ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 611 เร่งกลับจินชวน
บทที่ 611 เร่งกลับจินชวน
เฉินจี๋มีนิสัยเจ้าชู้ บรรดาโอรสธิดาทั้งหลายรวมกันมีเป็นร้อยชีวิต
องค์รัชทายาทเฉินเหยวียนคว่างคือพี่ใหญ่ของบรรดาองค์ชายองค์หญิงทั้งมวล
สังคมศักดินาให้ความสำคัญกับลำดับอาวุโส พระมารดาของเฉินเหยวียนคว่างคือฮองเฮา หลังจากที่เขาประสูติได้ไม่นานก็ได้รับการสถาปนาเป็นรัชทายาท
เฉินจี๋ในฐานะบิดาที่เพิ่งมีบุตรคนแรกโปรดปรานรัชทายาทเป็นพิเศษ เขาขอสิ่งใดก็ประทานให้ทั้งหมด
เฉินเหยวียนคว่างเคยใช้ตราประจำพระองค์ทุบผลเหอเถา*[1] ทว่าเฉินจี๋ก็มิได้ห้ามปราม
ความรักและการตามใจในรูปแบบนี้ได้ทำให้เฉินเหยวียนคว่างยิ่งออกนอกลู่นอกทางมากยิ่งขึ้น
การเล่นตลกกับขันทีนั้นถือเป็นเรื่องเล็ก แต่เมื่ออายุสิบสองเขาก็เริ่มล่วงเกินนางกำนัล
นางกำนัลในวังหลังคือหญิงต้องห้ามของฮ่องเต้ แม้แต่รัชทายาทก็ไม่อาจแตะต้อง
เมื่อฮองเฮาล่วงรู้ก็หาข้ออ้างกำจัดนางกำนัลผู้นั้นทันที ทั้งยังทรงตักเตือนเฉินเหยวียนคว่าง
แต่เฉินเหยวียนคว่างติดใจในรสรัก ถึงแม้จะรับปากอย่างหนักแน่น แต่ก็ยังหวนกลับไปทำผิดซ้ำซาก ทั้งยังมีความถี่มากขึ้นและนางกำนัลที่เกี่ยวข้องก็มีจำนวนมากขึ้นตามไปด้วย
ฮองเฮาหมดสิ้นหนทางจึงได้แต่พยายามปกปิด
แต่ปิดอย่างไรความลับก็คล้ายไฟที่ซ่อนไว้ เมื่อเวลาผ่านไปในที่สุดเฉินจี๋ก็ล่วงรู้เรื่องราวจึงกริ้วเป็นอย่างมากและเนรเทศองค์รัชทายาทไปยังตำหนักบูรพา
เมื่อมาอาศัยที่ตำหนักบูรพา องค์รัชทายาทก็ได้สุงสิงกับลูกท่านหลานเธอที่ไม่เอาไหนอย่างเซวียเหิงหลูทำให้ยิ่งเหลวไหลมากขึ้น ไม่รู้ว่าได้ทำกับหญิงสาวไปแล้วกี่คน จนกระทั่งเกิดเรื่องราวที่หอนางโลม องค์รัชทายาทจึงสงบเสงี่ยมลงได้
แต่หาได้เป็นเพราะว่าทรงเปลี่ยนนิสัยไม่ หากแต่เหตุการณ์ครั้งนี้ทำให้องค์รัชทายาทกลายเป็นตัวตลกของคนทั้งเมืองหลวงจึงทรงจดจำบทเรียนและกลายเป็นคนเจ้าเล่ห์และรอบคอบมากยิ่งขึ้น
