ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 646 แขวนศพนอกเมือง
บทที่ 646 แขวนศพนอกเมือง
“คงไม่ถึงขั้นก่อกบฏ แต่คบคนเช่นไรย่อมส่งผลเช่นนั้น องค์หญิงเก้าสนิทสนมกับจินเฟิงคนบ้านั่นมาก ใครจะรู้ว่านางจะทำอะไรออกมา!”
ชายเคราแพะเตือนว่า “ไม่ว่าอย่างไรก็ตาม เมื่อเข้าไปแล้วอย่าให้ใครพูดอะไรมั่ว ๆ โดยเฉพาะใต้เท้าสวี จงควบคุมปากของเจ้าให้ดี!”
หากเป็นยามปกติ เมื่อชายอ้วนสวีถูกชายเคราแพะตำหนิต่อหน้าเช่นนี้ เขาคงไม่ยอมแพ้แน่
แต่ครั้งนี้เขารู้ว่าสถานการณ์ร้ายแรง จึงได้แต่พยักหน้า
กลุ่มผู้มีอิทธิพลถูกนำตัวไปยังด้านข้างเรือนที่แยกตัวออกไป จากนั้นกลุ่มทหารก็เพิกเฉยต่อพวกเขาและทิ้งพวกเขาให้ยืนตากแดดอยู่ในสวน
พวกเขาถูกปล่อยทิ้งไว้อย่างนี้นานกว่าครึ่งชั่วยาม
ในตอนที่ความอดทนของผู้มีอิทธิพลใกล้จะหมดลง ในที่สุดองค์หญิงเก้าก็ปรากฏตัวพร้อมกับจินเฟิงและคนอื่น ๆ
“ท่านอาจารย์เคยกล่าวไว้ว่า สารภาพตามความจริงจะได้รับการผ่อนโทษ ข้าให้โอกาสพวกเจ้าเป็นครั้งสุดท้าย หากยอมรับผิดตอนนี้ ข้าจะไว้ชีวิตพวกเจ้า!”
“ไว้ชีวิตพวกข้า? อย่างไรกัน ทรงคิดจะฆ่าพวกข้าด้วยหรือ?”
“ให้พวกข้ายอมรับผิดอะไร? พวกข้าทำสิ่งใดผิด?”
“ใช่แล้ว ทรงตรัสอะไรพวกข้าไม่เข้าใจ!”
ในใจของชายอ้วนสวีและคนอื่นๆ คิดว่าองค์หญิงเก้าจะปฏิบัติต่อพวกเขาเหมือนกับที่ปฏิบัติต่อหัวหน้าขันที ที่ก็แค่ตีพวกเขาเพื่อระบายความโกรธ นี่ถือเป็นผลที่ร้ายแรงที่สุดแล้ว
ไม่เคยคิดเลยว่าองค์หญิงเก้าจะกล้าฆ่าพวกเขา
ถึงแม้จะเห็นสภาพอันน่าสังเวชของขันที แล้วแต่พวกเขาก็คิดเช่นนั้น
เพราะระหว่างกลุ่มผู้มีอิทธิพลก็มีกฎเกณฑ์ พวกเขาเป็นตัวแทนของตระกูลตนเอง หากองค์หญิงเก้าทำร้ายพวกเขา ก็ถือว่าได้ทำลายหน้าตระกูลเบื้องหลังพวกเขาแล้ว
เมื่อเรื่องมาถึงขั้นฆ่ากัน ก็ถือว่าเป็นสถานการณ์ที่ไม่มีทางออกแล้ว
ในงานนี้มีผู้มีอำนาจใหญ่โตมากกว่าสิบตระกูล หากองค์หญิงเก้าฆ่าพวกเขา ท้องพระโรงต้องสั่นสะเทือน
ความสงบเยือกเย็นและปัญญาขององค์หญิงเก้าเป็นที่กล่าวขานในหมู่ขุนนาง อีกทั้งหลายปีมานี้นางก็พยายามรักษาความสงบเรียบร้อยของแผ่นดินมาโดยตลอด
หากมิใช่สมองกลับด้าน นางคงไม่ทำการตัดสินใจที่ไร้ปัญญาเช่นนี้
ดังนั้นบรรดาผู้มีอิทธิพลจึงเห็นพ้องต้องกันว่า องค์หญิงเก้ากำลังขู่พวกเขาอยู่
แม้แต่ชายเคราแพะที่ใจเต้นระทึกอยู่ก่อนหน้า บัดนี้ก็ผ่อนคลายลงเล็กน้อย
ในสายตาของเขา การกระทำเช่นนี้ขององค์หญิงเก้า เป็นการแสดงออกถึงความหวาดกลัว
“ข้าให้โอกาสพวกเจ้าแล้ว แต่พวกเจ้ากลับไม่เห็นคุณค่า”
องค์หญิงเก้าถอนหายใจพลางส่ายหน้า “ในเมื่อพวกเจ้าไม่เห็นโลงศพไม่หลั่งน้ำตา ข้าก็จะทำตามใจพวกเจ้า! นำตัวพวกเขาเข้ามา!”
