ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 77 รบกวนอีกอย่าง
บทที่ 77 รบกวนอีกอย่าง
“โถละยี่สิบตำลึง” หลี่เยว่หานกล่าวโดยตาไม่กะพริบและหัวใจก็ไม่เต้นแรง “ท่านซื้อของจากข้า ข้าจะขายให้ท่านในราคาโถละยี่สิบตำลึง หลังจากนั้นท่านจะเอาไปขายต่อราคาเท่าไหร่ข้าล้วนไม่สน”
ได้ยินเช่นนั้น เวินเทียนเหล่ยก็พลันมุ่นคิ้วครุ่นคิดอย่างจริงจัง
เมิ่งฉีฮ่วนเห็นคนทั้งสองเจรจากันโดยไม่สนใจตนเองชายหนุ่มก็ไพล่แขนกับพนักเก้าอี้อย่างไม่พอใจ “คุณชายเวิน เนื้อที่ฮูหยินของข้านำมาทำเนื้อตุ๋นเป็นเนื้อของสัตว์ป่าที่ข้าขายหนังของพวกมันให้กับเจ้า คู่ควรกับราคานี้หรือไม่เจ้าย่อมรู้ดีอยู่แก่ใจ”
เวินเทียนเหล่ยได้ยินอย่างนั้นก็ตบโต๊ะ “สามสิบตำลึง!”
“อะไรนะ?” หลี่เยว่หานตะลึง
“ข้าจะรับซื้อเนื้อตุ๋นของเมิ่งฮูหยินในราคาโถละสามสิบตำลึง แต่เมิ่งฮูหยินไม่อาจขายให้คนอื่นได้อีก เช่นนี้ได้หรือไม่?” เวินเทียนเหล่ยส่องผ่านแววตาที่เด็ดเดี่ยวออกมา
“ไม่ได้” หลี่เยว่หานปฏิเสธ “ข้าไม่อาจทำการค้ากับท่านเพียงคนเดียว อีกอย่าง…”
“เพิ่มส่วนแบ่งที่ได้จากการขายให้อีกหนึ่งส่วน!” เวินเทียนเหล่ยโพล่งขึ้น
หลี่เยว่หานได้ยินแล้วก็ต้องอึ้งงันไป หันไปมองเมิ่งฉีฮ่วนก็เห็นว่าอีกฝ่ายยกยิ้มมุมปากอย่างได้ใจ เธออดสงสัยไม่ได้ “คุณชายเวินรอสักครู่” หญิงสาวพูดพลางส่งสายตาให้เมิ่งฉีฮ่วน
เมิ่งฉีฮ่วนมองเวินเทียนเหล่ยอย่างได้อกได้ใจ แล้วเดินเชิดหน้าตามหลี่เยว่หานออกไปจากครัวด้วยอารมณ์เบิกบาน
เมื่อเห็นคนทั้งสองออกไปแล้ว เวินเทียนเหล่ยก็โกยข้าวที่เหลือใส่ถ้วยแล้วราดน้ำแกงเนื้อตุ๋นที่เหลือตามลงไป จากนั้นก็กวาดเข้าปากอย่างมูมมาม ทำให้มู่ชวนกับหลิงซีชมมองอีกฝ่ายจนปากอ้าตาค้าง
นอกห้องครัว
“เนื้อสัตว์ป่าพวกนั้นมีอะไรพิเศษใช่หรือไม่?” หลี่เยว่หานถามเมิ่งฉีฮ่วนเบา ๆ
“ใช่” เมิ่งฉีฮ่วนพยักหน้า “แต่ความลับนี้น้อยคนนักที่จะรู้ สัตว์ป่าที่ข้าล่ากลับมาส่วนใหญ่เจริญเติบโตอยู่ในพื้นที่ซึ่งอุดมไปด้วยพืชสมุนไพรบนเขา เนื้อและกระดูกของมันจึงมีสรรพคุณบำรุงร่างกาย เมื่อรวมกับวิธีตุ๋นเนื้อของเจ้า ราคาสามสิบตำลึงกับส่วนแบ่งอีกหนึ่งส่วนนับว่าเหมาะสมมากแล้ว”
หลี่เยว่หานได้ยินเช่นนั้นก็เบิกตากว้าง
“ทำไมท่านไม่บอกให้เร็วกว่านี้!” ถ้ารู้แต่แรกว่าสัตว์ป่าเหล่านี้เติบโตมาด้วยการกินสมุนไพรในป่าธรรมชาติ ก่อนนี้เธอคงไม่ทำอย่างขอไปทีแบบนั้น นั่นต้องสิ้นเปลืองของดีไปมากมายเท่าไหร่กัน!