แม้ว่าองค์หญิงเก้าจะยังมิพบหลักฐานยืนยันว่าเรื่องที่ซื่อชวนนั้นเกี่ยวข้องกับองค์รัชทายาท ทว่าเรื่องเช่นนี้ก็มิต้องการหลักฐาน แค่ความสงสัยของนางก็เพียงพอแล้ว
ด้วยเหตุนี้องค์หญิงเก้าจึงไม่ได้มีความรู้สึกที่ดีต่อองค์รัชทายาทเลย
นางไม่ได้สนใจถ้อยคำถากถางของเขา จากนั้นก็ถกกระโปรงขึ้นอย่างไม่แยแสและก้าวขึ้นรถม้าไป
ชิ่นเอ๋อร์เปิดม่านให้องค์หญิงเก้าเข้ามาในรถม้า ก่อนที่องค์หญิงเก้าจะหันกลับมามององค์รัชทายาทแล้วเอ่ยว่า “เฉินเหยวียนคว่าง เรื่องที่ซื่อชวนข้าเห็นแก่หน้าเจ้าหรอกนะ มิเช่นนั้น ข้าไม่ปล่อยไปง่าย ๆ แน่”
“เฉินเหวินเอ๋อร์ เจ้ากำลังขู่ข้าหรือ?” องค์รัชทายาทถามด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
“จะทรงคิดเช่นนั้นก็ได้” องค์หญิงเก้าตอบกลับไปอย่างไม่ยี่หระ
องค์รัชทายาทถูกองค์หญิงเก้ากดขี่มานานหลายปี ตอนนี้องค์หญิงเก้ากำลังตกที่นั่งลำบาก เขาจึงมาเพื่อเยาะเย้ย
ทว่าองค์หญิงเก้ากลับนิ่งเฉยราวกับน้ำ ไม่มีทีท่าโศกเศร้าของผู้พ่ายแพ้แต่อย่างใด
เรื่องนี้ทำให้เขาผิดหวังเป็นอย่างมาก
หากแค่เรื่องนี้ก็ไม่เท่าไร แต่องค์หญิงเก้ายังขู่เขาอีกด้วย
เรื่องนี้ทำให้องค์รัชทายาทโกรธมาก ก่อนจะชี้ไปที่องค์หญิงเก้าแล้วตะโกนว่า “เฉินเหวินเอ๋อร์ เจ้าไปเสนอตัวให้ถู่ปัว ทางถู่ปัวยังไม่ต้องการเจ้า บัดนี้แม้กระทั่งวังหลวงเจ้าก็ไม่สามารถเข้าได้แล้ว เจ้ากล้าเอาอะไรมาขู่ข้า?!”
“เดิมทีข้าคิดว่าในปีสองปีนี้เจ้าจะมีความก้าวหน้า ทว่าก็ยังคงหงุดหงิดฉุนเฉียวเช่นเดิม แค่พูดไม่กี่คำก็โมโหขึ้นมาได้”
องค์หญิงเก้าส่ายหน้าพร้อมกับหัวเราะถากถาง “หากต้าคังตกไปอยู่ในมือเจ้า เกรงว่าจะต้องล่มสลายอย่างแน่นอน”
“เฉินเหวินเอ๋อร์ เจ้ากล้าสาปแช่งต้าคังหรือ!”
องค์รัชทายาทโวยวาย “เจ้าคอยดูเถิด ข้าจะไปพบสำนักราชวงศ์เดี๋ยวนี้!”
“โตถึงเพียงนี้แล้วก็ยังขี้ฟ้องราวกับเป็นเด็กขี้แยอยู่อีกหรือ?”
