ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 174 เหล้าชั้นดี
บทที่ 174 เหล้าชั้นดี
ผลผลิตธัญพืชในเมืองต้าคังต่ำเกินไป ทำให้คนทั่วไปมีโอกาสดื่มเหล้าดี ๆ ได้ยาก
หลาย ๆ คนตั้งแต่เกิดจนตายก็ยังไม่เคยลิ้มลองสุราแม้แต่หยดเดียว
ตัวอย่างเช่นกวานเสี่ยวโหรวและรุ่นเหนียง แม้ว่าพวกนางจะรู้ว่าโลกนี้มีสิ่งที่เรียกว่าเหล้า แต่วันนี้เป็นครั้งแรกที่พวกนางได้สัมผัสมันอย่างใกล้ชิด
ถังตงตงเคยเห็นบิดาของนางดื่มตอนที่ตนเองยังเป็นเด็ก แต่ตอนนั้นนางยังเด็กเกินไปและไม่เคยลองชิมแม้เพียงครั้ง
ใยบรรดาคนที่อยู่นี่มีเพียงชิ่งมู่หลานเท่านั้นที่ในหนึ่งปีสามารถดื่มสุราได้หลายครั้ง
“รุ่นเหนียงไปเอาจอกเล็ก ๆ มาเพิ่มอีกสองสามจอก แล้วมาลองชิมด้วยกันเถิด”
จินเฟิงกล่าว
รุ่นเหนียงรีบวิ่งไปนำจอกใบเล็ก ๆ กองหนึ่งมาวางลงตรงหน้าทุกคน
โจวจิ่นกระตือรือร้นหยิบไหเหล้าขึ้นมาพร้อมรินเหล้าลงไป ขณะที่นางกำลังจะรินเหล้าให้เสี่ยวเอ๋อจินเฟิงก็พูดขึ้นมาว่า
“เสี่ยวเอ๋อยังเด็ก ดื่มไม่ได้!”
“พี่เขย ข้าก็อยากลองเหมือนกัน…”
เมื่อเสี่ยวเอ๋อได้ยินว่าคนอื่นล้วนได้ลิ้มลองแต่นางไม่ได้ นางก็เอ่ยท้วงทันทีพร้อมกอดแขนของจินเฟิงและแสดงท่าทีออดอ้อน
“เอาล่ะ! เอาล่ะ! เลิกเขย่าแขนข้าได้แล้ว”
จินเฟิงลูบผมของเสี่ยวเอ๋อแล้วพูดด้วยรอยยิ้ม “เสียวจิ่น รินให้นางลองก้นจอก”
เสี่ยวเอ๋อหยิบจอกที่ใส่เหล้าขึ้นมาอย่างมีความสุข แต่เมื่อเห็นว่าจินเฟิงและชิ่งมู่หลานยังไม่ได้ดื่ม นางจึงต้องอดทน
กวานเสี่ยวโหรว ถังตงตง และรุ่นเหนียงก็ทำเช่นเดียวกัน พวกนางต่างถือจอกขึ้นมาไว้ในมือพร้อมมองไปที่บัณฑิตหนุ่มและชิ่งมู่หลาน
ชิ่งมู่หลานเองรีบรินเหล้าลงในจอกของนาง แต่ก็ไม่รีบร้อนที่จะดื่ม
นางถือจอกใส่เหล้าขึ้นมาและมองไปยังเทียนไขที่อยู่ตรงหน้า จ้องมองอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ท่านอาจารย์ ข้าเองก็เคยดื่มเหล้าชั้นดีมามาก แต่นี่เป็นครั้งแรกที่ข้าได้เห็นเหล้าที่ใสถึงเพียงนี้”
หลังจากพูดจบนางก็ยกจอกเหล้ามาที่ปลายจมูกแล้วสูดดม “กลิ่นก็หอม แต่ไม่แรง…”
“เจ้าเลิกพรรณนาได้แล้ว รีบลิ้มลองรสชาติเถิดว่าเป็นอย่างไร?”
