ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 635 หากเจ้าไม่ชวนข้า ข้าก็จะไม่ชวนเจ้าเหมือนกัน!
- Home
- ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน
- บทที่ 635 หากเจ้าไม่ชวนข้า ข้าก็จะไม่ชวนเจ้าเหมือนกัน!
“ในเมื่อรู้ตัวว่าควรจะกลัว ก็รีบขอโทษข้าเดี๋ยวนี้สิ!” เหมาอันเอ๋อร์ยืนเชิดหน้าชูคออยู่ข้างกายฮูหยินเหมา ท่าทางโอหังพองขนเป็นที่สุด
“ข้ามีเรื่องอะไรที่ต้องขอโทษกัน?” เหยียนจื่อเซียงมองเหมาอันเอ๋อร์ด้วยสายตาเหมือนมองคนปัญญาอ่อน “หรือเมื่อครู่นี้เจ้าไม่ได้พูดจาดูหมิ่นพระชายาฉีหวัง ว่านางเป็นเพียงลูกชาวนาที่ขึ้นหิ้งไม่สำเร็จ? หรือเจ้าไม่ได้ว่าร้ายท่านอ๋องที่ดูแลพระชายาอย่างทะนุถนอมว่าเป็นกิริยาที่น่าไม่อาย?”
ทันทีที่เหยียนจื่อเซียงโพล่งออกมา ผู้คนรอบข้างต่างก็เริ่มมองเหมาอันเอ๋อร์ด้วยสายตาที่เต็มไปด้วยความนึกสนุก
เหมาอันเอ๋อร์เริ่มลนลาน รีบมุดไปหลบหลังฮูหยินเหมาพลางละล่ำละลักปฏิเสธ “เจ้าพูดเพ้อเจ้ออะไร! คุณหนูอย่างข้าจะไปพูดเรื่องต่ำทรามเช่นนั้นได้อย่างไร!”
“ประจวบเหมาะนัก ข้าเองก็ไม่ได้พูดเหมือนกันว่าเจ้าคิดจะอ่อยท่านอ๋อง ถึงได้จงใจดูหมิ่นพระชายาว่ากำพืดต่ำต้อย ทั้งยังว่าร้ายว่าพระชายาทำตัวเลียนแบบพวกผู้หญิงไม่ดี และข้าก็ไม่ได้พูดเลยว่าคุณหนูจากตระกูลสูงศักดิ์อย่างเจ้าจู่ ๆ ก็นึกอยากจะลงไปนั่งคลุกฝุ่นบนพื้นเอาเสียดื้อ ๆ ดังนั้นตัวข้าก็ไม่มีอะไรต้องขอโทษเจ้าเช่นกัน” พูดจบ เหยียนจื่อเซียงก็แลบลิ้นปลิ้นตาใส่เหมาอันเอ๋อร์และฮูหยินเหมาหนึ่งที ก่อนจะหันหลังวิ่งปรู๊ดออกไป
“หยุดนะ! นังคนชั้นต่ำ! หยุดเดี๋ยวนี้!” เหมาอันเอ๋อร์โกรธจนฟิวส์ขาด แผดเสียงด่าทอตามหลังอย่างไม่ไว้กิริยา
นางมั่นใจแล้วว่านังเด็กปากเสียคนนี้ไม่มีทางเกี่ยวข้องกับจวนฉีอ๋องแน่ ไม่อย่างนั้นตอนที่ทะเลาะกันเมื่อครู่ ท่านอ๋องและพระชายาที่อุ้มก้อนแป้งน้อยอยู่คงไม่ยืนดูเหตุการณ์หน้าตาเฉยราวกับดูงิ้วเช่นนี้ ส่วนเวินเทียนเหล่ยที่ยื่นมือเข้ามาช่วยก็น่าจะแค่เรื่องบังเอิญ
ดูสิ ขนาดเวินเทียนเหล่ยยังถอยออกไปยืนดูความสนุกอยู่ห่าง ๆ เลย!
อีกอย่าง บรรดาคุณหนูตระกูลสูงในเมืองหลวงไม่มีใครที่เหมาอันเอ๋อร์และมารดาไม่รู้จัก แต่นังเด็กนี่หน้าตาสุดแสนจะแปลกหน้า คงเป็นพวกเศษสอยที่ไหนสักแห่งแน่นอน!