เสียงพูดเพิ่งจะจบลง ทหารก็ควบคุมตัวผู้คนกลุ่มหนึ่งเข้ามาในลาน
เมื่อเห็นคนกลุ่มนี้ ใบหน้าของบรรดาผู้มีอิทธิพลก็ซีดเผือดไปตาม ๆ กัน
รวมถึงชายเคราแพะที่ดูมั่นใจก่อนหน้านี้ด้วย
คนที่ถูกนำตัวมานี้ก็คือพวกนักฆ่าที่แต่ละตระกูลเลี้ยงดูไว้
และใช้คนเหล่านี้เป็นตัวแทนในการควบคุมบังคับบัญชาโจรท้องถิ่น
แม้ระหว่างพวกนักฆ่ากับโจรท้องถิ่นจะยังมีคนอื่นคั่นกลางอยู่ แต่ในเมื่อองค์หญิงเก้าตามหาคนกลุ่มนี้เจอ นางก็ย่อมตามหาคนที่เหลือเจอด้วย
และในที่สุด ใต้เท้าโจวก็เข้าใจ
ก่อนหน้านี้ องค์หญิงเก้าไม่ได้ตั้งใจเมินเฉยพวกเขา แต่กำลังรอให้ชิ่งซินเหยาไปจับคนเหล่านี้มา
“ตอนนี้พูดได้หรือยัง?”
องค์หญิงเก้ามองกลุ่มผู้มีอิทธิพลที่เหงื่อท่วมหัวด้วยสีหน้าเย็นชา พลางเย้ยหยันว่า “ถ้าพูดตอนนี้ ข้าจะให้ศพของพวกเจ้าอยู่ครบ!”
เพิ่งจะพูดจบ ใต้เท้าโจวก็เชิดคอพูดขึ้นมาว่า “พวกข้าไม่รู้ว่าองค์หญิงต้องการให้พวกข้าพูดสิ่งใด!”
จนถึงตอนนี้ เขายังหวังลม ๆ แล้ง ๆ อยู่ว่า องค์หญิงเก้าคงไม่กล้าฆ่าพวกเขาตามอำเภอใจหรอก
แต่การสมคบคิดกับโจรท้องถิ่นนั้นมีโทษประหาร เขาเป็นห่วงจริง ๆ ว่าจะมีคนถูกองค์หญิงเก้าข่มขู่จนตกใจ แล้วสารภาพออกมาหมด
หากเป็นอย่างนั้นก็จบกันพอดี
“ดูเหมือนใต้เท้าโจวจะยังไม่ยอมแพ้นะ! ดีมาก เช่นนั้นข้าจะทำให้พวกเจ้าต้องยอมแพ้เอง!”
องค์หญิงเก้าพูดพลางส่งสายตาให้ชิ่งมู่หลาน
ชิ่งมู่หลานตะโกนออกไปด้านนอก ทหารสองนายก็ยกกระบุงใบหนึ่งเข้ามา
!!!
