ทะลุมิติไปเป็นหญิงพาลผู้งามเลิศประจำหมู่บ้าน - บทที่ 94 คนคลั่งไคล้ตัวเลขปรากฏกาย
บทที่ 94 คนคลั่งไคล้ตัวเลขปรากฏกาย
ช่วงเช้า หลี่เยว่หานอ่านเอกสารกองหนาเสร็จเรียบร้อย
ตามที่เวินเทียนเหล่ยได้พูดไว้ ตระกูลเวินได้ทำการค้ากับชาวต่างประเทศเกี่ยวกับผ้า ผ้าไหม เกลือบริสุทธิ์และหนังสัตว์ และชาวต่างประเทศเหล่านั้น ส่วนมากทำการค้าขายพวกเครื่องประดับและผ้าทอหายากอยู่ในแคว้นตงฮั่น ราคาของเครื่องประดับนั้นไม่ต้องพูดถึง แต่สิ่งที่ทำให้หลี่เยว่หานแปลกใจก็คือราคาของผ้าทอที่ถือว่าไม่ต่ำ และยังไม่เหมือนกับผ้าที่ขายตามขนาด แต่กลับคิดราคาตามขนาดพื้นที่
หากในชาติที่แล้วหลี่เยว่หานไม่ใช่เด็กสายวิทย์ล่ะก็ เธออาจจะสับสนกับวิธีการคำนวณพวกนี้ก็ได้
คนสมัยก่อนมักจะชอบทำเรื่องง่ายให้เป็นเรื่องยาก แม้แต่วิธีการคำนวณพื้นที่ก็ทำให้รู้สึกปวดหัวได้
หลี่เยว่หานขอกระดาษหนึ่งแผ่นจากเวินเทียนเหล่ย และบอกวิธีการคูณขนาดกว้างและยาวในการคำนวณพื้นที่ จากนั้นก็สอนเวินเทียนเหล่ยและเมิ่งฉีฮ่วนโดยใช้เวลาน้อยที่สุด จนทำให้ทั้งสองตกใจจนถอนหายใจออกมา
“สหายเมิ่ง ฮูหยินของท่านช่างน่าทึ่งยิ่งนัก!” เวินเทียนเหล่ยมองสูตรการคำนวณของหลี่เยว่หาน “ข้าไม่เคยเรียนวิธีการคำนวณที่ง่ายและตรงไปตรงมาเช่นนี้มาก่อน เมื่อครู่ฮูหยินของท่านบอกว่าสิ่งนี้เรียกว่าอย่างไรกัน? การลงโทษ?”
“การคูณ” หลี่เยว่หานพูดพลางใช้มือเขียนตารางสูตรคูณเก้าสิบเก้าตามลำดับ จากนั้นจึงมอบให้แก่เวินเทียนเหล่ย “ท่านนำไปมอบให้คนของท่านที่คำนวณเก่งที่สุด คำนวณตามตารางของข้า ดูว่ามีความผิดพลาดหรือไม่”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ เวินเทียนเหล่ยก็เดินออกจากห้องไปพร้อมกับตารางสูตรคูณในมือด้วยความสับสน ส่วนเมิ่งฉีฮ่วนยืนอยู่ด้านข้างและมองหลี่เยว่หานเขียนอยู่เป็นเวลานาน
“ท่านดูอะไร?” หลี่เยว่หานที่ถูกมองอยู่อดถามขึ้นมาไม่ได้
“ข้ากำลังคิดว่า วิธีการจับพู่กันของฮูหยินช่างแตกต่างจากคนทั่วไป?” เมิ่งฉีฮ่วนราวกับพูดอยู่กับตัวเอง
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลี่เยว่หานก็รู้สึกเหงื่อตกจนรีบอธิบาย “ข้า…แม่ข้าจากไปเร็วนัก ไม่มีใครสอนข้าว่าควรจับเช่นไร นี่เป็นวิธีการจับที่ข้าเรียนรู้ด้วยตัวเอง ท่านก็เห็นว่าการจับเช่นนี้เขียนออกมาแล้วตัวหนังสือทั้งดูหยาบและใหญ่ น่าเกลียดนัก”
แม้ว่าหลี่เยว่หานจะจำตัวอักษรจีนแบบดั้งเดิมได้ แต่ก็ใช่ว่าจะสามารถเขียนออกมาได้ทุกตัว บางครั้งเวลาเขียน หากตัวอักษรจีนดั้งเดิมตัวใดไม่สามารถเขียนได้ หลี่เยว่หานก็มักจะเขียนมันด้วยลายมือแบบลวก ๆ
หญิงสาวไม่เคยเรียนการคัดลายมือ แต่ในตอนที่ไปเป็นอาสาสมัครในประเทศที่ยากจน บางครั้งก็ต้องรับผิดหน้าที่ของหมอด้วย เมื่อนานวันเข้า ลายมือของเธอจึงดูเป็นตัวอักษรหวัดมากกว่าคนทั่วไป เมื่อนำมาใช้ที่นี่ ก็อาจจะพอหลอกคนที่นี่ได้
นับเป็นผลพลอยได้
“แต่เหตุใดข้าจึงรู้สึกว่า ตัวอักษรของฮูหยินดูไม่เหมือนตัวอักษรที่พวกเรารู้?” เมิ่งฉีฮ่วนพูดพลางชี้นิ้วไปยังตัวอักษรตัวหนึ่ง พลางพูดต่อ “เหตุใดหูทั้งสองข้างของตัวอักษรตัวนี้จึงหายไป?”
