ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 626 เฉินซือเหยียผู้เคราะห์ร้าย
- Home
- ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์
- บทที่ 626 เฉินซือเหยียผู้เคราะห์ร้าย
บทที่ 626 เฉินซือเหยียผู้เคราะห์ร้าย
“จับนายท่านหลิวได้แล้ว?!”
กวานเสี่ยวโหรวตาสว่างวาบขึ้นมาทันที
คนเจ้าเล่ห์นักวางแผนเหล่านี้ต่างก็เป็นพวกที่จับตัวยากเหลือเกิน ตอนนั้นกุนซือเฝิง จินเฟิง องค์หญิงเก้าและชิ่งซินเหยาต่างก็ร่วมมือกัน วางกับดักทั้งบนฟ้าและใต้ดินก็ยังจับไม่ได้
ความจริงแล้วกวานเสี่ยวโหรวไม่ได้คาดหวังอะไรมากนักว่าจะจับนายท่านหลิวได้
ใครจะไปรู้ว่าหลิวเถี่ยจะเก่งกาจถึงเพียงนี้ ถึงกับสามารถจับตัวได้จริง ๆ
“อาจวี๋ ไปจูงม้ามา พวกเราจะกลับหมู่บ้านทันที!”
กวานเสี่ยวโหรวสั่งอาจวี๋ให้ไปจูงม้ามาทันทีและเตรียมตัวจะกลับไป
“พี่สาว ท่านยังไม่ได้กินข้าวเลยทั้งวัน กินอะไรก่อนแล้วค่อยไปเถิด”
จั่วเฟยเฟยบอกว่า “ท่านอาจารย์ไม่อยู่ ยังต้องพึ่งพาท่านในการควบคุมสถานการณ์ หากเป็นแบบนี้ต่อไป จะทำให้ร่างกายของตัวเองทรุดโทรมหมดนะ!”
“ไม่เป็นไร กลับหมู่บ้านก็ไม่ไกล ข้ากลับไปแล้วค่อยกิน” กวานเสี่ยวโหรวโบกมือปฏิเสธ
ตอนนี้นางจะมีใจไปกินข้าวได้อย่างไร?
“เช่นนั้นข้าจะไปหยิบซาลาเปาสองสามลูก พี่สาวจะได้กินระหว่างทาง”
จั่วเฟยเฟยพูดจบก็จะวิ่งไปที่โรงอาหาร แต่ถูกกวานเสี่ยวโหรวดึงตัวไว้
“ให้คนอื่นไปเอาเถิด ข้ามีเรื่องอยากจะปรึกษาเจ้าสักหน่อย”
“อาเสีย เจ้าไปเอาซาลาเปามาสองเข่ง”
จั่วเฟยเฟยสั่งให้หญิงรับใช้ไปเอาซาลาเปาแล้วกล่าวว่า “หากพี่สาวมีเรื่องใดก็บอกข้าได้ ตราบใดที่ข้าทำได้ ข้าจะไม่ปฏิเสธเด็ดขาด”
ตอนนี้จั่วเฟยเฟยยอมรับในตัวกวานเสี่ยวโหรวอย่างสมบูรณ์แล้ว ท่าทีของนางจริงใจกว่าตอนเช้ามาก
นางไม่ได้ถามกวานเสี่ยวโหรวว่าให้ทำสิ่งใด แต่นางรับปากไว้ก่อน
“พี่น้องที่เสียชีวิตในสงครามครั้งนี้เป็นที่น่าเสียดายจริง ๆ หากก่อนหน้านี้มีคนช่วยฝึกฝนทุกคนให้ดี คงไม่มีพี่น้องบาดเจ็บล้มตายมากขนาดนี้”
กวานเสี่ยวโหรวกล่าวว่า “ดังนั้นข้าจึงอยากให้โรงงานสบู่หอม หยุดทำงานชั่วคราว ให้อาจวี๋เลือกผู้คุ้มกันภัยหญิงสองสามคนมาช่วยฝึกซ้อมพวกนางให้ดี ต่อไปหากเจอเรื่องแบบนี้อีก พี่น้องจะได้ไม่ต้องเป็นแบบวันนี้…”
“พี่สาว ข้าก็คิดเช่นเดียวกัน!”
