ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 73 การล่อลวงของเวินเทียนเหล่ย
บทที่ 73 การล่อลวงของเวินเทียนเหล่ย
หลี่เยว่หานและหลิงซีที่กำลังเดินกลับบ้านได้ยินเสียงฝีเท้าม้าดังมาจากด้านหลัง
หลี่เยว่หานอุ้มหลิงซีขึ้นมาอย่างระมัดระวังก่อนหันกลับไปมอง หญิงสาวเห็นเวินเทียนเหล่ยกระโดดขึ้นหลังม้า ก่อนจะมีเสียงม้าร้องพร้อมกีบเท้าหน้าที่ยกขึ้นลง หลิงซีตกใจเป็นอย่างมากจนกอดคอของหลี่เยว่หานเอาไว้แน่น
เมื่อเห็นว่าหลิงซีตกใจกลัว หลี่เยว่หานก็หงุดหงิดขึ้นมา “เจ้าเป็นอะไร! ถนนก็กว้างใหญ่ถึงเพียงนี้ ไยจึงมาขี่ม้าไปมาแถวนี้ หรือคิดว่าหมู่บ้านไป๋อวิ๋นของพวกเราเป็นสถานที่ที่เจ้าสามารถทำตามอำเภอใจได้อย่างนั้นหรือ?”
หลี่เยว่หานรู้ว่าผู้คนในหมู่บ้านไป๋อวิ๋นมีความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน ดูแล้วเวินเทียนเหล่ยผู้นี้เป็นคุณชายทรงอำนาจผู้หนึ่ง หากเขาจะหาเรื่องเธอ เกรงว่าเพียงเมิ่งฉีฮ่วนคนเดียวจะไม่อาจหยุดยั้งได้
เมื่อคนรอบ ๆ ได้ยินคำพูดของหลี่เยว่หาน ต่างก็พากันหยุดและจับจ้องไปที่เวินเทียนเหล่ยที่นั่งอยู่บนหลังม้า ราวกับกำลังสนับสนุนหลี่เยว่หานอย่างเงียบ ๆ
“นั่น…” เวินเทียนเหล่ยรู้ได้ทันทีว่าหลี่เยว่หานกำลังเข้าใจผิด เขารีบลงมาจากหลังม้าอย่างรวดเร็ว จากนั้นก็โยนบังเหียนให้ผู้ติดตามด้านข้าง ก่อนจะโค้งคำนับหลี่เยว่หานแล้วกล่าวออกมาด้วยสีหน้าจริงจัง “ฮูหยินโปรดอย่าได้เข้าใจผิดไป ข้าได้ยินมาว่าท่านสามารถพูดภาษาหู*[1]ได้ ดังนั้นข้าจึงมาที่นี่เพื่อขอให้ท่านมาช่วยเหลือตระกูลเวินของข้า”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ ผู้คนที่อยู่รอบ ๆ ก็อดไม่ได้ที่จะมองไปที่หลี่เยว่หานด้วยสีหน้าประหลาดใจ
สะใภ้ตระกูลเมิ่งไม่เพียงแต่ทำอาหารเก่ง ทว่ายังสามารถพูดภาษาหูได้ด้วย? นี่มันพิเศษจริง ๆ!
หลี่เยว่หานสามารถรับรู้ได้ถึงสีหน้าของคนรอบข้าง แม้ว่าเธอจะไม่รู้ว่าเวินเทียนเหล่ยไปได้ยินว่าเธอสามารถพูดภาษาหูได้มาจากที่ใด ทว่าหญิงสาวก็คิดว่านั่นน่าจะเป็นเพราะมีคนพบเห็นเธอในเมืองครั้งล่าสุด
“คุณชายจำผิดคนแล้ว ข้าเป็นแค่หญิงสาวชาวบ้าน จะไปพูดภาษาหูได้อย่างไร ข้าไม่เคยพูดภาษาหูสักครั้ง” หลังจากที่หลี่เยว่หานกล่าวจบก็หันหลังเตรียมจากไปทันที
“ขอเพียงแค่ฮูหยินเต็มใจจะช่วยตระกูลของข้าพูดคุยเจรจากับชาวหู ข้ายินดีจ่ายเงินเดือนให้ท่านเดือนละสิบตำลึง!” เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่หานจากไปอย่างไร้เยื่อใย เวินเทียนเหล่ยก็รีบโยนเหยื่อออกไปอย่างรวดเร็ว
น่าเสียดายที่เขาคิดผิด
หลี่เยว่หานมองออกได้อย่างชัดเจนว่าคุณชายผู้นี้ไม่ได้มีเจตนาร้าย แต่หากวันนี้เธอยอมรับว่าตนเองสามารถพูดภาษาหูได้ในที่สาธารณะ นั่นย่อมนำไปสู่การดึงดูดความสนใจของผู้อื่น