หากวันนี้ปล่อยให้เด็กไม่มีหัวนอนปลายเท้าคนนี้มารังแกได้ ไม่เกินครึ่งค่อนวัน ตระกูลเหมาคงถูกหัวเราะเยาะไปทั่วทั้งเมืองหลวงเป็นแน่! เมื่อคิดได้ดังนั้น เหมาอันเอ๋อร์ก็ยิ่งแผดเสียงด่าทอหนักขึ้นไปอีก
“คุณหนูเหมาก็เป็นถึงสตรีในตระกูลสูงศักดิ์ ไยจึงพ่นคำหยาบคายชวนสะอิดสะเอียนเช่นนี้ออกมาได้ ช่างหยาบช้าไร้การศึกษายิ่งนัก!” เสียงสตรีที่เปี่ยมไปด้วยอำนาจและพลังดังแทรกขึ้นมา ฝูงคนรีบแหวกทางออกเผยให้เห็นใบหน้าคุ้นตาที่แฝงไปด้วยความเย็นชาจนฮูหยินเหมาถึงกับหน้าถอดสี
ส่วนนังคนชั้นต่ำที่เหมาอันเอ๋อร์เพิ่งจะด่าทอไปเมื่อครู่ บัดนี้กลับยืนสงบเสงี่ยมอยู่ข้างกายท่านผู้เฒ่าเหยียน ใบหน้าฉายแววโศกเศร้าระคนขัดเขิน ดูแล้วช่างน่าเวทนาจับใจ
“ท่านผู้เฒ่าเหยียน” ฮูหยินเหมาเริ่มใจคอไม่ดี แม้จะไม่รู้ว่าเหยียนจื่อเซียงเกี่ยวข้องอย่างไรกับท่านผู้เฒ่า แต่ลางสังหรณ์บอกว่างานเข้าแน่แล้ว
“ฮูหยินเหมา” ท่านผู้เฒ่าเหยียนพยักหน้าเล็กน้อยพอเป็นพิธี ก่อนจะหันไปทางเหยียนจื่อเซียงด้วยสายตาเมตตา “จื่อเซียง เมื่อครู่เจ้าบอกว่าใครรังแกเจ้าหรือ?”
“ก็ฮูหยินเหมากับคุณหนูเหมาเจ้าค่ะ” เหยียนจื่อเซียงเอ่ยเสียงเครืออย่างน่าสงสาร “ข้าบังเอิญได้ยินคุณหนูเหมาพูดจาลบหลู่พระชายาฉีหวัง จึงหวังดีเข้าไปเตือนให้นางระวังคำพูด ใครจะคิดว่าคุณหนูเหมากลับเงื้อมือหมายจะตบตีข้า!”
พูดไปเหยียนจื่อเซียงก็ถอนหายใจไปพลาง “ท่านยาย ข้ามิได้เจ็บแค้นเพื่อตัวเองหรอกเจ้าค่ะ เพียงแต่คิดว่าคุณหนูเหมาเป็นสตรีตระกูลสูง ควรจะสำรวมกิริยาและคำพูดให้มากกว่านี้ ส่วนคุณชายใหญ่เวินนั้นเขามีไมตรีกับข้าอยู่บ้าง จึงช่วยขวางคุณหนูเหมาไว้ให้ แต่กลับถูกฮูหยินเหมากล่าวหาว่าข้าเป็นสตรีในห้องหับของคุณชายใหญ่เวิน… นี่มัน… นี่มันรังแกกันเกินไปแล้วเจ้าค่ะ!” พูดจบก็นิ่งเงียบไปพลางก้มหน้าสะอื้นเบา ๆ
ท่านผู้เฒ่าเหยียนถือเป็นผู้อาวุโสระดับแนวหน้าในแวดวงสตรีชั้นสูงของเมืองหลวง แม้ฮูหยินเหมาจะพยายามทำตัวเป็นผู้นำกลุ่มสตรีรุ่นปัจจุบัน แต่เมื่อต้องเผชิญหน้ากับรุ่นใหญ่ที่อาวุโสกว่ามาก นางย่อมไม่กล้าเสียมารยาท
ทันทีที่ได้ยินเหยียนจื่อเซียงเรียกท่านผู้เฒ่าว่า “ท่านยาย” ฮูหยินเหมาก็รู้ซึ้งถึงความฉิบหาย และเมื่อเด็กสาวเล่าเรื่องจบ ใบหน้าของท่านผู้เฒ่าเหยียนก็ดำทะมึนลงทันที
“ดี… ดียิ่งนัก ข้าเพียงแค่เดินช้าไปไม่กี่ก้าว ก็มีคนกล้ามาทำลายชื่อเสียงหลานสาวข้าเสียแล้ว” ท่านผู้เฒ่าเหยียนจ้องฮูหยินเหมาด้วยแววตาเย็นเยียบ “ฮูหยินเหมา สามีของท่านก็เป็นถึงเสนาบดีใหญ่ในฐานะคนในครอบครัวของผู้นำเหล่าขุนนาง เหตุใดถึงเที่ยวป่าวประกาศทำลายเกียรติของกุลสตรีผู้อื่นเช่นนี้?”
