ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 61 หลี่เยว่หานอดทนอดกลั้นมาตลอดทาง
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 61 หลี่เยว่หานอดทนอดกลั้นมาตลอดทาง
บทที่ 61 หลี่เยว่หานอดทนอดกลั้นมาตลอดทาง
ได้ยินเมิ่งฉีฮ่วนเปรียบเปรยว่าตนเป็นแมวเป็นสุนัข หลี่หรงหรงก็พลันโมโห
แต่ไม่ทราบว่าเพราะเหตุใด นางกลับกล้ำกลืนโทสะนั้นลงไป มองหลี่เยว่หานอย่างน้อยเนื้อต่ำใจ “พี่สาว ท่านดูพี่เขยทำสิเจ้าคะ”
“เจ้ามีเรื่องอะไรกันแน่?” หลี่เยว่หานวางตะเกียบลงอย่างหมดความอดทน เธอไม่อยากทะเลาะกับอีกฝ่ายให้หนักข้อเกินไป แต่แค่ไล่หลี่หรงหรงออกไปจากเรือนก็ใช่ว่าจะทำไม่ได้ แต่ตอนนี้อยู่ต่อหน้าเด็กน้อยสองคน หลี่เยว่หานไม่อยากให้เด็กทั้งสองต้องเห็นภาพที่ไม่น่ามองเช่นนั้น
“ข้าก็ไม่ได้อยากทำอะไรนี่ แต่คราวก่อนท่านแม่มาหาท่านพอกลับไปก็ล้มป่วย ข้าจึงอยากมาขอเงินพี่สาวสักหน่อยเพื่อพาท่านแม่ไปหาหมอ” หลี่หรงหรงกล่าว
ฟังถึงตรงนี้ หลี่เยว่หานก็เลิกคิ้วมองไปทางเมิ่งฉีฮ่วนแวบหนึ่งพลางพูดว่า “แม่เจ้าป่วยแล้วเกี่ยวอันใดกับข้า?”
“พี่สาว จะดีชั่วอย่างไรแม่ข้าก็เลี้ยงท่านมาสิบกว่าปีเชียวนะ ท่านมาพูดเช่นนี้ได้อย่างไร?” หลี่หรงหรงทำท่าเหมือนจะร้องไห้ “ท่านดูสิสามีของท่านยังมีลูกน้อยสองคนนะ ท่านไม่กลัวว่าพวกเขาจะเอาเยี่ยงอย่าง วันหน้าก็ไม่เลี้ยงดูท่านยามแก่เฒ่าเหมือนกันหรือไร?”
“ไม่กลัว” เมิ่งฉีฮ่วนชิงพูดขึ้นก่อน “แม่เจ้าป่วยก็ให้พ่อเจ้าพาไปหาหมอสิ ภรรยาของข้าไม่เกี่ยวข้องกับพวกเจ้าอีกแล้ว”
เมิ่งฉีฮ่วนพูดจบก็ลุกขึ้นไล่หลี่หรงหรง รวมถึงหวังเหอฮวาที่ไม่ได้พูดอะไรมาตั้งแต่ต้นออกไปจากบ้าน
เมื่อกลับเข้ามาในห้องครัวอีกครั้ง เมิ่งฉีฮ่วนยังไม่ทันนั่งลง หลี่เยว่หานก็มองเขาพร้อมรอยยิ้ม “ท่านบอกมาเถอะ คราวก่อนหวังเฟิ่งกลับไปได้อย่างไร?”
“ข้าตีนางสลบแล้วเอาไปโยนทิ้งไว้ที่สุสานอนาถา” เมิ่งฉีฮ่วนไม่คิดจะโกหกแม้แต่น้อย
ได้ยินดังนั้น หลี่เยว่หานประหลาดใจก่อนตามด้วยเสียงหัวเราะพรืด “ท่านใจร้ายเกินไปแล้ว! ข้าบอกท่านก็ได้ว่าหลังจากท่านช่วยข้าขึ้นมาจากในน้ำครานั้น ข้าก็พร่ำบอกนางว่าข้าได้เจอยมทูตหน้าขาวหน้าดำ*[1] ทำให้นางเสียขวัญจนต้องไปไหว้พระที่วัด กระทั่งข้าวก็ไม่มีแก่ใจจะกินแล้ว!”
