ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 628 พรหมลิขิต
บทที่ 628 พรหมลิขิต
“ช่วยไม่ได้ ช่วยไม่ได้! เจ้ายังไม่รู้จักนิสัยของเสียวเป่ยอีกหรือ?”
จินเฟิงโบกมือ “เจ้าก็ชอบหาเรื่องใส่ตัว ปกติแกล้งต้าจ้วงก็แล้วไป แต่นี่เสียวเป่ยเจ้ายังกล้ายั่วยุนาง เจ้าไม่อยากแก่ตายหรือไร รนหาที่ตายชัด ๆ!”
โหวจื่อชอบล้อเล่นผู้คนอยู่แล้ว แต่ช่วงนี้มันเกินไปหน่อย
ช่วงนี้เดินทางก็เหนื่อยพอแล้ว ผลคือเมื่อคืนก่อนเขายังแกล้งต้าจ้วง บอกว่าหน่วยลาดตระเวนเจอหมูป่า และยุให้ต้าจ้วง พาคนไปล่าหมูป่า
เพื่อประหยัดเวลา ทุกคนกินแค่เสบียงแห้งระหว่างเดินทาง ถึงจะมีเนื้อแต่ก็เป็นเนื้อแห้ง ไม่ติดฟันก็ย่อยยาก
ช่วงนี้จินเฟิงจึงผอมลง
ต้าจ้วงคิดจะปรับปรุงอาหารให้จินเฟิง เลยพาคนมุดเข้าป่าไปล่าหมูป่า
แต่วนไปเกือบครึ่งคืน ค้นทั้งภูเขาจนทั่ว จับได้แค่กระต่ายป่า 3 ตัว ไม่เห็นแม้แต่เงาหมูป่าสักตัว
พอกลับมาที่ค่าย เห็นโหวจื่อนอนหัวเราะกลิ้งอยู่บนพื้น ถึงรู้ว่าโดนหลอก
ในชาติที่แล้ว จินเฟิงมีเพื่อนมัธยมต้นคนหนึ่งก็แบบนี้ โกหกไม่ได้หวังอะไร แค่อยากแกล้งคน
สุดท้ายทำให้ไม่ว่าเขาพูดอะไรก็ไม่มีใครเชื่อ จนไม่เหลือเพื่อนสักคน
พอเห็นไม่มีใครในโรงเรียนเชื่อแล้ว ก็โทรไปหลอกพ่อแม่ บอกว่าบ้านไฟไหม้ ทำให้พ่อต้องทิ้งงานรีบกลับบ้าน
นั่นเป็นครั้งแรกที่จินเฟิงเห็นคนโดนแขวนบนห่วงบาสแล้วตี เขาจำได้แม่นเลย
พอเข้ามหาวิทยาลัยถึงรู้ว่านี่เป็นโรคทางจิตอย่างหนึ่ง หากไม่สนใจ คนคนนี้ก็จะเล่นมุกใหญ่ขึ้นเรื่อย ๆ
เพราะอย่างนี้ ในคืนนั้นจินเฟิงเลยด่าโหวจื่อยับ แล้วยังลงโทษให้ยืนตากลมหนาวครึ่งคืนด้วย
เขาคิดว่าโหวจื่อจะสงบลงได้สักสองสามวัน แต่ไม่ทันไรก็ก่อเรื่องอีกแล้ว ทั้งยังมาแกล้งถังเสียวเป่ยอีก...
ถังเสียวเป่ยเป็นคนจำความแค้นได้ดี ครั้งนี้ถ้าไม่ถลกหนังโหวจื่อสักชั้นก็แปลกแล้ว
จินเฟิงปรารถนาให้มีคนมาจัดการโหวจื่อผู้นี้บ้าง ไม่ไปช่วยสุมไฟก็ถือว่ามีน้ำใจมากแล้ว จะให้ไปพูดแทนเขาได้อย่างไร?
“สมน้ำหน้าเจ้าปากมอม! จะไปยั่วโมโหใครก็ได้ แต่ดันไปยั่วโมโหคนอย่างนาง!”
ตอนนี้โหวจื่อสำนึกแล้ว เขาตบหน้าตัวเองฉาดใหญ่ “ครั้งนี้ตายแน่ๆ!”
“เจ้าพูดเมื่อครู่ว่าเจอเป่ยเชียนสวิน ไม่ได้พูดเล่นใช่หรือไม่?”
จินเฟิงถามขึ้นมาทันใด “เพราะหากเป็นเช่นนั้น เจ้าตายแน่”
“ไม่ใช่ ไม่ใช่!” โหวจื่อรีบส่ายหน้า “แม้ข้าจะชอบพูดเล่น แต่ก็ไม่ใช่คนโง่รายงานข้อมูลเท็จ แบบนั้นท่านอาจารย์คงทุบตีข้าจนตาย!”
