ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 576 เน่าเปื่อย
บทที่ 576 เน่าเปื่อย
“เจ้าเด็กนี่ ทำตัวให้มันมีฐานะหน่อย!” สวีติ้งหลานยังคงเป็นคนใจแข็งปากร้ายเช่นเดิม เมื่อเห็นว่าสวีซิ่งอี้กำลังจะทำตัวซาบซึ้งจนเกินงาม เขาก็รีบยันกายลุกขึ้นนั่งตัวตรงและถลึงตาใส่บุตรชายทันที “หากเจ้าขืนร้องไห้ออกมาล่ะก็ กลับไปถึงเมืองหลวงเมื่อไหร่ ข้าจะเอาเรื่องนี้ไปประกาศให้ทั่วเลยเชียว”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น สวีซิ่งอี้ก็รีบสะกดกลั้นอารมณ์ตื้นตันกลับไปทันควัน เขาฮึดฮัดอยู่ในลำคอสองสามทีแล้วสะบัดหน้าหนีมิยอมพูดจาอีก
“ท่านแม่ทัพ รู้สึกไม่สบายตรงไหนหรือไม่?” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ยถาม
“มิมี เพียงแต่รู้สึกล้าไปทั้งตัวเท่านั้น” สวีติ้งหลานส่ายหน้า ก่อนจะลุกขึ้นยืนแล้วอาศัยแสงเทียนอันริบหรี่มองสำรวจไปรอบ ๆ พลางขมวดคิ้ว “ที่นี่มีค่ายกลรึ?”
ทว่าเขามิรอคำตอบ ก็เอ่ยต่อทันทีว่า “มิใช่สิ ค่ายกลถูกทำลายไปแล้ว ดูจากลักษณะค่ายกลนี้นับว่าซับซ้อนยิ่งนัก จุดยุทธศาสตร์หลักมิน่าจะเป็นสิ่งของธรรมดา มิเช่นนั้นคงมิอาจสะกดพลังของค่ายกลระดับนี้เอาไว้ได้”
พูดจบ สวีติ้งหลานก็หันไปทางเมิ่งฉีฮ่วน “เกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?”
เมิ่งฉีฮ่วนเหลือบมองหลี่เยว่หานครู่หนึ่ง จากนั้นจึงเล่าเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นก่อนหน้านี้ให้ฟังอย่างคร่าว ๆ แล้วเอ่ยสรุปว่า “ยามนี้เรื่องที่สำคัญที่สุดคือการรีบหาทางออก พวกเราลงมาที่นี่นานจนมิรู้ว่าเวลาผ่านไปเท่าใดแล้ว ด้านบนมีเพียงองครักษ์คนสนิทของเปิ่นหวังเฝ้าอยู่ ยามนี้ข่าวเรื่องวิชาถลุงเกลือและวิชาถลุงน้ำมันแพร่กระจายไปทั่วแล้ว ข้าเกรงว่าจะเกิดเหตุแปรปรวนขึ้น”
“ท่านอ๋องกล่าวได้ถูกต้อง” สวีติ้งหลานพยักหน้าเห็นพ้อง “พวกเราแยกกันหาทางออกเถิด เจ้าเด็กบ้า มากับข้า!”
