ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 570 สวีผู้ไม่กลัวตาย!
บทที่ 570 สวีผู้ไม่กลัวตาย!
เทียนในมือดับวูบลงไปนานแล้ว เคราะห์ดีที่เมิ่งฉีฮ่วนคว้าตัวคนทั้งคู่ไว้แน่น เมื่อทั้งสามร่วงหล่นลงสู่พื้นดินจึงมิได้พลัดหลงจากกัน
หลังจากจุดเทียนขึ้นใหม่อีกครั้ง พวกเขาต่างก็หันมองไปรอบด้านด้วยความมึนงงและว่างเปล่า
“ที่นี่มันที่ไหนกัน?” แม้แต่สวีซิ่งอี้ที่มักโอ้อวดว่าตนเองขวัญกล้าเทียมฟ้า น้ำเสียงยังอดไม่ได้ที่จะสั่นเครือ
“หลุมศพฝังร่วม” เมิ่งฉีฮ่วนตอบเสียงเรียบ
“เหลวไหล! เจ้าเคยเห็นสุสานโบราณที่ไหนเอาศพใส่โลงแยกกันทีละใบในหลุมฝังร่วมบ้าง!” สวีซิ่งอี้กล่าวพลางชี้มือไปยังผนังถ้ำเบื้องบน “ดูโน่นสิ บนกำแพงก็ยังมี!”
หลี่เยว่หานแม้จะไม่สัดทัดเรื่องธรรมเนียมการสร้างสุสานโบราณ แต่นางก็ผ่านตาพวกนิยายมาไม่น้อย
“หากข้าเดาไม่ผิด หลุมฝังร่วมแห่งนี้คงมิได้ใช้ฝังคนธรรมดา แต่น่าจะเป็นสุสานของจักรพรรดิในราชวงศ์ใดราชวงศ์หนึ่ง และผู้ที่ถูกฝังอยู่ใต้ดินนี้ ก็น่าจะเป็นเหล่าสนมกำนัลในวังหลังของเขา”
เมื่อได้ยินดังนั้น ชายหนุ่มทั้งสองก็พากันนิ่งเงียบอย่างรู้กัน
“พวกท่านดูสิ โลงศพเหล่านี้แม้ภายนอกจะดูเรียบง่าย แต่กลับมีลวดลายแกะสลักที่ประณีตยิ่งนัก อีกทั้งถูกฝังลึกอยู่ใต้ดินมานานหลายปีเพียงนี้ แต่เนื้อไม้กลับยังไม่ผุพัง เห็นได้ชัดว่าใช้ไม้ชั้นเลิศ”
“อีกอย่าง เครื่องเรือนที่วางอยู่นี่ดูคล้ายกับแท่นประกอบพิธีศพ คาดว่าหลังจากนำร่างพระสนมบรรจุลงโลงแล้ว คงมีผู้มาเซ่นไหว้ที่นี่ ทว่าโดยปกติการเซ่นไหว้บรรพชนมักทำกันที่ด้านนอกสุสาน คนที่สามารถเข้ามาประกอบพิธีถึงในนี้ได้ เกรงว่าคงจะเป็นใครบางคนที่รอดพ้นจากความตายมาได้กระมัง” หลี่เยว่หานกล่าวพลางสำรวจโต๊ะประกอบพิธีที่ตั้งอยู่ตรงกึ่งกลางอย่างละเอียด นางวิเคราะห์เป็นตุเป็นตะดูมีเหตุมีผลยิ่งนัก
คำพูดของนางทำให้สวีซิ่งอี้หลุดหัวเราะออกมา “แท่นนี้มิได้มีไว้สำหรับเซ่นไหว้ แต่มีไว้สำหรับทำพิธีบูชายัญต่างหาก เจ้าดูสิ รอยสีดำคล้ำเหล่านี้คือคราบเลือด ดังนั้นเจ้าเดาผิดแล้วล่ะ ที่นี่อาจเป็นหลุมฝังร่วมจริง แต่คนที่อยู่ข้างในนั้นไม่ใช่เหล่าพระสนมแน่นอน”
“ถ้าเช่นนั้นจะเป็นคนประเภทใดกัน ที่ถูกลากมาฝังร่วมกันมากมายขนาดนี้?” หลี่เยว่หานถามต่อ แต่นางมิได้มองสวีซิ่งอี้ กลับหันไปสบตากับเมิ่งฉีฮ่วนที่ยืนอยู่ข้างกาย
เมิ่งฉีฮ่วนเดินเข้ามาใกล้นางแล้วเอ่ยขึ้นว่า “เจ้ายังจำเรื่องราวเมื่อห้าร้อยปีก่อนได้หรือไม่?”
คำพูดนี้ทำเอาสวีซิ่งอี้ตกใจจนขวัญหนีดีฝ่อ เขารีบกระโดดตัวลอยไปอีกทางทันที “พระชายา… ท่านอ๋องโดนผีเข้าหรืออย่างไร!!!”