“เหมือนว่าเจ้ายังหลงเหลือสติอยู่บ้าง!” จินเฟิงพูดอย่างไม่สบอารมณ์
ในขณะที่เขากำลังจะพูดอะไรต่อ ก็เห็นถังเสียวเป่ยพยุงเป่ยเชียนสวินที่ได้รับบาดเจ็บที่ขาเดินเข้ามาในค่าย
ตามหลังยังมีเด็กหญิงตัวน้อยอายุห้าหกขวบตามมาด้วย
โหวจื่อกลอกตาไปรอบหนึ่ง ก่อนจะทำความเคารพจินเฟิงแล้ววิ่งจากไป
“ดูสิว่าเสียวเป่ยจะจัดการโหวจื่อได้หรือเปล่า ถ้าจัดการไม่ได้ ก็ต้องเปลี่ยนคนแล้ว”
จินเฟิงมองแผ่นหลังของโหวจื่อ แล้วถอนหายใจอย่างจนใจ
โหวจื่อเป็นหน่วยลาดตระเวนที่ใช้งานได้ดีที่สุดใต้บังคับบัญชาของเขา แต่นิสัยชอบแกล้งคน ช่างน่ากลัวเหลือเกิน
จินเฟิงต้องพึ่งพาข่าวกรองจากหน่วยลาดตระเวนเพื่อประเมินสถานการณ์และตัดสินใจ
เมื่ออิทธิพลของจินเฟิงเพิ่มมากขึ้น การตัดสินใจที่สำคัญทุกครั้งของเขาล้วนเกี่ยวข้องกับเรื่องใหญ่โต
บางครั้งอาจเกี่ยวข้องถึงชัยชนะหรือความพ่ายแพ้ของการต่อสู้ด้วย
โหวจื่อเป็นผู้ดูแลหน่วยลาดตระเวน หากวันใดเขาไม่สามารถควบคุมตัวเองได้เหมือนเพื่อนร่วมชั้นมัธยมต้นคนนั้น เรื่องตลกก็จะกลายเป็นเรื่องใหญ่
“สามีที่รัก ช่วยข้าที!”
จินเฟิงได้ยินเสียงร้องของถังเสียวเป่ย จึงได้สติและรีบก้าวเข้าไปหา
เป่ยเชียนสวินในตอนนี้ ไม่มีความหยิ่งผยองและเฉียบขาดเหมือนตอนที่พวกเขาจากกันครั้งก่อน ขาข้างหนึ่งมีลูกธนูปักอยู่ เดินกะโผลกกะเผลกแทบจะพิงร่างทั้งหมดไว้กับถังเสียวเป่ย
ผมเผ้าของนางก็ยุ่งเหยิง
จินเฟิงคิดจะไปช่วยถังเสียวเป่ย แต่พอยื่นมือออกไปแล้วเขากลับชักมือกลับมา
ไม่เพียงแต่ไม่ได้ช่วย ยังถอยหลังไปสองก้าวด้วย ก่อนจะส่งสัญญาณให้ผู้คุ้มกันภัยสองคนเข้ามาช่วย
ถังเสียวเป่ยจ้องมองไปที่จินเฟิงด้วยสายตาตำหนิ
จินเฟิงรู้ว่านางต้องการให้เขาซื้อใจผู้คน การที่เขาเข้าไปพยุงด้วยตัวเองจะแสดงให้เห็นถึงความจริงใจได้มากกว่า
แต่เขาไม่กล้าจริง ๆ
ตอนที่ชิ่นเอ๋อร์เหยียบเท้าเขาที่ต้าหม่างพัว ทำให้เขาสงสัยในชีวิต
ชายหญิงไม่ควรสัมผัสใกล้ชิดกัน เป่ยเชียนสวินมีนิสัยประหลาดยิ่งกว่าชิ่นเอ๋อร์ หากนางคิดว่าเขาพยุงนางเพื่อฉวยโอกาส แล้วหันมาตบเขาตายอย่างไม่เป็นธรรม จะน่าเสียดายแค่ไหน
ขณะนี้เป็นช่วงพักชั่วคราว ยังไม่ได้ตั้งกระโจมพักแรม
โชคดีที่ถึงแม้ว่าโหวจื่อจะชอบพูดเหลวไหล แต่ก็ทำงานได้ค่อนข้างรอบคอบ เดาได้ว่าเป่ยเชียนสวินอาจจะต้องรักษาบาดแผล หลังจากออกไป เขาก็จัดการให้คนไปกางกระโจมอย่างง่าย ๆ ขึ้นมา
เมื่อเห็นถังเสียวเป่ยเดินมา จึงรีบก้มหัวคำนับต้อนรับ “ฮูหยิน ข้าสั่งให้คนกางกระโจมเรียบร้อยแล้ว หมอทหารกำลังรออยู่ข้างใน”
พูดจบ เขายังยื่นเสื้อผ้าสำหรับเปลี่ยนให้ด้วยความเอาใจ “ข้าเห็นว่าอาชิวกับแม่นางเชียนสวินมีส่วนสูงและรูปร่างใกล้เคียงกัน จึงไปยืมเสื้อผ้ามาจากนางหนึ่งชุด”