“ท่านแม่ทัพ หลุมฝังศพแห่งนี้ประหลาดนัก ข้าว่าพวกเราเคลื่อนที่ไปพร้อมกันจะดีกว่าเจ้าค่ะ” หลี่เยว่หานรีบทัดทาน
แม้จะมิทราบว่าหลุมฝังศพแห่งนี้กว้างใหญ่เพียงใด แต่กว่าพวกนางจะตามหากันจนพบมิใช่เรื่องง่าย จึงมิควรแยกจากกันอีก
สวีติ้งหลานเข้าใจในสิ่งที่หลี่เยว่หานกังวล เมื่อพิจารณาอย่างถี่ถ้วนแล้วก็เห็นว่าการแยกกันเดินนั้นมีความเสี่ยงสูงเกินไป จึงมิได้ดึงดันอีก ทั้งสี่คนจึงเริ่มเคลื่อนไหวทันที
หลี่เยว่หานรู้สึกผิดอยู่ในใจเสมอมา หากมิใช่เพราะต้องมาช่วยนาง สวีซิ่งอี้คงมิกระโดดตามลงมา เมิ่งฉีฮ่วนเองก็คงมิต้องลงมาเสี่ยงอันตราย และสวีติ้งหลานก็คงมิต้องร้อนใจเรื่องบุตรชายจนต้องติดอยู่ที่นี่ด้วย ยามนี้นางจึงมิคิดปิดบังพลังอีกต่อไป นางพลิกข้อมือเพียงคราเดียว หว่านอู้เซิงขนาดเท่ากำปั้นก็ปรากฏขึ้นมา
หลี่เยว่หานใช้พลังจิตสัมผัสวิญญาณห่อหุ้มมันไว้ มิให้กลิ่นอายพลังทิพย์ของหว่านอู้เซิงรั่วไหลออกมาแม้แต่น้อย มันลอยนิ่งอยู่กลางอากาศพร้อมเปล่งแสงเรืองรอง สว่างไสวยิ่งกว่าแสงเทียนเสียอีก
“นี่มัน…” สวีติ้งหลานชะงักไปตั้งท่าจะถาม ทว่าเมื่อเห็นบุตรชายและเมิ่งฉีฮ่วนมีท่าทีสงบนิ่งราวกับเห็นเป็นเรื่องปกติ เขาจึงมิได้เอ่ยถามสิ่งใดออกมา
แม้ค่ายกลจะถูกทำลายไปแล้ว แต่พลังที่คอยปิดกั้นสัมผัสวิญญาณยังมิได้สลายไปสิ้น หลี่เยว่หานจึงมิอาจใช้พลังจิตค้นหาทางออกได้โดยตรง ทำได้เพียงใช้หว่านอู้เซิงคอยส่องทาง และส่งพลังจิตส่วนหนึ่งติดตามร่องรอยของเฮ่อเจิ้งเทียนที่อยู่ด้านบน
โชคดีที่ตอนไปเกาะถงเซิงคราวนั้น หลี่เยว่หานเกรงว่าจะเกิดเหตุไม่คาดฝัน จึงได้ฝากกระแสพลังจิตไว้ที่ตัวเฮ่อเจิ้งเทียนสายหนึ่ง มิเช่นนั้นการจะหาทางออกในยามนี้คงยากลำบากแสนสาหัส
นับตั้งแต่ชายผมขาวที่เป็นจุดยุทธศาสตร์หลักตายไป หลี่เยว่หานก็เริ่มสัมผัสได้ว่าอากาศโดยรอบเริ่มเกิดความเปลี่ยนแปลง
“พวกเราต้องเร่งมือแล้ว” เมิ่งฉีฮ่วนตอบสนองอย่างรวดเร็ว เขาคว้ามือหลี่เยว่หานไว้และเอ่ยด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม “เมื่อขาดพลังจากค่ายกลคอยค้ำจุน วิชาผนึกในโลงศพก็น่าจะสิ้นฤทธิ์ลงโดยสมบูรณ์ ข้าเริ่มได้กลิ่นเหม็นเน่าจาง ๆ แล้ว”
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานก็ใจคอไม่ดีขึ้นมาทันที
แม้กลิ่นศพจะยังมิรุนแรงนัก แต่ยามที่ซากศพเน่าเปื่อยจะก่อให้เกิดก๊าซไข่เน่าจำนวนมาก หากก๊าซเหล่านี้สะสมจนถึงระดับหนึ่ง เพียงมีประกายไฟแม้เพียงนิดก็อาจเกิดการระเบิดได้
มันอันตรายเกินไปแล้ว!
เมื่อคิดได้เช่นนี้ หลี่เยว่หานก็เร่งฝีเท้าขึ้น “พวกเราต้องรีบออกไปให้เร็วที่สุด หากซากศพทั้งหมดเน่าเปื่อยพังทลายลง พวกเราอาจจะต้องตายอยู่ที่นี่!”
