ทะลุมิติไปเป็นเศรษฐีนียุค 80 [重生八零致富记] - ตอนที่ 397 ไม่มีลูกชายคนไหนอ่อนโยน
ตอนที่ 397 ไม่มีลูกชายคนไหนอ่อนโยน
หลังจากที่คุณพ่อจี้กลับขึ้นเขาไป ฉีฉีก็กลับมาบอกถึงสถานการณ์ของชายชราว่ากินข้าวน้อยลงไปมาก
ซูตานหงมีท่าทางเห็นใจ
สำหรับคุณพ่อจี้แล้ว เรื่องราวเช่นนี้ช่างยากจะรับไหว
คุณพ่อจี้ยากจะยอมรับเรื่องนี้ได้ ในชีวิตของเขา ถึงแม้ไม่ได้ทำบุญใหญ่โต แต่ก็ไม่เคยทำเรื่องผิดบาปต่อครอบครัวของคนอื่น ทว่าทำไมถึงเลี้ยงลูกสาวไร้คุณธรรมอย่างนี้ออกมาได้ ?
เมื่อก่อนตอนที่แต่งงานกับหลี่จื้อ เดิมทีมันเป็นการแต่งงานที่มีความสุขและสวยงาม แต่หล่อนกลับอยากจะเป็นปีศาจและทำลายครอบครัวอันแสนสุข ต่อมาหล่อนก็บอกว่าได้เปลี่ยนแปลงต ตนเองแล้ว แม้ตัวเขาจะไม่ยอมรับ แต่หล่อนก็คือลูกสาวของเขา
เขาเองก็แอบเชื่ออยู่บ้างว่าหล่อนจะเปลี่ยนแปลงตัวเองได้จริง ๆ
อย่างไรก็ตาม ความเป็นจริงกลับกระแทกเข้าหน้าของเขาเข้าอย่างจัง ทำให้ตระหนักได้ว่าลูกสาวคนนี้ไม่ได้ดีขึ้นเลย หล่อนชั่วไปถึงกมลสันดานแล้ว!
ด้วยอิทธิพลของหล่อน แม้แต่ภรรยาของเขายังเปลี่ยนไป และกลายเป็นพวกปีศาจไปแล้ว
คุณพ่อจี้คิดแล้วคิดอีกว่าเขาสอนลูกสาวมาเป็นแบบนี้ได้อย่างไร แต่แล้วก็หาเหตุผลไม่ได้
ความรู้สึกเหล่านั้นอยู่กับคุณพ่อจี้ได้ไม่นาน ไม่กี่วันเขาก็เกือบจะฟื้นตัวเต็มที่ และเริ่มกลับมาเล่นหมากรุกกับเหล่าจาง หลังจากที่เหล่าจางยอมให้เขาชนะสองตาติด เขาก็อารมณ ณ์ดีขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
พริบตาเดียวเวลาล่วงมาถึงเดือนสิงหาคมแล้ว ยังเหลือเวลาอีกครึ่งเดือน เป็นวันที่ฉีฉีต้องไปโรงเรียนประถม เขาได้เตรียมกระเป๋านักเรียนใบเล็ก ๆ หนังสือแบบฝึกหัด ปากกา กล่องดินสอ แ และดินน้ำมัน ทุกอย่างครบถ้วน
แม้ว่าเด็กน้อยจะตื่นเต้นที่ต้องเข้าโรงเรียนครั้งแรกในชีวิต แต่เด็กคนนี้ก็ไม่ประหม่าเลย
“มีอะไรต้องประหม่าล่ะครับ ผมเคยไปโรงเรียนมาแล้วกับพี่ใหญ่ นอกจากมีเด็กเยอะแยะเต็มไปหมดก็ไม่มีอะไรแตกต่างแล้วล่ะ” ฉีฉีพูดอย่างไม่ใส่ใจ
ซูตานหงรู้สึกว่าเขาปรับตัวได้ไว ดังนั้นเธอจึงโล่งใจและเอ่ยขึ้น “ถ้าลูกไม่เข้าใจอะไร ไปหาพี่ชายใหญ่รู้ไหม”
“ครับ” ฉีฉีพยักหน้า
ในขณะนี้สวนผลไม้ยังคงมีงานยุ่งอยู่ ดังนั้นซูตานหงจึงไม่เกรงใจ สั่งให้พวกเขาทำงานกันทันที
จนถึงวันที่ 1 กันยายน ซูตานหงจึงขอให้เหล่าจางส่งสองพี่น้องไปโรงเรียน
เหล่าจางสามารถพาสองพี่น้องขึ้นจักรยานไปด้วยกันได้
แม้ว่าสภาพจิตใจของเขาจะแข็งแกร่งมาก ฉีฉีก็ยังรู้สึกแปลกใหม่อยู่บ้างเมื่อเขามาถึงโรงเรียน ถึงแม้ว่าที่นี่จะเป็นที่เขาต้องมาเรียน แต่ตอนที่เขามาเดินเล่นกับพี่ชายมันให้ควา ามรู้สึกไม่เหมือนกันเลย