จินเฟิงเร่งเร้า
ขั้นตอนการผลิตเหล้าของต้าคังนั้นล้าหลังมาก จึงเป็นปกติที่จะมีตะกอนตกค้างอยู่ในเหล้า และสีก็จะดูขุ่นเล็กน้อย
ดังนั้นในวัฒนธรรมการดื่มของต้าคังจึงเชื่อกันว่า เหล้ายิ่งใสยิ่งมีราคาแพง
ความใสของเหล้ายังเป็นตัวบ่งชี้ที่สำคัญมากในการทดสอบสุราของต้าคัง หากเหล้าใส นั่นแปลว่าการผลิตมีความประณีตทำให้มีสิ่งเจือปนน้อยลง
ซึ่งจั๋วจิ่ว*[1] ความหมายของมันก็ตรงตัวอยู่แล้วว่าเป็นเหล้าขุ่น ซึ่งถือว่าเป็นเหล้าคุณภาพต่ำ
เหล้าขาวครึ่งไหที่จินเฟิงนำกลับมาถูกกรองและกลั่นหลายครั้ง จนแทบไม่มีตะกอนตกค้าง สีของเหล้าจึงใสมาก
หากพิจารณาในแง่ของความใสและความขุ่นเพียงอย่างเดียว เหล้าชนิดนี้ถือเป็นเหล้าที่ดีที่สุดอย่างไม่ต้องสงสัย
แต่ในการวัดคุณภาพของเหล้า สีไม่ใช่เพียงตัวบ่งชี้เพียงอย่างเดียวเท่านั้น สิ่งที่สำคัญที่สุดก็คือรสชาติ
น่าเสียดายที่ในชีวิตที่แล้วจินเฟิงไม่ได้ดื่มมากนัก และตั้งแต่เขาเดินทางข้ามเวลามา เขาก็ไม่เคยดื่มเลยสักครั้ง ดังนั้นในการประเมินคุณภาพเหล้าในสมัยต้าคังนี้ เขาทำได้แค่รบกวนชิ่งมู่หลานผู้ที่เคยดื่มเหล้าหลายต่อหลายครั้งมาช่วยตัดสินเท่านั้น
“ช่างเป็นภาพที่สวยงามจริง ๆ”
ชิ่งมู่หลานหยิบจอกใบเล็กขึ้นมาแล้วจิบ
หลังจากเหล้าเข้าปาก นางก็ไม่ได้กลืนมันทันทีแต่อมไว้ในปากเพียงชั่วครู่เพื่อลิ้มรสอย่างระมัดระวังพร้อมกับหลับตาลงด้วยความเพลิดเพลิน
“เร็วเข้าสิ รีบบอกข้าทีว่าเป็นอย่างไรบ้าง”
จินเฟิงกระตุ้นนางอีกครั้ง
อย่างไรก็ตาม คราวนี้ชิ่งมู่หลานไม่ได้แย้งกลับ นางเอ่ยชื่นชมอย่างจริงใจ
“กลิ่นหอมหวาน มีความสดชื่น เมื่อนำเข้าปากรู้สึกได้ถึงความนุ่มละมุนลิ้น เหล้าใสบริสุทธิ์เช่นนี้ไม่บาดคอ ไม่มีตะกอนตกค้างหรือกลิ่นที่ไม่อาจบรรยายได้ เหล้านี้เทียบได้กับเหล้าหลวง!”
“จริงหรือ?”
จินเฟิงรู้สึกประหลาดใจเล็กน้อยที่ชิ่งมู่หลานให้คะแนนสูงเช่นนี้
“พี่ใหญ่ของข้าชอบดื่ม และในช่วงหลายปีมานี้ข้าก็ได้ดื่มเหล้าชั้นดีจากสถานที่ต่าง ๆ มามาก ในบรรดาเหล้าทั้งหมดที่ข้าเคยดื่ม เหล้านี้เป็นรองแค่เหล้าหลวงเท่านั้น เรียกได้ว่าเป็นเหล้าแห่งยุคสมัยทีเดียว!”