“หามิได้” หลี่เยว่หานเห็นสวีซิ่งอี้ขวัญเสียจึงรีบอธิบาย “พวกเราเคยมีวาสนาได้พบยอดคนเร้นลับท่านหนึ่ง ท่านผู้นั้นเคยเล่าให้พวกเราฟังว่าโลกเมื่อห้าร้อยปีก่อนมีสภาพเป็นเช่นไร”
“ข้าไม่เชื่อ! เรื่องเมื่อห้าร้อยปีที่แล้วจะมีใครรู้เห็นได้อย่างไร! ทุกคนต่างก็รับรู้ผ่านตำราด้วยกันทั้งนั้น ทว่าเมื่อครั้งสถาปนาแคว้นตงฮั่น ราชวงศ์ก่อนได้เผาทำลายหอตำราจนมอดไหม้ หลายสิ่งหลายอย่างมิอาจตรวจสอบได้ ข้าไม่เชื่อเด็ดขาด!” สวีซิ่งอี้ยังคงถอยกรูดไปข้างหลังหลายก้าว
เมิ่งฉีฮ่วนมิได้สนใจเขา เขาจ้องมองไปยังแท่นบูชายัญที่อาบไปด้วยคราบเลือดสีดำ แล้วกล่าวช้าๆ “โลกเมื่อห้าร้อยปีก่อนนั้นเต็มไปด้วยพลังปราณวิญญาณ เหล่ายอดฝีมือต่างสำแดงฤทธาเก่งกล้า ทว่าเพียงชั่วพริบตา พลังปราณกลับเหือดหายไป ท่านผู้นั้นกล่าวว่ายามนั้นมียอดคนจำนวนมากต้องดับสูญในขณะที่กำลังจะบรรลุเซียนเพียงเพราะพลังปราณขาดช่วง บ้างก็ละวางความตายยอมรับชะตากรรม ข้าคาดว่าที่นี่น่าจะเป็นหลุมศพของสำนักใดสำนักหนึ่งในยุคนั้น”
หลี่เยว่หานยังไม่ทันได้เอ่ยสิ่งใด สวีซิ่งอี้ที่อยู่ด้านข้างก็โวยวายขึ้นมา “พลังปราณวิญญาณอะไร บรรลุเซียนอะไรกัน ข้าว่าท่านต้องโดนผีสิงไปแล้วแน่ๆ!”
“เสี่ยวอี้!” เสียงที่ดูเหนื่อยล้าดังแทรกขึ้นมากะทันหัน สวีซิ่งอี้ที่กำลังเสียขวัญเพราะคำพูดของเมิ่งฉีฮ่วนอยู่แล้วถึงกับหนังหัวชาหนึบ แม้จะจำได้ว่าเป็นเสียงของแม่ทัพสวี แต่เขาก็ไม่กล้าขานรับ ได้แต่ลอบกลืนน้ำลายด้วยความตึงเครียด
หลี่เยว่หานเห็นท่าไม่ดีจึงชูเทียนไปทางเขา ทำเอาเจ้าหนุ่มนี่สะดุ้งตาเหลือกใส่ด้วยความขุ่นเคือง
“ท่านแม่ทัพสวีใช่หรือไม่?” หลี่เยว่หานตะโกนถามไปทางต้นเสียง
“ข้าเอง!” สวีติ้งหลานตอบกลับมาด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาราวกับคนไร้เรี่ยวแรง
“ท่านแม่ทัพ ท่านอยู่ที่ใด?” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยถามบ้าง
สวีซิ่งอี้ได้สติในที่สุด เขาพุ่งตัวไปยังทิศทางของเสียงทันทีพลางตะโกนก้อง “ท่านพ่อ! ท่านพ่อ! ท่านอยู่ที่ไหน! ท่านยังสบายดีหรือไม่! ท่านพ่อ!”
สวีติ้งหลานเงียบไปครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยอย่างเย็นเยียบ “ข้าอยู่ในโลงศพ ข้าถูกขังไว้… ใต้ดินนี้มีอสูรกายอาศัยอยู่ พวกมันเตรียมจะใช้ข้าเป็นเครื่องสังเวย!”
สิ้นคำนั้น เมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานต่างหันมาสบตากันด้วยสีหน้าเคร่งเครียด
สวีซิ่งอี้ร้อนใจยิ่งนัก ตะโกนตอบกลับไปว่า “ท่านพ่อ เคาะฝาโลงสิ ข้าจะได้ไปช่วยท่าน! ที่นี่มีโลงศพมากเกินไป ข้าหาไม่เจอ!”
เมื่อสวีติ้งหลานนิ่งไป สวีซิ่งอี้ก็ร้องเรียกอีกครั้ง “ท่านพ่อ ท่านส่งเสียงหน่อยเถิด เพียงแค่พูดอย่างเดียวข้าหาท่านไม่พบหรอก!”