องค์หญิงเก้าไร้อารมณ์จะสนทนากับองค์รัชทายาท สิ้นเสียงเยาะเย้ย นางก็ก้าวขึ้นรถม้าทันที
ยามรถม้าเคลื่อนออกไป องค์หญิงเก้าก็ยังชะโงกหน้าออกมาถอนใจใส่รัชทายาท “เฉินเหยวียนคว่าง หากเจ้ายังไม่ปรารถนาที่จะเห็นต้าคังถึงคราวล่มสลายก็จงสงบเสงี่ยมเข้าไว้ อย่าได้ก่อเรื่องวุ่นวาย โดยเฉพาะที่ซื่อชวน”
กล่าวจบ นางจึงปล่อยม่านลงแล้วจากไป
ประกายวาวโรจน์แล่นผ่านดวงตาขององค์รัชทายาท คิ้วของเขาขมวดแน่นขึ้น
องค์หญิงเก้ากระทำการเฉียบขาด วาจาเรียบง่ายแต่แฝงไปด้วยพิษภัย กรณีอย่างวันนี้ที่นางเอ่ยข่มขู่รัชทายาทโดยตรง ไม่เคยเกิดขึ้นมาก่อน
คราวนี้เพราะกังวลว่ารัชทายาทที่คิดจะทำอะไรบางอย่างจะไปยั่วยุจินเฟิงเข้า นางจึงเอ่ยเตือนไปเสียยืดยาว
น่าเสียดายที่รัชทายาทไม่ได้สำนึกและไม่ได้เก็บจินเฟิงผู้มีบรรดาศักดิ์หนานผู้นี้มาใส่ใจแม้แต่น้อย
รัชทายาทเมินเฉยต่อรถม้าขององค์หญิงเก้าที่แล่นจากไป พลางเบ้ปาก “เป็นหมาหัวเน่าแล้วยังกล้ามาข่มขู่ข้าอีกหรือ? อยากจะปกป้องชิ่งซินเหยามิใช่หรือ? ดูกิริยาของเจ้าสิว่ามันเข้าท่าหรือไม่?”
องค์หญิงเก้าและตระกูลชิ่งเป็นเสาหลักที่คอยหนุนหลังองค์ชายสามมาโดยตลอด จุดประสงค์ในการร่วมมือกับขุนนางขององค์รัชทายาทก็เพื่อต่อต้านชิ่งซินเหยา
บนรถม้า องค์หญิงเก้าสงบสติอารมณ์แล้วกล่าวกับชิ่นเอ๋อร์ที่อยู่ด้านนอก “ชิ่นเอ๋อร์ ไปยังที่ประทับของท่านพี่สาม แล้วให้คนกลับไปแจ้งหัวหน้าองครักษ์ฉินให้เตรียมตัวให้พร้อม เมื่อเราตกลงเรื่องราวต่าง ๆ กับท่านพี่สามเสร็จ เราจะเดินทางออกจากเมืองหลวงไปยังจินชวนทันที”
“องค์หญิง ตอนนี้ใกล้ค่ำแล้ว พรุ่งนี้ค่อยเดินทางเถิดเพคะ” ชิ่นเอ๋อร์กล่าว
“ช้าไม่ได้แล้ว” องค์หญิงเก้าส่ายหน้า “เราต้องไปถึงจินชวนก่อนที่ท่านอาจารย์ ไม่เช่นนั้นคงเกิดเรื่องใหญ่แน่”
“เพคะ” ชิ่นเอ๋อร์รับคำแล้วส่งคนไปจัดการทันที
บ่ายวันนั้น องค์หญิงเก้ากับองค์ชายสามก็ได้สนทนากันอยู่เนิ่นนาน
เมื่อทำการพูดคุยเสร็จแล้ว องค์หญิงเก้าก็ไม่ได้เสด็จกลับตำหนัก ก่อนที่ประตูเมืองจะปิด พวกนางรีบออกจากเมืองหลวงพร้อมกับชิ่นเอ๋อร์ ฉินหมิง และคนอื่น ๆ ทันที
เช่นเดียวกับตอนที่เดินทางกลับ องค์หญิงเก้ามิได้โดยสารรถม้า แต่ทรงม้าเช่นเดียวกับชิ่นเอ๋อร์ ฉินหมิงและคนอื่น ๆ เพื่อเร่งความเร็วในการเดินทาง
จนกระทั่งฟ้ามืดสนิทจนมองทางไม่เห็นจึงได้หยุดลงเพื่อตั้งค่ายพักแรม