จั่วเฟยเฟยกล่าวว่า “ตอนนี้โจรท้องถิ่นมีอยู่ทั่วจินชวน ทำให้เราส่งสบู่หอมออกไปไม่ได้เลย ตอนนี้พวกเรามีสะสมไว้ไม่น้อย ข้าก็ตั้งใจจะปรึกษาเรื่องนี้กับพี่ตอนกินข้าว พี่คิดว่าควรทำอย่างไรดี”
“ในเมื่อเจ้าก็คิดเห็นเช่นเดียวกัน ก็ให้คนเริ่มจัดการเถิด ช่วงนี้ข้ามีธุระมาก ฝากเจ้าช่วยดูแลด้วย”
แม้กวานเสี่ยวโหรวจะสังเกตเห็นว่าท่าทีของหญิงรับใช้เขาเถี่ยกว้านที่มีต่อนางเปลี่ยนไป แต่นางก็ยังไม่อยากยุ่งเกี่ยวกับการจัดการเขาเถี่ยกว้านมากนัก
“หากไม่มีท่านอาจารย์และพี่สาว ก็คงไม่มีข้าในวันนี้ พูดว่ารบกวนก็ดูจะเหินห่างเกินไป”
จั่วเฟยเฟยกล่าวว่า “ข้าเพียงกังวลว่าตัวเองจะทำไม่ดี และจะทำให้พี่สาวผิดหวัง…”
“เจ้ารู้หนังสือ ทั้งยังเป็นหัวหน้าโรงงานที่เข้าใจเขาเถี่ยกว้านมากกว่าข้า การทำงานก็ต้องรอบคอบกว่าข้าแน่ ๆ ไปจัดการได้เลย!”
กวานเสี่ยวโหรวกล่าวว่า “หากเจ้ายังไม่วางใจจริง ๆ ข้าจะให้อาจวี๋ส่งผู้คุ้มกันภัยหญิงที่เชื่อถือได้ไปกับเจ้าหนึ่งหมวด ส่วนเรื่องการฝึกซ้อม หากเจ้ามีอะไรไม่แน่ใจ ฟังพวกนางก็แล้วกัน”
“ได้เลยค่ะ!” จั่วเฟยเฟยวางใจขึ้น
กวานเสี่ยวโหรวเห็นอาจวี๋จูงม้ามา จึงยิ้มและตบแขนจั่วเฟยเฟยเบา ๆ “เช่นนั้นข้ากลับก่อนนะ หากมีเรื่องอะไร ก็ให้ส่งคนไปหาข้าที่หมู่บ้าน”
จั่วเฟยเฟยส่งกวานเสี่ยวโหรวไปจนถึงตีนเขา มองจนเงาของกวานเสี่ยวโหรวหายลับไป จึงหันหลังกลับ
แม้ครั้งนี้กวานเสี่ยวโหรวจะมาที่เขาเถี่ยกว้านไม่นาน และพูดคุยกับจั่วเฟยเฟยอย่างรีบร้อน
แต่ทั้งคู่ก็ไม่ทันได้ตระหนักว่า บทสนทนาเมื่อครู่ของพวกนาง จะส่งผลกระทบอย่างใหญ่หลวงและยาวนานต่อแคว้นต้าคังเพียงใด
ภายหลัง นักประวัติศาสตร์ที่ศึกษาประวัติศาสตร์ของจินชวน ระบุว่าการสนทนาครั้งนี้คือจุดเริ่มต้นของกองทัพเหนียงจื่อตระกูลจินแห่งเขาเถี่ยกว้าน
แน่นอนว่าเรื่องเหล่านี้เป็นเรื่องในภายหลัง สิ่งที่กวานเสี่ยวโหรวใส่ใจที่สุดในตอนนี้ ยังคงเป็นเรื่องของนายท่านหลิว
เมื่อนางกลับมาถึงบ้าน หลิวเถี่ยและเสี่ยวอวี้ก็รออยู่ที่หน้าประตูเรือนเรียบร้อยแล้ว
“เสี่ยวอวี้ คนที่จับมาได้นี่ใช่นายท่านหลิวที่โจรท้องถิ่นพูดถึงหรือไม่?”