สิ้นเสียงของเขา เสียงเคาะไม้จากโลงศพทุกใบก็ดังสนั่นหวั่นไหวขึ้นพร้อมกัน
ใบหน้าของสวีซิ่งอี้แปรเปลี่ยนจากความดีใจเป็นความตื่นตระหนกเพียงเสี้ยววินาที เขาพุ่ง “ฟึ่บ” กลับมาเกาะกลุ่มกับเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานทันที ทั้งสามคนยืนเบียดกันแน่นจนแทบไม่กล้าหายใจแรง
‘แม่เจ้าโว้ย! แค่บอกให้ส่งเสียงนิดเดียว โลงศพนับสิบใบในหลุมศพนี้กลับส่งเสียงเคาะพร้อมกันหมด ถ้าข้าจิตไม่แข็งพอ ป่านนี้คงฉี่ราดไปแล้ว…’
“มันคือวิชาลวงตาหรือไม่?” เมิ่งฉีฮ่วนถามหลี่เยว่หานด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
หลี่เยว่หานหลับตาลง แผ่ขยายสัมผัสวิญญาณออกไปอย่างช้าๆ แต่กลับถูกบางอย่างขัดขวางไว้
นางลืมตาขึ้นแล้วมองเมิ่งฉีฮ่วนด้วยความกังวล “ข้าแยกแยะมิออกเจ้าค่ะ”
สวีซิ่งอี้เริ่มสลัดความหวาดกลัวออกไปได้บ้างแล้ว เลือดรักชาติและศักดิ์ศรีของชายหนุ่มพลุ่งพล่าน เขาชูพลั่วคู่ใจขึ้นแล้วคำรามลั่น “อย่ามาทำเป็นเล่นเล่ห์หลอกผี! ข้าหาได้กลัวเจ้าไม่! รีบส่งตัวท่านพ่อของข้าคืนมาเดี๋ยวนี้!”
“คุณชายสวี” หลี่เยว่หานรีบคว้าตัวสวีซิ่งอี้ที่กำลังวู่วามไว้ “ข้ากับท่านอ๋องสงสัยว่านี่อาจจะเป็นค่ายกลลวงตา ท่านอ๋องและเจ้าต่างก็มีความรู้เรื่องค่ายกล ลองสังเกตดูรอบๆ ให้ละเอียดเถิดว่าพบสิ่งใดผิดปกติหรือไม่”
น่าแปลกที่พอหลี่เยว่หานพูดจบ เสียงเคาะโลงศพก็เงียบกริบลงพร้อมกันอย่างน่าอัศจรรย์
หลี่เยว่หานรู้สึกขนลุกซู่ไปทั้งตัว…
สวีซิ่งอี้มิได้ชักช้า เขาตรงไปดึงเทียนเล่มหนึ่งมาจากแท่นบูชายัญทันที เขาใช้ตะบันไฟจุดมันขึ้นมาแล้วก็ต้องตะลึง “เหตุใดเปลวไฟจึงเป็นสีเขียวเช่นนี้?”
“เพราะนั่นคือเทียนไขศพอย่างไรเล่า” เมิ่งฉีฮ่วนสวมบทบาทผู้อธิบายผู้รอบรู้อย่างเคร่งขรึม “มันทำมาจากการนำศพมนุษย์ไปย่างไฟเพื่อสกัดเอาน้ำมันมาทำเทียน เทียนชนิดนี้จะเผาไหม้ได้นานยิ่งนัก เพียงแต่เปลวไฟจะเป็นสีเขียว ดูแล้วน่าขนพองสยองเกล้าเสียหน่อย”
ทันทีที่ได้ยิน สวีซิ่งอี้ก็ขว้างเทียนในมือทิ้งทันควัน
เมิ่งฉีฮ่วนตาไวคว้าเทียนเล่มนั้นไว้กลางอากาศได้อย่างแม่นยำ ก่อนจะมองสวีซิ่งอี้ด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ “อย่ากลัวไปเลย คนที่ตอนมีชีวิตทำชั่วไว้มาก น้ำมันศพจะยิ่งมีคุณภาพดี กล่าวคือมีเพียงคนชั่วเท่านั้นที่ถูกนำมาทำเทียนไขศพ อีกทั้งยังมีคำกล่าวว่าผู้ที่ถูกเคี่ยวน้ำมันศพ วิญญาณจะแตกซ่านไปพร้อมกับตอนที่ร่างถูกย่างไฟ ดังนั้นในเทียนเล่มนี้ไม่มีวิญญาณร้ายสิงสู่อยู่หรอก”
มิอธิบายยังดีเสียกว่า พออธิบายจบ ใบหน้าของสวีซิ่งอี้ก็ขาวซีดราวกับกระดาษไปเสียแล้ว…