ชิ่งมู่หลานพูดด้วยความเสียใจ “คงจะสมบูรณ์แบบมากหากไม่มีกลิ่นแรงเช่นนั้น”
เมื่อได้ยินสิ่งนี้ จินเฟิงก็รับรู้ได้ค่อนข้างชัดเจนแล้วเกี่ยวกับมาตรฐานการผลิตเหล้าของต้าคัง
แต่สำหรับกลิ่นอันชั่วร้ายที่ชิ่งมู่หลานกล่าวไว้นั้น ชายหนุ่มไม่ได้สนใจมันเลย
จุดประสงค์หลักของการซื้อเหล้าในครั้งนี้คือเพื่อผลิตแอลกอฮอล์ ดังนั้นจินเฟิงจึงกำชับหลิวเถี่ยเป็นพิเศษว่าไม่จำเป็นต้องจ่ายเงินเพิ่มเพื่อซื้อเหล้าดี ๆ แค่ซื้อสุราราคาถูกมาก็พอ ดังนั้นการที่เหล้ามีกลิ่นแปลก ๆ อยู่บ้างก็ถือว่าเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้
ครั้งหน้าหากเปลี่ยนมาใช้สุราที่แพงขึ้นแล้วนำมากลั่นก็คงไม่มีกลิ่นอีกต่อไป
ชิ่งมู่หลานกล่าวว่าเหล้านี้อร่อยเลิศรส จนหญิงสาวคนอื่น ๆ ต่างอยากลิ้มลองตามไปด้วย
เสี่ยวเอ๋อเป็นคนแรกที่ทนไม่ไหว นางไม่รอคำเตือนจากจินเฟิงและดื่มเหล้าหมดภายในอึกเดียว
และหลังจากนั้นก็มีเสียงร้องออกมา
เสี่ยวเอ๋อได้รับความฉุนของสุราเข้าไปและสำลักจนน้ำหูน้ำตาไหล นางรีบวิ่งไปที่ประตู จับกรอบประตูเอาไว้และถ่มน้ำลายลงบนพื้นทันที
กวานเสี่ยวโหรวไม่สนใจเรื่องการดื่มอีกต่อไป นางรีบรินน้ำให้เสี่ยวเอ๋อล้างปากทันที
ผ่านไปสักพัก เสี่ยวเอ๋อก็ดีขึ้น
“พี่มู่หลาน พี่โกหก!”
ดวงตาของเสี่ยวเอ๋อแดงก่ำ นางชี้ไปที่ชิ่งมู่หลานด้วยท่าทางเศร้าโศกและบ่นว่า “มันฉุนมาก รสชาติไม่ดีเลย!”
“เจ้าดื่มครั้งแรก อีกทั้งยังกระดกหมดในคราวเดียว ไม่สำลักคงแปลก”
ชิ่งมู่หลานรู้สึกขบขันมากจนนางหัวเราะออกมา จากนั้นนางก็รินเหล้าให้เสี่ยวเอ๋ออีกครั้ง “เสี่ยวเอ๋อ คราวนี้ดื่มช้า ๆ ลองดูอีกครั้ง!”
“ไม่ดื่ม!”
เสี่ยวเอ๋อผลักจอกออกไปด้วยความโกรธ “พี่โกหก ข้าจะไม่เล่นกับพี่อีกแล้ว!”
“ใช่ นางเป็นคนโกหก อย่าเลียนแบบนาง หลังจากนี้เจ้าห้ามดื่มเหล้าอีก”
จินเฟิงรู้สึกขบขันไปกับเสี่ยวเอ๋อ จากนั้นเขาก็คีบน่องไก่ลงในจอกของเด็กน้อยสองน่อง “มากินน่องไก่กันเถิด!”
“พี่เขยของข้าดีที่สุด!”