“ไม่เป็นไรหรอก หุบเขาสมุนไพรมีข้าคนเดียวที่เข้าไปได้ สัตว์ป่าในนั้นก็มีมากจนนับได้ไม่หวาดไม่ไหว ไม่อย่างนั้นข้าจะเลี้ยงเด็กสองคนนั้นโตมาได้อย่างไร” เมิ่งฉีฮ่วนกล่าวด้วยสีหน้าภูมิใจ
หลี่เยว่หานเห็นอย่างนั้นก็กลอกตาให้ ตอนเธอเพิ่งมาถึงบ้านสกุลเมิ่ง แม้มู่ชวนกับหลิงซีจะมีร่างกายแข็งแรงไม่เลว แต่กลับผอมแห้งยิ่งนัก ไม่รู้ว่าผู้ชายคนนี้ไปเอาความมั่นใจจากไหนมาพูดว่าตนเองเลี้ยงเด็กทั้งคู่มาจนโต พวกเขาโตมาอย่างตามมีตามเกิดชัด ๆ!
“ตกลง ถ้าอย่างนั้นท่านก็เข้าไปเจรจากับคุณชายคนนั้น เรื่องเงินข้าจะไม่ถามอีก ถือเสียว่าข้าชดใช้หนี้ที่ติดค้างท่าน” หลี่เยว่หานพูดจบก็จะเดินเข้าไปในครัว แต่ถูกเมิ่งฉีฮ่วนดึงตัวเอาไว้เสียก่อน
“สัญญาชดใช้หนี้ก็เอาให้เจ้าแล้วนี่นา ยังมีหนี้ให้ชดใช้อีกที่ไหนกัน” เมิ่งฉีฮ่วนสงสัย
“ข้าฉีกสัญญาชดใช้หนี้ทิ้งไปแล้วก็จริง แต่ข้ากลับไปคิดดูแล้วก็พบว่าท่านช่วยข้ามาจากเงื้อมมือของพรรคมัจฉามังกรจริง ๆ ข้าไม่อาจไม่ตอบแทนบุญคุณ เงินหนึ่งพันหนึ่งร้อยตำลึงก็ถือเสียว่าข้าตอบแทนบุญคุณที่ท่านช่วยชีวิตของข้าเอาไว้ พอทำเงินได้สักก้อนแล้ว พวกเราค่อยหย่ากันให้เรียบร้อย หลังจากนั้นข้าก็จะยืนด้วยลำแข้งของตัวเอง”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็เริ่มไม่พอใจเสียแล้ว “หย่าอะไรกัน ยืนด้วยลำแข้งของตัวเองอะไรกัน ข้าไม่อนุญาต!”
“พวกเราตกลงกันไว้แล้ว!” หลี่เยว่หานขมวดคิ้ว “อีกอย่าง ท่านเป็นคนรับปากเองนะว่าพอครบสองปีก็จะปล่อยข้าไป!”
“นั่นเป็นเรื่องของสองปีข้างหน้า! ถ้าเอาตามที่เวินเทียนเหล่ยพูด เร็ว ๆ นี้เจ้าก็จะหาเงินหนึ่งพันหนึ่งร้อยตำลึงได้แล้ว!” เมิ่งฉีฮ่วนอย่างไรก็ไม่ยอมเห็นด้วย
“ก็ได้! สองปีก็สองปี!” หลี่เยว่หานว่าแล้วก็เดินเข้าไปในครัว
เห็นหลี่เยว่หานเข้ามาแล้ว เวินเทียนเหล่ยลูบหน้าท้องอันเต่งตึงของตนเองแล้วก็เอ่ยถามหญิงสาวอย่างอารมณ์ดี “เป็นอย่างไรบ้างฮูหยิน?”