เหล่าจางไปรับพวกเขากลับในตอนเที่ยง แต่น้ำหนักสองพี่น้องรวมกันไม่เบาเลย ซูตานหงจึงกล่าวขึ้น “ต่อไปให้จี้เจี้ยนอวิ๋นขับรถไปรับพวกเขาเถอะค่ะ คุณพ่อบุญธรรมไม่ต้องไปแล้ว”
“หนักขึ้นมาแค่นิดเดียวเอง ไม่เป็นไรหรอก ฉันไปเองได้” เหล่าจางเอ่ย
ได้ยินดังนั้น ซูตานหงจึงไม่พูดอะไร ร่างกายของเหล่าจางยังแข็งแรงอยู่ เธอจึงยอมให้เขาไปรับลูก ๆ เฉพาะในวันที่อากาศสดใส เมื่อใดที่ฝนตก เธอจะให้จี้เจี้ยนอวิ๋นออกไปรับเอง
ซูตานหงถามฉีฉีว่าเขารู้สึกอย่างไรบ้างในวันนี้ เขาขมวดคิ้วและบอก “เด็กพวกนั้นเสียงดังเกินไป ผมอยู่ห้องเดียวกับพวกเขา แล้วพวกเขาก็รบกวนผม!”
เห็นได้ชัดว่าเขาไม่พอใจแม้แต่น้อย
“ลูกไม่ได้ทะเลาะกับพวกเขาใช่ไหม?” ซูตานหงเอ่ยถาม ด้วยนิสัยของลูกชายเธอ เธอเองย่อมเข้าใจดี ถ้ารบกวนเขามากเกินไป เขาจะไม่คิดยอมอะไรทั้งนั้น
“ผมเกือบจะทะเลาะด้วยแล้ว แต่ผมนึกขึ้นมาได้ว่าอยู่ที่โรงเรียน เลยไม่ได้ทะเลาะกัน” ฉีฉีกล่าว
เขาเห็นว่าเพื่อน 2 คนที่อยู่รอบตัวเขาก็อารมณ์เสียเป็นพิเศษ เด็กอ้วนคนนั้นบ้านอยู่ในเมือง ถึงตัวใหญ่ขนาดนั้น แต่ก็ยังเอาแต่ร้องไห้งอแง
ยังมีอีกคนที่พูดไม่รู้เรื่องและชอบส่งเสียงดัง ครั้นบอกให้หยุดก็ไม่ยอมหยุด จนเขาเกือบจะทะเลาะด้วยอยู่แล้ว
ทว่าเขายังทนไหว เพราะคิดขึ้นมาได้ว่าที่นี่ไม่ใช่ในหมู่บ้านของเขาแต่เป็นโรงเรียน ที่โรงเรียนทะเลาะกันไม่ได้
ซูตานหงพอใจเป็นอย่างมาก แน่นอนว่าที่โรงเรียนค่อนข้างจำกัดสิทธิ์ในการแสดงออกอยู่
ถึงอย่างนั้นก็เห็นได้ชัดว่าเขากำลังระมัดระวังตัว ที่ฉีฉีไม่ได้มีเรื่องตั้งแต่วันแรกอาจเพราะยังไม่คุ้นเคยกับมัน วันรุ่งขึ้นเขาเห็นคนอื่นทะเลาะกัน แต่ก็ไม่ได้เข้าร่วมวง
ทว่าเขากลับมีเรื่องในวันที่ 3 เพราะเข้าไปทะเลาะกับรุ่นพี่ที่อยู่ห้องถัดไป เขาโต้กลับด้วยการผลักฝ่ายตรงข้ามลงไปกองกับพื้น
นี่เป็นวิธีที่เขาต่อสู้มาตั้งแต่เด็ก ดังนั้นเขาจึงเชี่ยวชาญในการต่อสู้อย่างง่ายดาย และคนส่วนใหญ่ล้วนไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา
อย่าว่าแต่รุ่นพี่ชั้นประถมปีที่สองเลย ถึงจะเป็นรุ่นพี่ชั้นประถมปีที่สาม เขาเองยังสามารถต่อกรได้ด้วย
ฉีฉีกลายเป็นเด็กที่มีชื่อเสียงมากในชั้นเรียน
ถึงแม้จะโดนอาจารย์ที่โรงเรียนดุ แต่นักเรียนชายคนอื่น ๆ ในชั้นเรียนก็ยังมองเขาด้วยความชื่นชม
เพื่อนของเขาชื่นชมที่จี้ฉีกล้าสู้กับนักเรียนชั้นประถมปีที่สอง อย่างที่รู้ว่าฝ่ายนั้นเป็นนักเรียนชั้นประถมปีที่สอง ที่ล้วนแก่กว่าพวกเขาทั้งสิ้น!