จดหมายมากมายถูกเทออกมาจากกระบุง กระจัดกระจายเต็มพื้น
เห็นซองจดหมายแล้ว พวกเขาต่างพากันตกใจจนทรุดตัวลง
เพราะนี่คือจดหมายที่พวกเขาติดต่อไปมากับพวกขุนนางฉ้อฉล สามารถใช้เป็นหลักฐานยืนยันได้เลยว่า พวกเขาอยู่เบื้องหลังการควบคุมโจรท้องถิ่นอย่างลับ ๆ
คิดถึงตรงนี้แล้ว บรรดาผู้มีอำนาจต่างพากันหันไปมองด้วยความโกรธเคืองไปยังผู้ที่เป็นมือขวาของตน
เพื่อป้องกันไม่ให้ใครปลอมแปลง จดหมายทุกฉบับจึงมีตราประทับของแต่ละตระกูลกำกับไว้
ตามกฎแล้ว จดหมายเหล่านี้เมื่ออ่านเสร็จแล้วต้องทำลายทิ้งทันที
ตอนนี้ตกมาอยู่ในมือขององค์หญิงเก้า แสดงว่าพวกมือขวาของพวกเขาไม่ปฏิบัติตามกฎและแอบเก็บจดหมายเอาไว้
ส่วนเหตุผลที่เก็บเอาไว้ก็ชัดเจนอยู่แล้ว ก็เพื่อป้องกันไม่ให้ถูกแต่ละตระกูลกำจัดหลังจากใช้งานเสร็จ
พวกมือขวาส่งมอบจดหมายหลายร้อยฉบับออกมา ต้องได้ทำข้อตกลงบางอย่างกับองค์หญิงเก้าแน่นอน
ดังนั้นต่อไปก็จะต้องมีพยานมาชี้ตัวพวกเขา
บวกกับจดหมายอีก มีทั้งพยานบุคคลและพยานวัตถุครบหมดเลย!
“ตอนนี้ข้าจะให้โอกาสพวกเจ้าอีกครั้ง”
องค์หญิงเก้ากล่าว “ผู้ใดยินยอมส่งมอบเสบียงที่กักตุนไว้โดยสมัครใจ ข้าจะให้คนไปเก็บศพให้ มิฉะนั้นจะต้องถูกแขวนร่างไว้นอกเมือง ถูกชาวบ้านดูหมิ่นชั่วกาลนาน!”
“แขวนศพนอกเมือง?!”
พวกผู้มีอำนาจต่างตกใจจนตัวแข็งทื่อ
การแขวนศพนอกเมืองเป็นการลงโทษที่รุนแรงยิ่งกว่าการตัดศีรษะ
คนที่มีความผิดมหันต์ ไม่ฆ่าก็ไม่สาสมกับความแค้นของชาวบ้าน จึงจะถูกตัดสินลงโทษเช่นนี้
ในยุคสังคมศักดินา ไม่เพียงแต่ชาวบ้านที่เชื่อถือไสยศาสตร์แม้แต่ผู้มีอำนาจก็เช่นกัน
ถ้าถูกแขวนคอนอกเมือง ย่อมจะถูกชาวบ้านถ่มน้ำลายชั่วกัปชั่วกัลป์ หากโชคร้ายอาจจะถูกบันทึกลงในหน้าประวัติศาสตร์ นั่นก็จะเป็นรอยด่างพร้อยไปชั่วนิรันดร์
ตามคำกล่าวของชาวบ้านแคว้นต้าคัง คนเช่นนี้ต่อให้ตายไปแล้วก็ไม่อาจเวียนว่ายตายเกิด จะต้องทนทุกข์ทรมานไม่รู้จบสิ้นในนรกสิบแปดชั้น
“พวกเจ้าน่าจะรู้ดีว่าข้ามีวิธีการอย่างไร ต่อให้พวกเจ้าตายไปแล้ว ข้าก็ยังสามารถยึดเสบียงที่พวกเจ้ากักตุนไว้มาครอบครองได้อยู่ดี!”
องค์หญิงเก้ากล่าวอีกครั้ง “ดังนั้น นี่จึงเป็นโอกาสสุดท้ายของพวกเจ้า!”
น้ำเสียงขององค์หญิงเก้ายังคงนิ่งสงบ แต่ถ้อยคำที่เอ่ยออกมากลับเย็นยะเยือกยิ่งกว่าลมหนาว
“องค์หญิง ทรงทำเช่นนี้ไม่ได้!”