เด็กทั้งสองคนมีตัวตนที่พิเศษ แม้เมิ่งฉีฮ่วนจะมองพวกเขาเป็นเพียงตัวหมากที่พร้อมสละทิ้งได้ทุกเมื่อ แต่หลี่เยว่หานชอบสองพี่น้องมู่ชวนและหลิงซีเป็นอย่างมาก
หากเธอยังอยู่ในบ้านตระกูลหลี่ก็แล้วไป เธอแทบจะรอไม่ไหวเพื่อที่จะสร้างความยุ่งยากให้ตระกูลหลี่เสียด้วยซ้ำ
ทว่าตอนนี้เธออยู่ในตระกูลเมิ่ง ทุกอย่างล้วนแตกต่างออกไป
ตระกูลเมิ่งจำเป็นต้องทำตัวเงียบ ๆ
ดังนั้นค่าจ้างสูงเสียดฟ้าจึงไม่อาจหยุดฝีเท้าของหลี่เยว่หานไว้ได้ หญิงสาวกลับเข้าไปในบ้านตระกูลเมิ่งอย่างไม่ลังเล ทั้งยังปิดประตูใหญ่ไว้ด้วย
“ใต้เท้าท่านนี้ สะใภ้บ้านเมิ่งสามารถพูดภาษาหูได้จริง ๆ หรือ?” เมื่อเห็นว่าหลี่เยว่หานปิดประตูแล้ว ใบหน้าของทุกคนก็มีความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมาทันที พวกเขาพากันมองไปที่เวินเทียนเหล่ย
แต่เวินเทียนเหล่ยนั้นเป็นคนที่ภาคภูมิใจในตัวเองสูง เมื่อเขาถูกหลี่เยว่หานปฏิเสธเช่นนี้สองครั้งก็อารมณ์ไม่ดีขึ้นมา ย่อมไม่ต้องการจะอธิบายอะไรกับคนรอบด้านที่ไม่ได้มีส่วนได้ส่วนเสียอะไรกับตัวเอง ดังนั้นเขาจึงหันหลังและจากไปทันที
ด้านในครัว หลี่เยว่หานหยิบเนื้อสัตว์ที่แขวนตรงบ่อน้ำออกมา ก่อนตั้งหม้อเตรียมทำเนื้อตุ๋น โดยมีหลิงซีนั่งเป็นเด็กดีช่วยเฝ้าดูไฟอยู่ด้านหน้าเตา
เดิมทีหลี่เยว่หานตั้งใจจะไปขุดต้นกล้าอ่อนของพริกป่า แต่เธอกังวลว่าเวินเทียนเหล่ยจะแอบตามเธอขึ้นไปบนภูเขา ในเวลานั้นยามอยู่สถานที่ห่างไกลผู้คน หลี่เยว่หานก็ไม่อาจทราบได้ว่าจะเกิดเรื่องอะไรขึ้น… อย่างไรเสีย วันนี้เธอก็เตะเขาไปแล้ว…
“อาหญิง ท่านสามารถพูดภาษาหูได้จริง ๆ หรือ?” จู่ ๆ หลิงซีก็ถามขึ้นมาตอนที่ภายในใจหลี่เยว่หานเกิดความคิดอะไรมากมาย
หลี่เยว่หานหยุดหั่นเนื้อก่อนตอบกลับ “นั่นไม่ใช่ภาษาหู แต่เป็นภาษาสันสกฤต”
“ถ้าเช่นนั้นอาหญิงก็ไม่ได้พูดปด” กล่าวแล้วหลิงซีก็พยักหน้าอย่างจริงจัง แล้วหันกลับไปจดจ่อกับการเฝ้าดูไฟต่อ
เมื่อเปิดหม้อเนื้อตุ๋นแล้ว กลิ่นของมันก็ลอยออกมาจากครัวบ้านเมิ่ง ชาวบ้านของหมู่บ้านไป๋อวิ๋นต่างต้องทนทุกข์ทรมาน ได้กลิ่นทีไรน้ำลายก็สอออกมา แต่เมื่อได้กลิ่นหลายครั้งเข้าก็เคยชินไปเสียแล้ว
ทว่าพวกเวินเทียนเหล่ยที่นั่งอยู่ใต้ร่มไม้ฝั่งตรงข้ามบ้านตระกูลเมิ่ง เพิ่งเคยจะได้กลิ่นนี้เป็นครั้งแรก เวินเทียนเหล่ยถึงกับตื่นขึ้นมาจากการงีบหลับ
“กลิ่นอะไรหอมถึงเพียงนี้?” เวินเทียนเหล่ยถามคนรับใช้
“เรียนนายน้อย บ่าวเองก็ไม่ทราบ แต่ดูเหมือนว่ามันจะมาจากบ้านของแม่นางผู้นั้น!” คนรับใช้กล่าวพร้อมกลืนน้ำลาย
เวินเทียนเหล่ยได้ยินแล้วก็อดมองไปทางประตูที่ปิดสนิทของบ้านตระกูลเมิ่งไม่ได้ “พวกเจ้าพาคนไปหลาย ๆ คน แล้วปีนข้ามกำแพงเข้าไปเปิดประตู ข้าอยากเห็นว่าแม่นางผู้นั้นกำลังทำอะไรจึงมีกลิ่นหอมเพียงนี้!”