“หวังเฟยกล่าวได้ถูกต้อง ก๊าซที่เกิดจากการเน่าเปื่อยของศพพวกนี้มีพิษ หากมิรีบหาทางออก เกรงว่าพวกเราคงต้องทิ้งชีวิตไว้ที่นี่ทั้งหมด” สวีติ้งหลานสมกับเป็นขุนพลเฒ่าผู้ผ่านศึกมาโชกโชน เขายังคงรักษาสติมั่นและเริ่มวางแผนสั่งการ “หวังเฟยมีของวิเศษคอยนำทาง แต่เราจะพึ่งพาเพียงอย่างเดียวมิได้ เสี่ยวอี้ เจ้าไปกับข้า ล่วงหน้าไปตามทิศทางที่ของวิเศษนำไปก่อน ท่านอ๋องกับหวังเฟยตามมาด้านหลัง”
“ตกลง ท่านแม่ทัพโปรดระวังตัวด้วย” ในเวลาคับขันเช่นนี้ เมิ่งฉีฮ่วนมิได้โต้แย้งเรื่องความปลอดภัยหากอยู่รวมกัน แต่พยักหน้าเห็นชอบกับข้อเสนอของสวีติ้งหลาน
สวีซิ่งอี้เองก็มิอิดออด สองพ่อลูกมิกล้าจุดเทียน ทำได้เพียงอาศัยความสามารถในการมองเห็นในที่มืดอันยอดเยี่ยม วิ่งทะยานไปด้านหน้าอย่างรวดเร็วและหายลับไปในความมืดมิด
“อย่ากลัวเลย” เมิ่งฉีฮ่วนกุมมือหลี่เยว่หานไว้ “จะมิเป็นไรแน่นอน”
หลี่เยว่หานสงบใจลงแล้วพยักหน้าให้เขา นางเร่งพลังหว่านอู้เซิงให้ลอยนำหน้าไปเพื่อค้นหาทางออกต่อไป
เพื่อป้องกันมิให้พลัดหลงกับสองพ่อลูกตระกูลสวี พวกเขาจะตะโกนเรียกขานกันเป็นระยะ
มิรู้ว่าเดินท่ามกลางความมืดมานานเพียงใด หลี่เยว่หานรู้สึกว่ายิ่งเดินไป โลงศพรอบข้างก็ยิ่งบางตาลง ในขณะที่กำลังสงสัยอยู่นั้น นางและเมิ่งฉีฮ่วนก็มองเห็นแผ่นหลังของสวีติ้งหลานและสวีซิ่งอี้ยืนคู่กันอยู่เบื้องหน้า
“ท่านแม่ทัพสวี? คุณชายสวี?” หลี่เยว่หานส่งเสียงเรียกและเตรียมจะเดินเข้าไปหา
ทว่าเมิ่งฉีฮ่วนกลับรั้งตัวนางไว้ทันที พร้อมกับส่งสัญญาณให้มองไปที่พื้น
หลี่เยว่หานก้มมองแล้วถึงกับชะงักงัน
บนพื้นมีลวดลายขนาดมหึมา มองเผิน ๆ คล้ายรูปสี่เหลี่ยมผืนผ้าธรรมดา แต่เมื่อพินิจดูให้ดีกลับยิ่งดูคุ้นตาอย่างประหลาด เมื่อมีความคาดเดาบางอย่างเกิดขึ้นในใจ นางจึงเงยหน้ามองเมิ่งฉีฮ่วน
เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้าให้นางเบา ๆ “ที่นี่ก็คือแท่นบูชาเช่นกัน”
“แล้วท่านแม่ทัพกับคุณชาย…” หลี่เยว่หานสูดลมหายใจเข้าลึกด้วยความหนาวเหน็บ มองไปยังแผ่นหลังของสองพ่อลูกที่ยืนนิ่งมิไหวติง
“เยว่หาน เจ้าลองดูว่าพอจะใช้พลังจิตดึงพวกเขาออกมาได้หรือไม่” เมิ่งฉีฮ่วนเอ่ย