กวานเสี่ยวโหรวยังไม่ทันลงจากม้าก็ถามด้วยความร้อนใจ “เขาพูดอะไรบ้างหรือไม่?”
“พี่สะใภ้ อย่าเพิ่งร้อนใจไป สงบลงก่อนเถิด”
เสี่ยวอวี้พบว่ากวานเสี่ยวโหรวอยู่ในสภาพที่ไม่ปกติ จึงรีบเข้าไปประคอง “คนผู้นี้เป็นพวกอ่อนข้อ ใช้แส้เฆี่ยนไม่กี่ทีก็พูดทุกอย่างแล้ว”
“พูดทุกอย่างแล้ว?”
กวานเสี่ยวโหรวชะงักไปครู่หนึ่ง “ได้ถามหรือไม่ว่าใครส่งเขามา?”
“พี่สะใภ้ ข้างนอกหนาวนัก เข้าไปคุยกันข้างในเถิด”
เสี่ยวอวี้สังเกตเห็นว่ากวานเสี่ยวโหรวตัวสั่นเล็กน้อย คิดว่านางหนาว จึงไม่รอให้กวานเสี่ยวโหรวตอบ แต่กลับเกี่ยวแขนนางเข้าไปในห้องทันที
“เสี่ยวอวี้ เจ้ายังไม่ได้บอกข้าเลยว่าคนที่จับมาได้ สุดท้ายแล้วเป็นนายท่านหลิวที่โจรท้องถิ่นพูดถึงหรือไม่?”
กวานเสี่ยวโหรวยังไม่ยอมแพ้ เดินไปพลางนางก็ถามไปพลาง “เป็นเขาที่วางแผนทุกอย่าง และอยู่เบื้องหลังใช่หรือไม่?”
จนถึงตอนนี้ นางยังรู้สึกไม่สบายใจ จำเป็นต้องได้รับคำตอบที่ชัดเจนเสียก่อน
“ก็เป็นเขานั่นแหละ” เสี่ยวอวี้ตอบ “แต่เขาไม่ได้มีสกุลหลิว แต่มีสกุลเฉิน ที่ซื่อชวนทุกคนเรียกเขาว่า เฉินซือเหยียหรือ เสี่ยวเฉินซือเหยีย”
“มาจากซื่อชวนหรือ?”
“ถือว่ามาจากซื่อชวน แต่เขาเป็นกุนซือของนายน้อยคนหนึ่งในเมืองหลวง”
“นายน้อยจากเมืองหลวง?” กวานเสี่ยวโหรวยิ่งงุนงงมากขึ้น “เหตุใดจึงเกี่ยวข้องกับนายน้อยในเมืองหลวงด้วย?”
“เรื่องมันยาว”
เสี่ยวอวี้ไม่รู้ว่าจะเล่าให้กวานเสี่ยวโหรวจากตรงไหนดี
“แล้วพวกเจ้าจับตัวเขาได้อย่างไร?”
“พี่สะใภ้ฟัง ข้าจะเล่าให้ฟังตั้งแต่ต้นนะ…”
พูดถึงตรงนี้ เสี่ยวอวี้ก็หัวเราะออกมาเบา ๆ
พูดก็พูดเถิด เฉินซือเหยียก็โชคร้ายเหมือนกัน อีกทั้งเขายังมั่นใจตัวเองมากเกินไป
โดยทั่วไปนักวางแผนมักจะซ่อนตัวอยู่เบื้องหลังวางแผน และไม่ค่อยจะออกมาแนวหน้า
เฉินซือเหยียคิดว่าตนเองได้กำจัดผู้แข็งแกร่งของซีเหอวานออกไปจนหมดแล้ว ตัวเขาเองพาโจรท้องถิ่นมาตั้งมากมาย ไม่มีใครขวางทางเขาได้
แต่เขาไม่คิดว่าระหว่างทางจะมีกลุ่มคนงานหญิงโผล่ออกมาแะลโจมตีจนแผนการทั้งหมดพังยับเยิน
โจรท้องถิ่นไม่เพียงแต่ไม่ได้มาถึงซีเหอวานตามแผนที่กำหนดไว้ แต่ยังถูกสกัดกั้นที่หยางเจวี้ยนหลิ่งจนกระทั่งถึงค่ำก็ยังไม่สามารถเดินหน้าต่อไปได้
แม้จะเป็นเช่นนั้น เฉินซือเหยียก็ไม่ได้ตื่นตระหนกเพราะคิดว่าตกดึก พวกเขาจะสามารถทำลายแนวกั้นของคนงานหญิงได้อย่างง่ายดาย
สิ่งที่ทำให้เฉินซือเหยียล้มจริง ๆ คือการปรากฏตัวของหลิวเถี่ย
นักวางแผนเชี่ยวชาญการวางแผนอุบาย ส่วนจินเฟิงเชี่ยวชาญการบดขยี้
กลุ่มชุดเกราะดำคือดาบที่ยาวและคมที่สุดในมือของจินเฟิง
ไม่ว่าเขาจะมีแผนการนับหมื่น ก็จะถูกฟันมันลงด้วยดาบเล่มเดียว!