“…” เมิ่งฉีฮ่วนถือตะเกียบค้างเอาไว้แล้วปรายตามองหลี่เยว่หาน
หลี่เยว่หานเห็นเขาดูเหมือนจะไม่พอใจ ก็อดจะยิ้มออกมาไม่ได้ แล้วหันไปคีบเนื้อชิ้นหนึ่งให้หลิงซี
สีหน้าของเมิ่งฉีฮ่วนไม่ใคร่จะดีนักจนกระทั่งรับประทานอาหารเสร็จ หลี่เยว่หานไม่เข้าใจว่าเขาเป็นอะไรไป ได้แต่นึกตำหนิในใจว่าจิตใจบุรุษนั้นยากแท้หยั่งถึง
หากเป็นเช่นที่แล้วมา ยามบ่ายเมิ่งฉีฮ่วนมักไม่อยู่ที่เรือน หรือไม่อย่างนั้นก็จะขึ้นเขา แต่เนื่องจากพวกเขาเพิ่งกลับมาจากเมืองหลิวชิง วันนี้เมิ่งฉีฮ่วนจึงไม่คิดจะไปล่าสัตว์ แต่ช่วยหลี่เยว่หานนำเมล็ดพันธุ์บางส่วนที่หญิงสาวใช้ผ้าขาวคลุมเอาไว้ตั้งแต่เมื่อวาน และเริ่มมีรากงอกออกมาแล้ว หลังจากผ่านมาหนึ่งคืนก็นำไปปลูกไว้ที่ท้ายเรือน
พริกป่าเริ่มสุกหมดแล้ว หลี่เยว่หานจึงเด็ดกลับมาทั้งหมด แล้วคัดเม็ดที่แดงและมีผลเรียวแหลมที่สุดออกมา ส่วนเม็ดอื่น ๆ นำไปแช่น้ำไว้
“เจ้าจะทำอะไร?” เมิ่งฉีฮ่วนถามด้วยความสงสัย
“พริกป่าเอาไปทำอะไรได้มากมาย” หลี่เยว่หานเม้มปากยิ้ม ๆ “ไม่ไปจับปลาหรือ?”
เมิ่งฉีฮ่วนได้ยินอย่างนั้นก็เลิกคิ้ว “ข้าไม่ไปแล้ว เหนื่อยจะตาย เจ้าไปเองเถอะ รีบไปรีบกลับ”
“ชิ” หลี่เยว่หานกลอกตาอย่างหมั่นไส้ จากนั้นก็แบกตะกร้าใบน้อยออกไปจากบ้าน
เมิ่งฉีฮ่วนมองตามเงาหลังของนางแล้วยกยิ้มมุมปากนิด ๆ
“อาเมิ่งนะอาเมิ่ง ท่านไม่เป็นห่วงพี่สาวเลยหรือ ทำไมปล่อยให้นางไปคนเดียวเล่า?” มู่ชวนกลับไปที่สำนักศึกษาแล้ว ตอนที่หลี่เยว่หานออกจากบ้านไปจับปลา หลิงซีกำลังง่วงเหงาหาวนอนพอดี
“เจ้าไปนอนเถอะ อาเมิ่งมีเรื่องอื่นต้องไปทำ” เมิ่งฉีฮ่วนพูดพลางลูบศีรษะเล็ก ๆ ของเด็กน้อย
หลังกล่อมหลิงซีนอนหลับ เมิ่งฉีฮ่วนก็ไปที่ท้ายเรือน หาถังเปล่ามาใบหนึ่ง จากนั้นก็ล้วงตราประทับที่เปล่งประกายระยิบระยับยามอยู่ภายใต้แสงอาทิตย์ออกมาจากในอกเสื้อ หลับตาอยู่ครู่หนึ่งก็เอาตราประทับไปวางไว้กลางอากาศเหนือถังเปล่าใบนั้น
ทันใดนั้น น้ำที่ใสกระจ่างเป็นประกายก็พรั่งพรูออกมา เทลงสู่ถังเปล่าเบื้องล่างจนเต็มปริ่มอย่างรวดเร็ว เมิ่งฉีฮ่วนหลับตาลงอีกครั้ง เพียงไม่นานน้ำก็หยุดไหล เขาลืมตาขึ้นมาอีกครา
น้ำในถังแลดูใสพิสุทธิ์ยิ่ง เพราะน้ำนี้เป็นเหตุให้ในอากาศยังคงมีกลิ่นหอมจาง ๆ อ้อยอิ่งอยู่
เมิ่งฉีฮ่วนไม่รอช้า เขาหยิบกระบวยมารดน้ำเมล็ดพันธุ์ที่ปลูกกับหลี่เยว่หานเมื่อครู่ และรดน้ำต้นจันทน์ขาวที่ตนปลูกลงดินอย่างลวก ๆ ไปด้วยเช่นกัน
เมิ่งฉีฮ่วนเอาน้ำที่เหลือไปไว้ในห้องเก็บผัก แล้วเปิดดูข้าวเก่าที่หลี่เยว่หานหุงไว้เมื่อคืนวาน ไม่รู้ว่าเขาเอาก้อนกลม ๆ จากที่ไหนโยนลงไปในน้ำ พอละลายแล้วก็เทน้ำใส่ข้าวเก่าจนหมด
เมื่อทำทุกอย่างเสร็จสิ้น เมิ่งฉีฮ่วนก็วางถังน้ำลงอย่างพึงพอใจ แล้วกลับไปนอนกลางวันในลานเรือนกับหลิงซี
ตอนตื่นมาอีกครั้ง เมิ่งฉีฮ่วนได้กลิ่นหอมประหลาดขุมหนึ่ง หนอนตะกละในท้องพลันถูกปลุกให้ตื่นขึ้น
หันไปมองก็พบว่าที่แท้หลี่เยว่หานกลับมาแล้ว กำลังทำอาหารอยู่ในครัว
“จับปลาได้กี่ตัว?” เมิ่งฉีฮ่วนบิดเอวแล้วถามด้วยน้ำเสียงเกียจคร้าน
“สองตัว” สีหน้าหลี่เยว่หานไม่ค่อยดีเท่าไหร่ แต่ก็ยังตอบคำถามของเมิ่งฉีฮ่วน
“เจอหลี่หรงหรงระหว่างทาง?”
