหรือ?” หลี่เยว่หานยิ้มร่าก่อนจะพับแขนเสื้อตนเองพร้อมเดินไปที่เตาเพื่อเริ่มทำอาหาร
“อืม วันนี้พวกเราจะต้องเดินทางกันทั้งวัน ดังนั้นเจ้าก็ทำอาหารแห้งติดไว้กินภายหลังหน่อยเถอะ” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าว สายตาของเขาจับจ้องตามหลี่เยว่หาน
หลี่เยว่หานที่ถูกจับจ้องทำตัวไม่ถูกเล็กน้อย ก่อนรีบไปหยิบเอาแป้งออกมา จากนั้นก็เร่งฝีเท้าออกจากห้องครัว ตรงไปยังห้องเก็บผัก
ขณะเดียวกันมู่ชวนก็กำลังพาหลิงซีที่สะลึมสะลือไปล้างหน้าบ้วนปาก
เมื่อเห็นท่าทางลุกลี้ลุกลนของหลี่เยว่หาน มู่ชวนก็เดาได้ทันทีว่าเมิ่งฉีฮ่วนหยอกล้อหลี่เยว่หาน จึงอดเบะปากไม่ได้
หลังจากนำแป้งมาทำน้ำแกงเกอต่า*[3] แล้ว หญิงสาวก็ทำแผ่นแป้งอีกหลายแผ่น จากนั้นจึงนั่งลงบนโต๊ะอาหาร
“อาเมิ่ง ท่านพาหลิงซีไปด้วยไม่ได้จริง ๆ หรือ?” ขณะที่หลิงซีที่กำลังง่วนอยู่กับการกินน้ำแกงเกอต่า ภายในใจก็ยังไม่ยินยอมและอยากตามไปด้วย
“หลิงซี เป็นเด็กดีเชื่อฟังเสีย” ไม่รอให้เมิ่งฉีฮ่วนได้ตอบกลับ มู่ชวนที่อยู่ด้านข้างก็เอ่ยอบรมหลิงซีขึ้นมาก่อน “อาเมิ่งกับพี่สาวหลี่ไปทำธุระ เจ้ายังเด็กเกิน ตามไปด้วยมีแต่จะเป็นภาระ”
“อืม” แม้หลิงซีจะไม่มีความสุขนัก แต่สุดท้ายนางก็ไม่ได้เอ่ยอะไรอีก
หลังจากทานอาหารเช้า เมิ่งฉีฮ่วนก็พาทั้งครอบครัวไปส่งที่สำนักศึกษา ระหว่างทางหลี่เยว่หานก็ถามออกมาอย่างอดสงสัยไม่ได้ “ไม่ใช่ว่าท่านจะไปขายหนังสัตว์หรือ? แล้วไหนหนังเล่า?”
“เจ้าอยากให้ข้าเดินออกไปพร้อมหนังสัตว์อย่างโจ่งแจ้ง เพื่อบอกให้พวกโจรรู้ว่าข้าจะเอามันไปขายหาเงินหรืออย่างไร?” เมิ่งฉีฮ่วนถามกลับ
หลี่เยว่หานเบะปาก
เธอคิดน้อยเกินไป
ตอนนี้ล่วงเข้าสู่ฤดูใบไม้ร่วงแล้ว หลังจากนี้การล่าสัตว์บนภูเขาจะยิ่งยากขึ้น ดังนั้นในช่วงเวลานี้ของทุกปี โจรในบริเวณโดยรอบจะเริ่มลงมือมากขึ้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งกับการปล้นคนที่จะเข้าเมืองไปขายของป่า หลังจากนั้นก็เอาสินค้าไปปล่อยขายในตลาดมืดเพื่อแลกเป็นเงินสำหรับฤดูหนาว
แม้ว่าจะมีความทรงจำเจ้าของร่างอยู่ไม่มาก แต่ก็ยังพอมีความทรงจำส่วนนี้หลงเหลืออยู่
หลังจากมาถึงห้องหนังสือแล้ว มู่ชวนก็ไปหาอาจารย์ จากนั้นหลี่เยว่หานก็อุ้มหลิงซีไปที่ลานด้านหลัง
ลานด้านหลังอบอวลไปด้วยกลิ่นหอมของดอกหอมหมื่นลี้ ใต้ต้นหอมหมื่นลี้มีร่างสตรีบอบบางนั่งอยู่ มองดูราวกับประหนึ่งภาพวาด สาวใช้ที่อยู่ด้านข้างเห็นหลี่เยว่หานเข้าประตูมาก็เตรียมจะส่งสัญญาณบอกสตรีผู้นั้น แต่ทันใดนั้นเองดวงตาของนางก็เบิกกว้างขึ้นมา
[1] ท่านเกิดข้ายังไม่เกิด ข้าเกิดท่านชรา ท่านเศร้าที่ข้าเกิดช้า ข้าโศกที่ท่านเกิดเร็ว เป็นบทกวี่ที่ถูกจารึกเอาไว้บนแจกันเครื่องเคลือบในสมัยยุคราชวงศ์ถัง
[2] เจ้าสาวเด็ก(童养媳) เป็นการเอาเด็กหญิงมาเลี้ยงไว้ เพื่อโตไปจะได้นำมาแต่งงาน
[3] น้ำแกงเกอต่า เป็นอาหารประเภทแป้งชนิดหนึ่งคล้ายกับการต้มบะหมี่ วิธีทำแตกต่างกันตรงที่ใช้แป้งผสมน้ำอุ่นคนให้แป้งจับตัวกันเป็นก้อนแล้วเทใส่ซุปเดือด ๆ น้ำซุปสามารถใช้ซุปใสหรือซุปมะเขือเทศก็ได้ และสามารถเติมเนื้อสัตว์และผักได้ตามใจชอบ