“หวังว่าจะทันนะ”
องค์หญิงเก้าทอดพระเนตรมองจันทราที่อยู่บนฟ้าพลางภาวนาอยู่ในใจ
ขณะนี้จินเฟิงได้เดินทางมาถึงเขตเอ้อเป่ยซึ่งอยู่ห่างจากเมืองหลวงไปหลายร้อยลี้แล้ว
องค์หญิงเก้ากำลังกังวลพระทัยนักว่าจะไปไม่ทัน
แต่เนื่องจากเอ้อเป่ยเป็นภูเขาสูงและเขตจงหยวนเป็นเส้นทางเรียบ องค์หญิงเก้าจึงสามารถมุ่งตรงไปยังกวานจงและล่องเรือไปตามแม่น้ำเจียหลิงเพื่อเร่งความเร็วในการเดินทางได้มากกว่าจินเฟิง
“ไม่รู้ว่าท่านอาจารย์กำลังทำอะไรอยู่”
เมื่อนึกถึงจินเฟิง องค์หญิงเก้าก็อดหันไปมองทางซีหนานไม่ได้
น่าเสียดายที่นางไม่มีตาวิเศษ จึงมิอาจมองเห็นจินเฟิงที่อยู่ห่างออกไปพันลี้ เห็นเพียงแต่ความมืดมัวของราตรีเท่านั้น
ห่างออกไปพันลี้ จินเฟิงก็เฝ้ามองดวงจันทร์จากกระโจมของตนเช่นกัน
เพียงแต่เขาไม่ได้คิดถึงองค์หญิงเก้า หากแต่กำลังเป็นห่วงเมืองหลวงอยู่
“สามีที่รัก มากินข้าวก่อนเถิด”
ถังเสียวเป่ยยกถาดอาหารเข้ามา
จินเฟิงโยนความคิดของเขาเอาไว้ข้างหลัง ก่อนจะไปช่วยเปิดกระโจมให้ถังเสียวเป่ย
เพราะว่ารีบเร่งเดินทาง ปัจจัยต่าง ๆ มีอย่างจำกัด นอกจากเครื่องนอนแล้ว ภายในกระโจมมีโต๊ะไม้ตัวเล็กที่พับเก็บได้กับเก้าอี้พับขนาดเล็กเพียงสองตัว
ถังเสียวเป่ยวางถาดลงบนโต๊ะ พวกเขาทั้งสองนั่งตรงข้ามกัน
จินเฟิงพบว่าถังเสียวเป่ยจ้องตนเองอยู่ตลอด เขาจึงคีบเนื้อให้นางและเอ่ยถามพร้อมรอยยิ้ม “ทำไมไม่กินข้าวล่ะ จ้องข้าอยู่ได้ มันทำให้เจ้าอิ่มหรือ?”
“สามีที่รัก ตอนนี้เจ้ามีอนุภรรยากว่าหมื่นคน ข้าก็ต้องเก็บเกี่ยวสิ ไม่เช่นนั้น เมื่อกลับไปที่หมู่บ้านคงไม่มีโอกาสได้มองเจ้าบ่อย ๆ แล้ว”
ถังเสียวเป่ยพูดพลางหัวเราะร่วน “เห็นท่านพี่เสี่ยวโหรวเงียบ ๆ พอตัดสินใจทำบางสิ่งก็ทำเสียใหญ่โต”
“นางคิดสิ่งใดอยู่กัน!”
จินเฟิงถอนหายใจก่อนจะกล่าวด้วยความรู้สึกไม่พอใจ “นี่มิใช่การทำลายความบริสุทธิ์ของหญิงสาวหรือ หลังจากนี้จะให้พวกนางไปแต่งงานกับผู้ใดได้”
“เมื่อแต่งให้เจ้าแล้ว ยังจะต้องแต่งกับผู้ใดอีกเล่า?”
“อนุภรรยากว่าหมื่นคน ข้าใช้เวลาหลับนอนกับพวกนางหลายสิบปีก็ไม่หมด!”
“เช่นนั้นก็นอนกับหลาย ๆ คนในวันเดียวสิ” ถังเสียวเป่ยขมวดคิ้วก่อนจะกล่าวเย้าหยอก “ในเมื่อแต่งให้เจ้าก็เป็นคนของตระกูลจินแล้ว จะไปแต่งกับผู้อื่นไม่ได้!”
“เสี่ยวโหรวทำเรื่องไร้สาระ เจ้าก็ยังมาพูดไร้สาระอีกคน!”
[1] เหอเถา : วอลนัต