“ก็เพราะข้าเขียนแบบรีบร้อน ดังนั้นจึงข้ามมันไปเท่านั้น” หลี่เยว่หานพูดจบ ก็รีบขยำกระดาษที่ตนเขียนเมื่อครู่เป็นก้อนกลม และโยนลงบนเตาต้มชาขนาดเล็กเพื่อเผามัน
เมื่อเห็นเช่นนั้น เมิ่งฉีฮ่วนก็คิดอะไรบางอย่าง แต่ก็ไม่ได้เอ่ยถามอะไร
เมิ่งฉีฮ่วนไม่ถามอะไร หลี่เยว่หานจึงไม่กังวลใจมากนัก
เพียงไม่นาน เวินเทียนเหล่ยก็วิ่งกลับมา โดยมีนักเรียนคนหนึ่งเดินตามหลังมาด้วย
เมื่อเข้ามาด้านใน เวินเทียนเหล่ยก็แนะนำนักเรียนผู้นี้ด้วยความกระตือรือร้น “ฮูหยินเมิ่ง ผู้นี้คือจงเหอ นักบัญชีของตระกูลเวิน และพูดได้ว่าทั่วทั้งแคว้นตงฮั่น ไม่มีผู้ใดคำนวณได้เก่งกว่าเขาอีกแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลี่เยว่หานจึงหันไปทักทายจงเหอ “ข้าไม่เจียมตัวต่อหน้าท่านจงเสียแล้ว”
“ไม่ ๆ” จงเหอมองหลี่เยว่หานด้วยสีหน้าลุ่มหลง “ตารางสูตรคูณที่ฮูหยินเมิ่งเขียนขึ้นมานั้นนับว่ายอดเยี่ยมนัก ในตอนที่ได้อ่านมันในครั้งแรก ข้ายังรู้สึกไม่เข้าใจ แต่เมื่ออ่านซ้ำอีกครั้งก็เข้าใจได้ในทันที ดังนั้นข้าจึงขอให้คุณชายเวินพาข้ามาพบท่าน อยากรู้ว่าผู้ใดเป็นอาจารย์ของท่านกัน? สามารถแนะนำข้าได้หรือไม่?”
“ฮูหยินเมิ่งอย่าถือโทษ จงเหอผู้นี้ชอบในการคำนวณมากนัก ไม่ว่าจะเป็นอะไรหากเกี่ยวกับตัวเลขก็ต้องถามอย่างชัดเจน ข้าก็ถูกเขาตามตื้อจนไม่สามารถทำอะไรได้จนต้องพาเขามาที่นี่” เวินเทียนเหล่ยพูดด้วยสีหน้าลำบากใจ มองไปยังเมิ่งฉีฮ่วนที่มีสีหน้าบูดบึ้งอยู่ด้านข้าง “สหายเมิ่ง ท่านอย่าทำหน้าบูดบึ้งเช่นนั้น ยิ้มเสียเถิด ยิ้มแล้วน่ามองมากกว่ายิ่งนัก!”
“…” เมิ่งฉีฮ่วนมีเพียงส่งสายตาเย็นชาให้แก่เวินเทียนเหล่ย โดยไม่พูดใด ๆ
หลี่เยว่หานไม่คิดว่าเพียงตารางสูตรคูณจะดึงดูดผู้คลั่งไคล้ในการคำนวณออกมาได้ หากรู้เร็วกว่านี้ ก็คงจะไม่เขียนตารางสูตรคูณที่เป็นพื้นฐานการเรียนของเด็กประถมเช่นนี้
เธออาจเขียนเรขาคณิตและแคลคูลัสให้เขาซึ่งมากพอที่จะให้เขาใช้เวลาคิดคำนวณนับสิบวันถึงหนึ่งเดือนได้ ไม่เหมือนตารางสูตรคูณที่อ่านเพียงสองรอบก็เข้าใจได้ และยังมาถามตนต่อหน้าเช่นนี้
“ฮูหยินเมิ่ง มีปัญหาใดหรือ?”