ซูตานหงย่อมต้องการอบรมสั่งสอนเขา เธอส่งเขาไปเรียน ไม่ได้ให้ไปมีเรื่องที่โรงเรียน
ไม่เพียงแค่ซูตานหงเท่านั้น จี้เจี้ยนอวิ๋นที่รู้เรื่องเมื่อกลับมาถึง จึงสั่งสอนเขาอีกครั้ง
แต่แทนที่จะทำอย่างอื่น เขาบอกให้ลูกไปวิ่ง หลังจากวิ่งไปด้วยกัน 5 รอบตามถนนเล็ก ๆ ในหมู่บ้าน เด็กน้อยถึงกับหมดแรงทีเดียว
ซูตานหงเตรียมอาหารเย็นเต็มโต๊ะ เมื่อพ่อและลูกชายอาบน้ำเสร็จ พวกเขาจึงมากินอาหารเย็น
หลังกินข้าวไปเสียเยอะ ฉีฉีก็ขึ้นไปนอนบนเตียง ถอนหายใจเบา ๆ “นี่แหละการใช้ชีวิตของคนเรา”
ซูตานหงเกือบจะคว้าไม้ปัดขนไก่มาตีเขา เขาช่างไม่รู้จักสำนึกเอาเสียเลย!
ฉีฉีคงจะเหนื่อยมากจริง ๆ หลังจากกินและดื่มจนอิ่มหนำแล้ว เขาก็โม้เรื่องที่โรงเรียนให้เสียงเสียงและหยวนหยวนฟัง น้องทั้งสองคนต่างตื่นเต้นที่ได้ฟังกันยกใหญ่ ครั้นใกล้ถึงเ เวลาหนึ่งทุ่มครึ่งเขาก็ผล็อยหลับไป ถึงจะนอนขวางทางหมอน จี้เจี้ยนอวิ๋นเองกลับไม่สนใจ
เสียงเสียงกับหยวนหยวนเข้านอนในเวลาเกือบ 3 ทุ่มครึ่ง จากนั้นพวกเขาก็ผล็อยหลับไปเช่นกัน
ในคืนนั้นเอง ซูตานหงก็ถามจี้เจี้ยนอวิ๋น “การลงโทษนี้หมายความว่ายังไงคะ? กลัวว่าลูกชายของคุณจะไม่สามารถเอาชนะคนอื่นได้งั้นเหรอ?”
“คุณพูดแบบนี้ได้ยังไง?” จี้เจี้ยนอวิ๋นยิ้ม “ผมลงโทษเขาไปแล้ว คุณไม่เห็นเหรอว่าเขาเหนื่อยแค่ไหน”
“ลงโทษอะไรกันคะ ฉันเห็นแค่ว่าคุณพาลูกไปออกกำลังกาย มันจะทำให้เขาไม่ทะเลาะกับคนอื่นตรงไหนคะ!” ซูตานหงแค่นเสียงเหอะในลำคอ
จี้เจี้ยนอวิ๋นยิ้มแล้วหันไปหาภรรยาก่อนบอก “ภรรยาครับ คุณคิดมากเกินไปจริง ๆ ผมไม่ได้หมายความอย่างนั้น ผมหวังว่าพวกเขาจะอ่อนโยนมากขึ้น”
“ลูกชายของคุณไม่มีคนไหนที่อ่อนโยนเลยค่ะ” ซูตานหงว่าเย้า
ยิ่งพี่ใหญ่เหรินเหรินที่แม้ตอนนี้เขาจะสงบลงมากแล้ว และถึงจะดูเรียบร้อยในตอนที่เขายังเป็นเด็ก แต่จริง ๆ แล้วเขาก็มีเรื่องทะเลาะกับคนอื่นเหมือนกัน อย่าคิดว่าเธอไม่ร รู้เลย เธอรู้อยู่แล้ว ว่าเหรินเหรินมีเรื่องในโรงเรียนหลายครั้งเช่นกัน และเขาก็ลงไม้ลงมือจริงจังเสียด้วย
เธอรู้ว่าจี้เจี้ยนอวิ๋นเอาของปลอบขวัญไปมอบให้ถึงบ้านเด็กคนนั้น แม้ว่าจะไม่ได้อยู่หมู่บ้านเดียวกัน
ทว่าสองพ่อลูกกำลังปิดบังเธอ เธอเองจึงแสร้งทำเป็นไม่รู้เรื่องเช่นกัน แต่อย่าลืมว่าถ้าเธออยากรู้อะไร เธอก็แค่ไปถามสือโถว เพราะสือโถวเรียนอยู่ห้องเดียวกับเหรินเหริน