ในที่สุดเสี่ยวเอ๋อก็กลับมาอารมณ์ดี นางหยิบจอกเล็ก ๆ ขึ้นมาอย่างมีความสุข จากนั้นก็หยิบน่องไก่แล้วโบกไปมาต่อหน้าต่อตาชิ่งมู่หลานราวกับจะโอ้อวด
โดยปกติแล้วชิ่งมู่หลานมักจะแย่งน่องไปจากเสี่ยวเอ๋อหนึ่งน่อง แต่วันนี้นางไม่อยู่ในอารมณ์ที่จะแย่งอะไรและพุ่งความสนใจไปที่เหล้าเพียงอย่างเดียว
ในช่วงเวลาสั้น ๆ นางได้ดื่มไปแล้วสองจอก
แม้ว่าจอกนั้นจะมีขนาดเล็ก แต่หากรวมกันสองจอกก็มีน้ำหนักเกือบครึ่งจิน
“หากเหล้าดีกว่านี้ เจ้าก็คงดื่มมากกว่านี้ใช่หรือไม่?”
จินเฟิงขมวดคิ้วและเตือน “เหล้านี้แรงมาก พรุ่งนี้จะเป็นการฝึกซ้อมเสมือนจริงครั้งแรกของเหล่าทหารหญิง เจ้าอย่าเมาจนลุกจากเตียงไม่ได้เล่า”
“ไม่เป็นไร ข้าขออีกจอก!”
ชิ่งมู่หลานยิ้มและรินเหล้าเพิ่มอีกหนึ่งจอก “หากท่านอยากจะตำหนิข้าก็ว่ามาเถิด แต่เหล้าของท่านดีมากจริง ๆ!”
‘ไหนว่าไม่ใช่นักดื่ม’
จินเฟิงแอบบ่นในใจ
ความจริงแล้วเขารู้ดีว่าชิ่งมู่หลานไม่ใช่คนที่อยู่ในกะลาและนางก็เคยเห็นโลกมาบ้าง แต่กลวิธีการผลิตสุราของต้าคังล้าหลังเกินกว่าที่จะผลิตสุราคุณภาพสูงได้
ยิ่งปริมาณแอลกอฮอล์ในเหล้าสูง รสชาติก็จะยิ่งแรงมากขึ้นเท่านั้น
แม้ว่าจะเป็นเหมาไถ*[2] แต่หากปริมาณแอลกอฮอล์ลดลงเหลือไม่กี่สิบดีกรี รสชาติก็คงจะดีไม่ได้
ชิ่งมู่หลานยกย่องเหล้านี้เป็นอย่างสูง ไม่ใช่เพราะทักษะการทำเหล้าของจินเฟิง แต่เป็นเพราะอีกฝ่ายได้ค้นพบสิ่งใหม่ ๆ และประสบความสำเร็จกับเรื่องนี้
แต่แท้จริงแล้วสิ่งที่จินเฟิงรู้และถูกบรรจุอยู่ในสมอง เป็นผลมาจากการตกตะกอนของอารยธรรมโลกนับพันปี
ในความเป็นจริง ชีวิตที่แล้วของเขาก็เป็นเช่นนี้ สุราได้รับการพัฒนามาเป็นเวลาหลายพันปี จนกระทั่งการปฏิวัติอุตสาหกรรมมีการใช้เทคโนโลยีการกรองและการกลั่นให้บริสุทธิ์มากขึ้น ด้วยวิธีนี้จึงสามารถผลิตสุราคุณภาพสูงออกมาได้
นอกจากนี้ไนปั่นด้ายใหม่ในโรงงานสิ่งทอก็เช่นกัน การที่บัณฑิตหนุ่มสามารถพัฒนาไนปั่นด้ายออกมาได้อย่างง่ายดายก็เป็นผลมาจากประวัติศาสตร์โลกที่มีการวิวัฒนาการและการปรับปรุงมาหลายร้อยปี
[1] จั๋วจิ่ว (浊酒) : ในสมัยจีนโบราณหมายถึงเหล้าขุ่นหรือเหล้าที่ไม่มีการกรอง โดยส่วนใหญ่จะเป็นเหล้าที่ใช้ข้าวเหนียวในการหมัก
[2] เหมาไถ (茅台) : หรือกุ้ยโจวเหมาไถ เป็นเหล้าขาวขึ้นชื่อซึ่งมีชื่อเสียงระดับโลก จากตำบลเหมาไถ มณฑลกุ้ยโจว ประเทศจีน