“ตกลงแล้ว ข้าขายให้ท่านโถละสามสิบตำลึง ท่านเอาไปขายข้างนอกนั่นห้ามขายราคาต่ำกว่าห้าสิบตำลึง ทุกเดือนข้าสามารถทำให้ท่านได้สิบโถ ขายออกหรือไม่ออกก็เป็นเรื่องของท่าน” หลี่เยว่หานพูดพลางมองชามใบโตที่ถูกเลียเสียจนสะอาดสะอ้านแล้วก็ถอนหายใจออกมา
คนโบราณคงไม่เคยพบโลกกว้างมาก่อนจริง ๆ
แต่เธอก็นึกยินดีที่เป็นเช่นนี้ ไม่อย่างนั้นเธอจะหาเงินได้อย่างไร
“ไม่มีปัญหา! ข้าจะไปร่างหนังสือสัญญามาเดี๋ยวนี้!” เวินเทียนเหล่ยตบโต๊ะแล้วเดินลูบพุงออกไปจากบ้านสกุลเมิ่งทันที
เห็นเวินเทียนเหล่ยจากไปแล้ว หลี่เยว่หานก็ระบายลมหายใจออกมา
โชคดีที่เขาไม่ได้พูดเรื่องจะให้ไปเป็นล่ามอีก ไม่อย่างนั้นเธอก็คงไม่รู้จะอธิบายอย่างไรแล้ว
หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ มู่ชวนกับหลิงซีก็เริ่มง่วง หลี่เยว่หานเช็ดปากให้พวกเขาแล้วพากลับเข้าห้องไปนอน ครั้นเมิ่งฉีฮ่วนเก็บกวาดห้องครัวเสร็จ เวินเทียนเหล่ยก็ร่างสัญญาเรียบร้อยแล้ว
มองหลี่เยว่หานลงนามตัวเองไว้บนนั้นแล้วประทับนิ้วมือลงไป เวินเทียนเหล่ยก็เก็บสัญญาฉบับนั้นกลับไปด้วยท่าทางปลื้มปีติ สุดท้ายค่อยนึกออกว่าตนเองมาทำอะไรที่นี่
“คือว่า…เมิ่งฮูหยิน ข้าน้อยรบกวนท่านอีกสักเรื่องจะได้หรือไม่?” เวินเทียนเหล่ยมีท่าทีสุภาพมีมารยาทอย่างยิ่ง ไม่คล้ายคุณชายใหญ่เวินที่เป็นพ่อค้าหลวงขั้นหนึ่งเลยสักนิด
บ่าวรับใช้ที่อยู่ข้าง ๆ เห็นเข้าก็ต้องตาโตไปตาม ๆ กัน มีครั้งไหนบ้างที่คุณชายใหญ่ของพวกเขาไม่มองคนอื่นอย่างหยิ่งยะโส? จะเคยเคารพนอบน้อมเช่นนี้เสียที่ใด?
ได้ยินอีกฝ่ายเปรยขึ้นมา หลี่เยว่หานก็รู้สึกได้ว่าเรื่องราวไม่ถูกต้อง ขณะกำลังจะหาข้ออ้างบอกปัด เมิ่งฉีฮ่วนที่อยู่ข้าง ๆ กลับพูดขึ้นมาว่า “เจ้ามีเรื่องอะไรจะมารบกวนภรรยาของข้าอีก? แค่ทำเนื้อตุ๋นให้เจ้าก็ลำบากจะแย่แล้ว!”