“นี่…คุณชาย ทำเช่นนี้จะดีหรือ?” คนใช้ค่อนข้างลำบากใจ “ตอนนี้ยังกลางวันแสก ๆ อยู่เลย…”
“ก็เพราะเป็นยามกลางวันแสก ๆ จึงสามารถทำเช่นนี้ได้ ไม่เช่นนั้นเจ้าจะให้ข้าเป็นคนปีนกำแพงเข้าไปอย่างนั้นหรือ!” เวินเทียนเหล่ยพูดขึ้นพร้อมหยิบหนังสือขึ้นมาตบหัวชายหนุ่มอย่างไม่จริงจังนัก
“ทราบแล้ว…ทราบแล้ว…บ่าวจะไปเดี๋ยวนี้…” คนรับใช้หนุ่มส่งเสียงเรียกสหายตนเองอย่างเร่งร้อน เตรียมจะปีนกำแพงเข้าไป แต่ตอนนั้นเองกลับเห็นคนกลุ่มหนึ่งกำลังเดินตรงเข้ามาทางนี้
“เดี๋ยวก่อน!” เวินเทียนเหล่ยหยุดคนของตัวเอง “พวกเรามาดูเรื่องคึกคักกันก่อนดีกว่า” ว่าแล้วเวินเทียนเหล่ยก็กลับไปนั่งลง
ครอบครัวของหวังเหอฮวาพาหลี่หรงหรงมาที่ประตูบ้านตระกูลเมิ่ง หวังเหอฮวาหยิบก้อนหินขึ้นมาหนึ่งกำมือก่อนจะโยนเข้าไปด้านใน แล้วตะโกนออกมาเสียง “หลี่เยว่หาน! หลี่เยว่หาน! เจ้ารีบ ๆ ออกมาเดี๋ยวนี้! พ่อแม่เจ้ามาหากลับทำเป็นหมางเหมินเช่นนี้! เจ้ายังนับตนเองว่าเป็นลูกสาวได้อีกหรือ!”
หลี่หรงหรงให้ความร่วมมือเป็นอย่างดี นางส่งเสียงร้องไห้ออกมา “พี่สาว ถึงแม้ว่าท่านจะโกรธที่ข้าได้รับความรักจากคุณชายหลิ่ว แต่ก็ไม่จำเป็นต้องแก้แค้นข้าเช่นนี้!”
“ใช่แล้ว! หลี่เยว่หาน! เจ้าเป็นพี่สาวจะทำตัวใจกว้างกว่านี้ไม่ได้หรือ ไยต้องกลั่นแกล้งน้องสาวเจ้าถึงเพียงนี้!”
“หลี่เยว่หาน นังตัวดีรีบมาเปิดประตูให้ข้าเดี๋ยวนี้!” เมื่อเห็นว่าช่วยกันเปิดประตูบ้านตระกูลเมิ่งไม่ได้ หวังเฟิ่งก็ร้อนใจเป็นอย่างมาก นางตะโกนออกมาอย่างสุดเสียง “อย่าคิดว่าเจ้าจะสามารถซ่อนตัวอยู่ด้านในได้ วันนี้เจ้ากับสามีของเจ้าจะต้องออกมามอบคำอธิบายให้กับหลี่หรงหรง!”
“หลี่หรงหรงเป็นเพียงเด็กไร้เดียงสา เหตุใดเจ้าจึงทำเช่นนี้กับนาง หลังจากนี้นางจะสามารถแต่งงานได้อย่างไร!”
…
ไม่ว่าด้านนอกจะดุด่าอย่างรุนแรงหรือเสียงดังแค่ไหน หลี่เยว่หานก็ยังคงจดจ่ออยู่กับการทำเนื้อตุ๋นไม่ได้สนใจอะไรแม้แต่น้อย
“อาหญิง เหตุใดพวกเขาจึงมาดุด่าท่านที่หน้าประตูบ้านเรา?” หลิงซีกะพริบดวงตาด้วยความสับสน
“เพราะพวกเขาไร้ยางอาย” หลี่เยว่หานกล่าว ขณะป้อนเนื้อที่เพิ่งทำเสร็จชิ้นหนึ่งเข้าปากหลิงซี “มีเพียงคนที่ไร้มารยาท มโนธรรม สุจริตธรรมและยางอาย*[2]เท่านั้นที่มาส่งเสียงดังหน้าบ้านคนอื่นเช่นนี้”
[1] 胡语 ภาษาหู คือภาษาของชนกลุ่มน้อยทางเหนือและทางตะวันตกเฉียงเหนือของจีน
[2] 礼义廉耻 สี่ในแปดคุณธรรมของขงจื้อ