“อืม”
เมิ่งฉีฮ่วนแค่เดาก็รู้ได้ มิฉะนั้นด้วยนิสัยของหลี่เยว่หาน นอกจากคนสกุลหลี่ที่ไร้ยางอายพวกนั้นยังจะมีใครทำให้นางมีโทสะได้อีก
ตอนที่หลี่เยว่หานแบกตะกร้าออกไปจับปลา หลี่หรงหรงกับหวังเหอฮวามาดักตนกลางทางแล้วด่าเธอสาดเสียเทเสีย
“เมิ่งฉีฮ่วนไม่มีทางชอบไม้กระดานอย่างเจ้าหรอก”
“พี่เมิ่งดีปานนั้น อีกไม่นานก็คงหย่าขาดกับหญิงร้ายอย่างเจ้า!”
“ไม่รู้จักเจียมตัวเสียบ้าง ของมือสองที่ถูกคนอื่นถอนหมั้นยังมีหน้ามาอยู่กับคนดี ๆ อย่างพี่เมิ่งอีก”
……
พวกนางสองคนตามบริภาษหลี่เยว่หานมาตลอดทาง ไม่รู้ว่าพ่นวาจาร้ายกาจเช่นนั้นออกมามากเท่าไหร่
หลี่เยว่หานไม่คิดจะสนใจพวกนาง แต่พวกนางสองคนก็ยังตามมาจนถึงแม่น้ำที่หลี่เยว่หานมาจับปลาอย่างกระตือรือร้น หลี่เยว่หานลงไปจับปลา พวกนางก็ยืนด่ามาจากบนฝั่ง
เดิมทีหลี่เยว่หานยังจับปลาได้มากกว่านี้ แต่สุดท้ายก็จับกลับมาเพียงสองตัว
ใช่ว่าหลี่เยว่หานไม่ด่าสู้พวกนาง แต่เมื่อนึกถึงว่ายามนี้ตนเองเป็นคนที่มีครอบครัวแล้ว ทั้งเมิ่งฉีฮ่วนยังปฏิบัติต่อเธออย่างดี ถ้าตนเองที่ได้ชื่อว่าเป็นภรรยาของเขามาผรุสวาทด่าทอกับเด็กสาวที่ยังไม่ออกเรือนสองคนต่อหน้าธารกำนัลเช่นนี้ คนที่ขายหน้าไม่ได้มีแค่เธอ แต่ยังมีเมิ่งฉีฮ่วนอีกด้วย
ดังนั้นหลี่เยว่หานจึงอดทนอดกลั้นมาตลอดทาง
เมื่อกลับมาพบเมิ่งฉีฮ่วน สีหน้าย่อมไม่ค่อยจะดีเป็นธรรมดา
เมิ่งฉีฮ่วนเห็นนางทำอาหารด้วยสีหน้าเย็นชาก็อดจะถอนหายใจออกมาไม่ได้ “เจ้าเป็นอะไรไป เจ้านิสัยดุดันปานนั้น ทำไมถึงยอมให้พวกนางสองคนรังแก อีกอย่าง…” เจ้าก็ยังมีข้าอยู่นี่นา?
“ข้ากำลังทำหมูตุ๋นพะโล้ ท่านอยากลองหน่อยไหม?” หลี่เยว่หานมองเขาแล้วพูดแทรกขึ้นมา
เมิ่งฉีฮ่วนถูกนางจับจ้องจนสั่นสะท้าน ทันใดนั้นก็ถอนหายใจแล้วพูด “หมูพะโล้ไม่อร่อย เจ้าทำทำไม?”
“คนอื่นทำไม่อร่อย ข้าก็ต้องทำไม่อร่อยด้วยเหมือนกันหรือ?” หลี่เยว่หานโมโหแล้ว “ยังไม่กินสักคำท่านก็ตัดสินว่าไม่อร่อยแล้ว ทำไม ท่านเป็นหม้อใบนี้หรือไร?”
[1] ยมทูตหน้าขาวหน้าดำ 黑白无常 หมายถึง ยมทูตเฮยอู๋ฉางและยมทูตไป๋อู๋ฉาง ซึ่งเป็นเทพที่มารับวิญญาณคนตายตามความเชื่อของจีน โดยยมทูตเฮยอู๋ฉางจะมีใบหน้าดำ สวมหมวกทรงสูงและชุดสีดำ ขณะที่ยมทูตไป๋อู๋ฉางเป็นยมทูตหน้าขาว สวมหมวกทรงสูงและชุดสีขาว