ยังไม่ทันที่ฮูหยินเหมาจะได้อ้าปากแก้ตัว ท่านผู้เฒ่าก็ตวาดใส่เหมาอันเอ๋อร์ต่อ “รวมถึงเจ้าด้วย เป็นหญิงสาวที่ยังไม่ออกเรือน กลับพ่นวาจาสกปรกโสมม ช่างทำให้อับอายขายหน้าถึงบรรพบุรุษตระกูลสูงศักดิ์ยิ่งนัก!”
“ท่านผู้เฒ่าเหยียน” ฮูหยินเหมาในฐานะผู้น้อยไม่กล้าต่อความยาวสาวความยืด ได้แต่ปั้นหน้าเจื่อนเอ่ยอย่างนอบน้อม “เรื่องนี้เป็นเรื่องเข้าใจผิดจริงๆ เจ้าค่ะ คุณหนูเหยียนคงจะได้ยินอะไรผิดไป อันเอ๋อร์ของข้าถึงได้พลั้งปากพูดจาไม่คิดเช่นนั้น!”
“เข้าใจผิดที่ไหนกัน?” เสียงแทรกจากวงนอกที่เต็มไปด้วยอารมณ์ขันดังขึ้น “เปิ่นหวังกับพระชายาต่างก็ได้ยินเต็มสองหูว่าเหมาอันเอ๋อร์พ่นคำสาปแช่ง บอกว่าพระชายาเป็นลูกชาวนา เดินไม่กี่ก้าวก็ทำเป็นออดอ้อนเหมือนผู้หญิงไร้ยางอาย ขึ้นหิ้งไม่สำเร็จ ไร้ความละอาย”
หลี่เยว่หานที่ยืนดูความสนุกจนหนำใจแล้วก้าวเข้าสู่สนามรบทันที “คุณหนูเหยียนมีความสัมพันธ์อันดีกับข้ามาแต่ไหนแต่ไร เมื่อเห็นคนทำตัวสามหาวต่อหน้าข้านางย่อมทนไม่ได้ที่จะออกหน้าแทน แต่ยังไม่ทันจะได้พูดอะไร เหมาอันเอ๋อร์ก็คิดจะใช้กำลังตบตีเสียแล้ว หากนางหลบไม่ทัน ฝ่ามือคงประทับลงบนหน้าไปแล้วล่ะ!”
“อีกอย่าง ฮูหยินเหมา ท่านอาจจะไม่รู้ว่าคุณหนูเหยียนไม่ได้เป็นเพียงหลานสาวตระกูลเหยียนเท่านั้น แต่บิดามารดาของนางยังเป็นผู้ก่อตั้งสมาคมการค้า เส้นทางสายไหมของร้านจิ่นซิ่วจวงที่ยิ่งใหญ่ในตอนนี้ ก็เกิดจากการที่พ่อแม่ของนางรวบรวมพ่อค้าแม่ค้านับร้อยเปิดเส้นทางขึ้นมา ในเมื่อทำธุรกิจเหมือนกัน ตระกูลเหยียนกับตระกูลเวินย่อมสนิทสนมกันเป็นธรรมดา การที่คุณชายใหญ่เวินจะปกป้องหลานสาวตระกูลเหยียนจึงเป็นเรื่องที่ถูกต้องและสมเหตุสมผลที่สุด แต่พอผ่านปากฮูหยินเหมา ทำไมเรื่องถึงฟังดูต่ำทรามเช่นนั้นได้ล่ะ?”