“เจ้าค่ะ ข้าจะลองดู!” หลี่เยว่หานรับคำ
พลังจิตสัมผัสวิญญาณพุ่งทะยานออกมา กลายเป็นเส้นสายยาวเหยียด แม้จะมองมิเห็นด้วยตาเปล่า แต่เมิ่งฉีฮ่วนที่ยืนอยู่ข้างกายกลับสัมผัสได้ถึงขุมพลังอันลึกลับมหาศาลที่พรั่งพรูออกมาจากร่างของหลี่เยว่หาน ก่อนจะแยกออกเป็นสองสายพุ่งไปด้านหน้า
ในชั่วพริบตา พลังจิตของหลี่เยว่หานก็พันรอบเอวของสองพ่อลูกไว้ นางพยายามออกแรงดึงกลับมาทว่ากลับไม่เคลื่อน มิหนำซ้ำแรงต้านยังมหาศาลจนเกือบจะดึงตัวนางให้ถลำเข้าไปหาพวกเขาเสียเอง
“เกิดอะไรขึ้น?” เมิ่งฉีฮ่วนรีบเข้ามาประคองนางไว้ “หากดึงสองคนพร้อมกันมิไหว ก็ลองแยกดึงทีละคนเถิด”
“มิได้เจ้าค่ะ” เหงื่อกาฬซึมชื้นตามไรผมของหลี่เยว่หาน ใบหน้าของนางเริ่มซีดเผือด นางรีบดื่มน้ำพุหว่านอู้เซิงลงไปอึกหนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “พวกเขายืนขนานกันอยู่ ข้าสงสัยว่าใต้เท้าของพวกเขามีกลไกเชื่อมถึงกัน หากคนใดคนหนึ่งหลุดออกมา อีกคนจะถูกกลืนกินทันที ถึงตอนนั้นคงจะช่วยมิทันการณ์แล้ว!”
พูดจบ หลี่เยว่หานก็รวบรวมสมาธิ ยื่นมือออกไปในความว่างเปล่าราวกับกำลังกำเส้นสายพลังจิตของตนไว้แน่น แล้วออกแรงฉุดกระชากกลับมาอย่างสุดกำลัง
เมิ่งฉีฮ่วนเห็นดังนั้นจึงมิรอช้า รีบกุมมือของนางไว้ทันที
อย่างไรเสียหลี่เยว่หานก็เป็นเพียงสตรี การจะฉุดดึงบุรุษร่างใหญ่ถึงสองคนย่อมมิใช่เรื่องง่าย แต่เมื่อมีเมิ่งฉีฮ่วนเข้ามาช่วย ทุกอย่างก็เปลี่ยนไป
แม้เมิ่งฉีฮ่วนจะสัมผัสพลังจิตมิได้ แต่เขาสามารถกุมมือหลี่เยว่หานเอาไว้ แล้วเป็นฝ่ายออกแรงดึงผ่านมือนั้นแทนทั้งหมด
ตึง!สวีติ้งหลานและบุตรชายราวกับถูกใครบางคนเหวี่ยงออกมาอย่างแรง ร่างของทั้งคู่ลอยละลิ่วมาทางนี้ เมิ่งฉีฮ่วนตาไวรีบคว้าตัวหลี่เยว่หานมาป้องกันไว้ใต้ร่าง ร่างของพ่อลูกตระกูลสวีจึงตกลงมากระแทกทับบนหลังของเมิ่งฉีฮ่วนอย่างจัง
“ท่านเป็นอย่างไรบ้าง!” หลี่เยว่หานได้ยินเสียงเมิ่งฉีฮ่วนครางต่ำในลำคอด้วยความเจ็บปวด นางรีบประคองใบหน้าของเขาไว้ แล้วป้อนหว่านอู้เซิงก้อนโตขนาดเท่ากำปั้นเข้าปากเขาในทันที จนเมิ่งฉีฮ่วนแทบจะสำลัก