“ข้ารู้ ข้ารู้” เวินเทียนเหล่ยพยักหน้าติดต่อกันราวกับไก่จิกข้าวสารแล้วกล่าวว่า “เรื่องเป็นเช่นนี้ วันนั้นที่เมืองหลิวชิงข้าเห็นเมิ่งฮูหยินพูดภาษาของชาวต่างแคว้น ทั้งยังพูดคุยกับอีกฝ่ายได้อย่างคล่องแคล่วยิ่งนัก ข้าจึงอยากจะขอให้เมิ่งฮูหยินช่วยเป็นคนกลางถ่ายทอดคำพูดของทั้งสองฝ่ายระหว่างที่ข้าเจรจากับพ่อค้าชาวต่างแคว้นสักครา”
หลี่เยว่หานได้ยินแล้วก็เลิกคิ้ว “ท่านไม่กลัวว่าข้าจะพูดจาคลาดเคลื่อนไปบ้างหรือ?”
“จะเป็นไปได้อย่างไรกัน!” เวินเทียนเหล่ยทำท่าราวกับจะบอกว่าอย่ามาพูดเหลวไหล เขากล่าวอย่างจริงจัง “ตอนนั้นข้าตั้งใจฟังอย่างยิ่ง วันนั้นฮูหยินพูดกับพ่อค้าโดยใช้ภาษาต่างแคว้นถึงสองภาษา ฮูหยินคงทราบว่าพ่อค้าชาวต่างแคว้นเหล่านั้นทำการค้ากับพวกเรามาได้เพียงสิบกว่าปี ภาษาของพวกเขาข้าฟังไม่เข้าใจสักคำ ข้าหาคนมาเป็นคนกลางถ่ายทอดคำพูดมาหลายคนแล้ว แต่พวกเขาก็มักจะไม่รู้อย่างถ่องแท้ หรือไม่อย่างนั้นก็สื่อความหมายคลาดเคลื่อน ทำให้พวกข้าต้องพลาดการค้าไปตั้งหลายครา!”
“ข้าก็สื่อความหมายคลาดเคลื่อนเหมือนกัน ท่านมาหาผิดคนแล้ว” หลี่เยว่หานไม่คิดจะเป็นล่ามให้เวินเทียนเหล่ย เพราะตนไม่ได้เชี่ยวชาญภาษาสันสกฤตถึงเพียงนั้น อีกอย่าง ภาษาอังกฤษในสมัยโบราณและสมัยปัจจุบันก็ต่างกันอย่างมาก ถ้าจะเป็นล่ามจริง ๆ เธอยังต้องใช้เวลาศึกษาเพิ่มเติมอีกมาก
“ไม่เป็นไรเลย” เวินเทียนเหล่ยกล่าวพลางส่งสัญญาณให้บ่าวรับใช้เอาสิ่งของออกมา “นี่คือตำราภาษาของพ่อค้าชาวต่างแคว้น เชื่อว่าด้วยพรสวรรค์ของฮูหยินจะต้องอ่านเข้าใจแน่นอน!”
“…” หลี่เยว่หานมองพจนานุกรมหนาปึกเล่มนั้นก็พลันรู้สึกสมองพองโต “พวกท่านถึงขั้นรวบรวมภาษาของพวกเขาได้เป็นเล่มหนาขนาดนี้แล้ว ทำไมต้องให้ข้ามาเป็นล่ามแปลความหมายให้ด้วย?”
“คำว่าล่ามแปลความหมายนี้ใช้ได้เหมาะสมยิ่งนัก!” เวินเทียนเหล่ยปรบมือหัวเราะเสียงดัง “การแปลหมายถึงการถ่ายทอดข้อความจากภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่ง ส่วนล่ามหมายถึงคนที่ถ่ายทอดความหมายของคำพูดจากภาษาหนึ่งเป็นอีกภาษาหนึ่งโดยใช้ถ้อยคำที่เข้าใจง่าย ยอดเยี่ยม! ยอดเยี่ยม!”
เห็นเวินเทียนเหล่ยพูดโดยไม่ผ่านการไตร่ตรองเช่นนั้น หลี่เยว่หานก็หันไปมองเมิ่งฉีฮ่วนที่อยู่ข้าง ๆ อย่างอดไม่ได้ “คนคนนี้เป็นพ่อค้าหลวงขั้นหนึ่งจริง ๆ หรือ? เขาคงไม่ทำให้การค้าเละไม่เป็นท่าหรอกนะ?”