เมื่อเห็นหลี่เยว่หานไม่พูดใด ๆ แววตาที่ร้อนแรงของจงเหอก็เกิดความสงสัยขึ้นเล็กน้อย “หรือท่านไม่สะดวกแนะนำข้าให้อาจารย์หรือ? ไม่เป็นไร ๆ ถ้าหากไม่สะดวกเช่นนั้นเมื่อฮูหยินเมิ่งกลับไปแล้ว ช่วยนำคำถามยากไม่กี่ข้อของข้ากลับไปด้วย และได้โปรดให้ท่านอาจารย์ตอบคลายข้อสงสัยของข้า?”
แววตาทั้งสองของจงเหอเต็มไปด้วยความปรารถนาในความรู้ หลี่เยว่หานจึงมองไปยังเมิ่งฉีฮ่วยราวกับขอความช่วยเหลือโดยไม่รู้ตัว
เมื่อได้รับการส่งสัญญาณความช่วยเหลือของเขา เมิ่งฉีฮ่วนก็กระแอมออกมาพลางพูดขึ้น “คุณชายจง ความรู้ของฮูหยินของข้านั้น นางได้เรียนมาจากท่านแม่ของนาง และแม่ของนางก็จากไปด้วยโรคร้ายเมื่อตอนที่นางยังเด็ก”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ จงเหอรู้สึกราวกับถูกน้ำเย็นราดใส่ กระทืบเท้าด้วยความเกลียดชังทันที “สวรรค์อิจฉาในความงาม! สวรรค์ริษยาในพรสวรรค์! หากท่านแม่ของฮูหยินเมิ่งยังมีชีวิตอยู่ล่ะก็ จะต้องเป็นผู้ที่โดดเด่นแน่ ช่างน่าเสียดายเสียจริง!”
จงเหอพูดพลางหลั่งน้ำตาออกมา
เวินเทียนเหล่ยเห็นเช่นนี้ จึงให้คนใช้นำตัวจงเหอออกไปทันที จากนั้นก็เชิญเมิ่งฉีฮ่วนและหลี่เยว่หานให้นั่งลงด้วยสีหน้าลำบากใจเล็กน้อย
“ท่านทั้งสองอภัยให้ข้าด้วย จงเหอนั้นเป็นคนดี เพียงแต่ให้ความสำคัญกับเรื่องการคำนวณมากเกินไป พูดตามตรงกับพวกท่าน เดิมทีนั้นจงเหอสามารถเป็นบัณฑิตที่มีคะแนนลำดับต้น ๆ ได้เลย แต่เป็นเพราะในตอนอภิปรายนั้น เขาเขียนโจทย์การคำนวณที่ยากเกินไปจนผู้คุมสอบไม่เข้าใจ ผลจึงทำให้สอบตก ท่านพ่อข้าทำใจทิ้งไข่มุกเม็ดงามเปื้อนฝุ่นเช่นนี้ไปไม่ได้ จึงเชิญเขามาเป็นแขกของตระกูลเวิน”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หลี่เยว่หานจึงพยักหน้ารับ “คุณชายจงรักในความรู้มากเช่นนี้ นี่เป็นสิ่งที่ควรเคารพ พวกเราจะไปหัวเราะเยาะเขาได้อย่างไรกัน”
พูดจบ กลับได้ยินเสียงกระแอมของเมิ่งฉีฮ่วน พลางพูดขึ้น “ข้าคิดว่า จงเหอผู้นี้ดูเหมือนจะเรียนจนโง่เขลาเล็กน้อย”
“ใช่!” เวินเทียนเหล่ยพูดขึ้นมาอย่างเห็นด้วย “ข้าก็คิดเช่นเดียวกับสหายเมิ่ง จงเหอดูเรียนจนโง่เขลาเล็กน้อย แม้แต่เวลาไปซื้อผัก ยังแข่งการคำนวณในใจกับอีกฝ่ายว่าผู้ใดเร็วกว่ากัน หลายครั้งที่ทำให้พ่อค้าต่างก็รู้สึกไม่พอใจ คิดว่าเขากำลังสร้างปัญหาให้!”
“คิก ๆ…” หลี่เยว่หานอดหัวเราะออกมาไม่ได้
หญิงสาวอดคิดขึ้นมาไม่ได้ ในตอนที่เริ่มเรียนคณิตศาสตร์แรก ๆ นั้น เพื่อน ๆ ต่างก็พูดเป็นเสียงเดียวกันว่า เป็นวิชาที่ใช้ได้จริงน้อยที่สุด เพราะว่าคงไม่มีใครคำนวณเรขาคณิตในตอนที่ซื้อผักกัน แต่สำหรับแคว้นตงฮั่นที่ไม่รู้ว่าห่างจากศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดมากี่พันปี กลับมีผู้คลั่งไคล้การคำนวณจนไปแข่งคำนวณในใจกับพ่อค้าผักตามข้างทางได้
หากมีคนเช่นนี้อยู่ในศตวรรษที่ยี่สิบเอ็ดล่ะก็ ไม่รู้ว่าจะทำสิ่งใดให้คนรู้สึกทึ่งได้บ้าง