ถังเสียวเป่ยรับเสื้อผ้ามาทันที ก่อนจะจ้องมองโหวจื่อแวบหนึ่ง แล้วพาเป่ยเชียนสวินเข้าไปในกระโจม
ลูกธนูบนขาของเป่ยเชียนสวินอยู่ใกล้เส้นเลือดใหญ่มาก หมอทหารวุ่นวายอยู่นานกว่าหนึ่งชั่วยาม กว่าจะเอาหัวลูกธนูออกมาได้
ถึงแม้ว่าจินเฟิงจะร้อนใจ แต่ก็ทำได้แต่รอที่หน้ากระโจม
เขารอจนรักษาแผลเสร็จและเปลี่ยนเสื้อผ้าเรียบร้อย เวลาก็จวนจะมืดค่ำแล้ว
ตอนที่ถังเสียวเป่ยประคองเป่ยเชียนสวินออกมา ใบหน้าของนางซีดเซียวจนน่ากลัว เห็นได้ชัดว่าก่อนหน้านี้คงเสียเลือดมากเกินไป
ท่าทีก็ไม่เหมือนตอนที่พบกันครั้งก่อนที่เล่นสนุก นางเงยหน้ามองไปที่จินเฟิงและพูดอย่างอ่อนแรงว่า “ข้าเป็นหนี้ชีวิตเจ้าอีกแล้ว ขออภัยที่ทำให้การเดินทางของพวกเจ้าล่าช้า”
“พี่เชียนสวินพูดแบบนี้ก็ห่างเหินเกินไปแล้ว” ถังเสียวเป่ยพูดต่อ “”ไม่ต้องพูดถึงเรื่องที่พี่เคยช่วยชีวิตข้ามาก่อน ถึงแม้จะไม่เคย แค่ได้มาพบกันอีกครั้งห่างไกลถึงพันลี้ ก็ถือว่าเป็นพรหมลิขิตแล้ว!”
ถังเสียวเป่ยพูดแบบนี้ จินเฟิงก็ได้แต่กลั้นความร้อนใจเอาไว้ ก่อนจะยิ้มพลางส่ายหน้า “แม่นางเชียนสวินพูดเกินไปแล้ว”
“ท่านอาจารย์จิน ท่านอยากให้ข้าคุ้มครองท่านมิใช่หรือ?” เป่ยเชียนสวินเงยหน้ามองจินเฟิงก่อนจะพูดออกมาอย่างยากลำบาก “ท่านช่วยข้าทำเรื่องหนึ่ง ถ้าทำสำเร็จ ข้าจะคุ้มครองท่านหนึ่งปี!”
“เรื่องอะไร?”
จินเฟิงยังไม่ทันตอบ ถังเสียวเป่ยก็รีบถามแทรกขึ้นมาก่อน
“ช่วยทำลายรังโจรให้ข้าด้วยเถิด!” เป่ยเชียนสวินตอบ
“ท่านพี่เชียนสวิน ด้วยฝีมือของพี่ ยังมีโจรท้องถิ่นที่เจ้าจัดการไม่ได้อีกหรือ?” ถังเสียวเป่ยถาม
นางเคยเห็นฝีมือของเป่ยเชียนสวินมาก่อน ไม่ว่าจะเป็นการต่อสู้เป็นกลุ่มหรือการลอบสังหาร นางล้วนถนัดมาก
“รังโจรท้องถิ่นนี้ตั้งอยู่บนพื้นที่ขรุขระเกินไป หน้าผาแทบจะตั้งฉากขึ้นไป ข้าปีนขึ้นไปไม่ได้ ถ้าจะบุกเข้าไปตรง ๆ ละก็…”
เป่ยเชียนสวินพูดถึงตรงนี้แล้วก้มหน้ามองขาตัวเอง
แม้นางจะไม่ได้พูดออกมา แต่ถังเสียวเป่ยและจินเฟิงก็เข้าใจแล้ว
“ข้าได้ยินมาว่าท่านอาจารย์จินมีวิธีกวาดล้างพวกโจรเป็นอย่างดี ขอเพียงท่านช่วยข้ากำจัดโจรท้องถิ่นเหล่านี้ ข้ายินดีให้ท่านใช้งานข้าได้หนึ่งปีเต็ม!”
เป่ยเชียนสวินถาม “ท่านคิดเห็นเช่นไรหรือ?”
“สามีที่รัก…”ถังเสียวเป่ยส่งสายตาให้จินเฟิงอีกครั้ง
โหวจื่อ ต้าจ้วงและคนอื่น ๆ ที่แอบฟังอยู่ด้านข้างต่างมองจินเฟิงและรอคอยการตัดสินใจของเขา
สำหรับจินเฟิงผู้ครอบครองเร่อชี่ฉิวแล้ว ไม่ว่าพื้นที่จะชันเพียงใดก็ไร้ประโยชน์
เพียงแค่ขว้างระเบิดมือไปสองสามลูก ก็สามารถทำให้โจรท้องถิ่นที่เฝ้าทางเข้าวิ่งหนีได้แล้ว
ในตอนที่ทุกคนคิดว่าจินเฟิงจะตกลง กลับเห็นเขาส่ายหน้า