เมื่อรู้ว่ามีทหารม้าและกลุ่มชุดเกราะดำปรากฏตัวที่หยางเจวี้ยนหลิ่ง เฉินซือเหยียก็รู้ว่าเรื่องนี้พังลงแล้วจึงรีบพาผู้ติดตามหนีไปทันที
แต่น่าเสียดายที่พวกเขาไม่รู้จักทาง ผู้ติดตามที่ไปสำรวจเส้นทางข้างหน้าดันพลาดตกหลุมหมูป่าที่นายพรานขุดไว้ จนขาหักในตอนนั้น
เฉินซือเหยียปฏิเสธที่จะพาผู้ติดตามที่ขาหักไปด้วยเพราะเกรงว่าจะยุ่งยาก จึงทิ้งเขาเอาไว้ข้างหลังแล้ววิ่งหนีไปคนเดียว
แต่เขาเป็นเพียงบัณฑิตผู้อ่อนแอ แม้จะวิ่งหนีทั้งคืนก็ยังไม่สามารถออกจากภูเขาได้ สุดท้ายก็ถูกชาวบ้านที่เสี่ยวอวี้ระดมพลพบเจอ
ในด้านการวางแผน เฉินซือเหยียถือเป็นฝีมือดี แต่ภายใต้การสอบสวนของผู้คุ้มกันภัย เฉินซือเหยียผู้นี้ไม่สามารถอดทนผ่านรอบแรกไปได้ จนสารภาพทุกอย่างออกมาหมด
“ขุนนางเหล่านี้ช่างไร้ยางอายจริง ๆ เพื่อจะได้ผลประโยชน์จากภัยพิบัติ ถึงกับไม่เหลือมโนธรรมเลยหรือ!”
กวานเสี่ยวโหรวฟังเรื่องราวจากเสี่ยวอวี้จบก็โมโหจนทุบโต๊ะ “เพื่อจะล่อสามีออกไป ถึงกับลงมือกับเสียวเป่ย! หากข้าได้เจอตระกูลสวี ข้าจะต้องฟันเขาเป็นออกเป็นชิ้น ๆ !”
กวานเสี่ยวโหรวเพิ่งจะสั่งฆ่าโจรท้องถิ่นไปเป็นจำนวนมาก และตอนนี้คำพูดของนางจึงเริ่มดุดันขึ้นมา
เสี่ยวอวี้มองไปรอบ ๆ แล้วถามเสียงเบาว่า “พี่สะใภ้ ท่านพี่มู่หลานยังอยู่ที่ซื่อชวน จะให้ข้าส่งข่าวให้นางหาคนไปจัดการตระกูลสวีหรือไม่?”
“พวกขุนนางเหล่านี้ขังพี่ชายของมู่หลานไว้ หากทำอะไรได้มู่หลานคงลงมือไปนานแล้ว”
แม้ว่ากวานเสี่ยวโหรวจะโกรธแค้น แต่ก็ยังไม่หลงผิด นางส่ายหัวแล้วกล่าวว่า “พวกเราดูแลบ้านให้ดีไปก่อน เรื่องพวกนี้รอให้สามีกลับมา ให้เขาเป็นคนตัดสินใจเถิด”
“แล้วต่อจากนี้พวกเราจะทำอย่างไรดี?” หลิวเถี่ยถาม