“คุณชายใหญ่เวินเป็นคนใจกว้าง รักความยุติธรรม ต่อให้คนที่เหมาอันเอ๋อร์คิดจะลงมือใส่เป็นเพียงชาวบ้านธรรมดา เขาก็ต้องยื่นมือเข้าช่วยอยู่ดี แต่กิริยาที่รักความถูกต้องเช่นนี้ ในสายตาของฮูหยินเหมากลับดูไม่เป็นชิ้นดีเลยหรือ?”
ขณะที่หลี่เยว่หานกำลังพ่นวาจาเชือดเฉือน เมิ่งฉีฮ่วนก็ก้าวมายืนซ้อนหลังนางเงียบ ๆ ราวกับจะบอกว่า ‘ใครมีปัญหาอะไรกับเมียข้าไหม’
ท่าทีนี้ทำเอาคำด่าที่จุกอยู่ที่คอของฮูหยินเหมาต้องกลืนลงท้องไปจนหมดสิ้น ใครจะกล้าเป็นศัตรูกับฉีหวังตรง ๆ กันเล่า? ดูอย่างกู้หรูไห่ที่พยายามหาเรื่องหลี่เยว่หานแบบอ้อม ๆ สิ ตอนนี้ชีวิตพังพินาศขนาดไหน?
ชื่อเสียงเรื่องการ “ปกป้องคนของตัวเองแบบไม่สนหน้าอินหน้าพรหม” ของท่านอ๋องเมิ่งฉีฮ่วนนั้น โด่งดังพอ ๆ กับชื่อเสียงเทพสงครามผู้เย็นชาของเขาเลยทีเดียว!
ฮูหยินเหมาแทบจะกัดฟันจนแตกเป็นเสี่ยง ๆ พยายามข่มเพลิงโทสะในอก ลากตัวเหมาอันเอ๋อร์เข้าไปกล่าวขอโทษต่อเมิ่งฉีฮ่วน หลี่เยว่หาน ท่านผู้เฒ่าเหยียน เหยียนจื่อเซียง และเวินเทียนเหล่ย อย่างนอบน้อมและดูเจียมตัวที่สุด ก่อนจะถูกท่านผู้เฒ่าเหยียนอบรมต่ออีกชุดใหญ่ถึงยอมปล่อยให้พวกนางจากไป
“ยายเฒ่าเจ้าเล่ห์!” เหยียนจื่อเซียงมองตามหลังคนตระกูลเหมาพลางพึมพำเบา ๆ แต่จงใจให้เข้าหูอีกฝ่าย
ฮูหยินเหมาได้ยินชัดเจนจนฝีเท้าสะดุดไปวูบหนึ่ง แต่ก็ต้องกัดฟันทนไม่หันกลับมามอง
“ยัยเด็กจื่อเซียง!” ท่านผู้เฒ่าเหยียนที่รักถนอมหลานสาวคนนี้ยิ่งกว่าไข่ในหินเอ่ยดุด้วยน้ำเสียงที่มีรอยยิ้มเอ็นดูแฝงอยู่
“ฮี่ฮี่ ข้ารู้แล้วเจ้าค่ะท่านยาย!” เหยียนจื่อเซียงแลบลิ้นใส่ท่านผู้เฒ่าอย่างซุกซน ก่อนจะถลาเข้าไปหาหลี่เยว่หาน “ข้ามองเห็นพวกเจ้าตั้งนานแล้ว รีบบอกมาเดี๋ยวนี้เลยนะ ว่าเมื่อคืนมีเรื่องสนุกขนาดนั้น ทำไมถึงไม่ยอมชวนข้าด้วย!”
หลี่เยว่หานหัวเราะเบา ๆ “เรื่องสนุกอะไรที่ข้าไม่ได้ชวนเจ้ากัน?”
“ก็เรื่องจุดพลุครึ่งคืนแรก แล้วจุดประทัดครึ่งคืนหลังน่ะสิ!” เหยียนจื่อเซียงขยับเข้าไปกระซิบข้างหูหลี่เยว่หานด้วยท่าทางลึกลับ “ข้ารู้หรอกนะว่าเจ้าต้องเตี๊ยมกับเจ้าเด็กสวีซิ่งอี้ไว้แน่ ๆ เชอะ! ในเมื่อเจ้าไม่ชวนข้า วันนี้ข้าก็นัดกับคุณชายใหญ่เวินไว้แล้วว่าจะไปสนุกกันเอง… ไม่ชวนพวกเจ้าเหมือนกัน!”