ชายเคราแพะยังคงดื้อดึงขัดขืน “พวกข้าล้วนมียศถาบรรดาศักดิ์ติดตัว เป็นขุนนางที่ราชสำนักแต่งตั้ง บรรพบุรุษก็ล้วนทำคุณงามความดีให้แคว้นต้าคังมาก่อน พระองค์ไม่ควรสังหารพวกข้า!”
“พวกเจ้ายังมีหน้ามาอ้างตัวเองว่าเป็นขุนนางที่ราชสำนักแต่งตั้ง ยังมีหน้ามาอ้างว่ามียศถาบรรดาศักดิ์อีกหรือ? ขุนนางที่ราชสำนักแต่งตั้งจะมาก่อกวนราษฎรเช่นนี้ได้อย่างไร? ตอนที่พวกเจ้าสอบบรรจุ ตำราที่พวกเจ้าอ่านนั้น สอนให้พวกเจ้ามาขูดรีดราษฎร ฉวยโอกาสจากภัยพิบัติหรือ?”
ไฟโทสะขององค์หญิงเก้าถูกจุดโดยชายเคราแพะ นางตะโกนอย่างกราดเกรี้ยว “บรรพบุรุษของพวกเจ้าเคยทำคุณงามความดีให้แคว้นต้าคัง แคว้นต้าคังเคยเอาเปรียบพวกเจ้าหรือ? ให้พวกเจ้ามีชีวิตสุขสบายหลายชั่วอายุคน แต่พวกเจ้าเล่า? นี่คือวิธีที่พวกเจ้าตอบแทนแคว้นต้าคัง ตอบแทนราชวงศ์หรือ?
การกระทำที่ทำลายคุณธรรม ขัดต่อสวรรค์ ยั่วยุให้ผู้คนโกรธแค้นเช่นนี้ ราษฎรจะต้องโทษว่าเป็นความผิดของราชสำนัก เป็นความผิดของราชวงศ์ข้า! พวกเจ้าคู่ควรกับความไว้วางใจที่ฝ่าบาททรงมีต่อพวกเจ้าหรือ?”
“ถึงอย่างนั้นก็ควรเป็นฝ่าบาทลงโทษพวกข้าด้วยพระองค์เอง ไม่ใช่เรื่องที่องค์หญิงจะมาข้องเกี่ยว!”
ชายเคราแพะยังคงเถียงแก้ตัว
“ภัยพิบัติที่ชวนสู่ร้ายแรงเร่งด่วน เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง ข้าจำต้องใช้อำนาจตัดสินใจเองก่อนแล้วค่อยกราบทูลภายหลัง ข้าจะอธิบายกับฝ่าบาทเองในภายหลัง!”
องค์หญิงเก้ากล่าว “สิ่งที่พวกเจ้าต้องทำตอนนี้คือรีบตัดสินใจ จะถูกแขวนคอนอกเมือง หรือจะยอมส่งมอบเสบียง!”
“ข้าจะไม่ยอมส่งมอบเสบียงหรอก หากมีปัญญาก็ฆ่าข้าซะ!”
ชายเคราแพะยังคงพนันอยู่ และยังเชื่อว่าองค์หญิงเก้าไม่กล้าฆ่าเขา
น่าเสียดายที่เขาพนันผิด
“ในเมื่อเจ้าปรารถนาความตายถึงเพียงนี้ ข้าก็จะมอบให้เจ้าสมใจ!”
องค์หญิงเก้ากล่าวเสียงเย็นชา “ชิ่นเอ่อร์ ฟัน!”
ชิ่นเอ่อร์ชักดาบทมิฬออกมาและเดินไปหาชายเคราแพะ
“เจ้ากล้า…”
ชายเคราแพะเพิ่งพูดไปได้สองพยางค์ ก็รู้สึกเย็นวาบที่ลำคอ จากนั้นภาพรอบตัวก็หมุนวน
วินาทีถัดมา สติสัมปชัญญะก็ดุจผงธุลีบนพื้น ถูกสายลมพัดกระจัดกระจายจมดิ่งสู่ความเงียบงัน