ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 676 สิ่งที่ประชาชนโหยหาย
- Home
- ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์
- บทที่ 676 สิ่งที่ประชาชนโหยหาย
บทที่ 676 สิ่งที่ประชาชนโหยหาย
“ผู้อาวุโสทุกท่านลุกขึ้นเถิด ทุกคนลุกขึ้นเถิด”
จินเฟิงไม่คิดว่าเรื่องแบบนี้จะเกิดขึ้น จึงรีบกระโดดลงจากคันดินไปพยุงคนชราขึ้น
“ท่านอาจารย์ รีบไปกองบัญชาการเถิด ที่ตรงนี้คนเยอะเกินไป พยุงตัวพวกเขาขึ้นจนถึงค่ำก็ทำไม่หมด”
หัวหน้ากองร้อยพาลูกน้องตรึงกำลังป้องกันจินเฟิงพร้อมกับเกลี้ยกล่อม
ก่อนหน้านี้เขาติดตามจินเฟิงอยู่ที่เมืองซื่อชวนตลอด รู้ชัดเจนว่าจินเฟิงทำอะไรมาบ้าง
เขาฆ่าขุนนางชั่วมาหลายคน หากมีคนปะปนอยู่ในหมู่ประชาชนและฉวยโอกาสที่จินเฟิงเข้าใกล้ ลงมือแทงเพียงครั้งเดียวก็จบเห่
จางเหลียงต้องถลกหนังเขาแน่
“ท่านอาจารย์ ที่นี่วุ่นวายเกินไป ไปเถอะ”
เป่ยเชียนสวินผู้ซึ่งไม่ค่อยพูดก็ดึงแขนจินเฟิง
“ตกลง”
จินเฟิงเข้าใจว่าหัวหน้ากองร้อยและเป่ยเชียนสวินเป็นห่วง จึงไม่ขัดขืนและเดินกลับขึ้นไปบนถนนภายใต้การคุ้มกันของผู้คุ้มกันภัย
เขาเหลียวหลังกลับไปมองประชาชนที่คุกเข่าเต็มพื้น ในใจก็รู้สึกซาบซึ้งอย่างมาก
ครั้งนี้ที่รวบรวมเสบียงบรรเทาทุกข์ นอกจากไม่อยากเห็นประชาชนหนาวตายอดตาย ที่จริงก็มีความคิดเห็นแก่ตัวอยู่บ้าง
จินเฟิงอยากฉวยโอกาสนี้ทำให้ชื่อเสียงของหอการค้าและโรงแลกเงินจินชวนเป็นที่รู้จัก
เมื่อมีชื่อเสียงแล้วต่อไปการค้าก็จะทำได้ง่ายขึ้น
ตอนนี้ดูเหมือนว่าแผนของเขาจะประสบผลสำเร็จอย่างมาก
ประชาชนไม่เพียงแต่รู้จักโรงแลกเงินจินชวน ยังรู้สึกขอบคุณโรงแลกเงินอย่างมาก
ปัจจุบันสตรีและบุรุษที่ทำงานในโรงแลกเงิน กลายเป็นที่หมายปอง ทุกวันมีคนมาถามพวกเขาว่าแต่งงานหรือยัง
ลูกจ้างของโรงแลกเงินโดยพื้นฐานแล้วล้วนเป็นคนที่จูหลิงหลงซื้อตัวมาจากตลาดนายหน้า แทบทั้งหมดล้วนยังไม่ได้แต่งงาน
เมื่อชาวบ้านรู้เรื่องนี้ ทุกวันก็มีแต่คนมาขอแต่งงาน ทำให้โรงแลกเงินไม่สามารถดำเนินงานตามปกติได้
จูหลิงหลงไม่มีทางเลือก จึงอยากเรียนแบบกวนเสี่ยวโหรวโดยการไปฝากชิ่งซินเหยาให้ช่วยเหลือ และจดทะเบียนหญิงสาวทั้งหมดเป็นอนุภรรยาของจินเฟิง ส่วนบุรุษก็กลายเป็นทาสทั้งหมด
บังเอิญที่ครั้งนี้จินเฟิงอยู่ที่ซื่อชวน พอรู้เรื่องนี้ก็รีบขัดขวาง
“ท่านอาจารย์ ทรัพย์สินเงินทองย่อมเย้ายวนใจผู้คน โรงแลกเงินต้องติดต่อกับเงินและเสบียงทุกวัน ต้องอยู่ในมือของคนของเรา ต่อไปทุกคนกลายเป็นคนในครอบครัวเดียวกับท่าน ก็จะไม่มีใครคิดคดทรัพย์สินของท่านอีกแล้ว”
ตอนนั้นจูหลิงหลงเกลี้ยกล่อมจินเฟิงว่า “อย่างไรท่านก็คงไม่ทำอะไรพวกนางจริง ๆ ก็ไม่เสียหายต่อการที่พวกนางจะแต่งงาน ต่อไปอยากแต่งงานก็ขอหย่าก็ได้มิใช่หรือ?”
ที่จริงองค์หญิงเก้าและชิ่งซินเหยาก็รู้สึกว่าจูหลิงหลงพูดถูก แต่จินเฟิงก็ไม่เห็นด้วย
จูหลิงหลงไม่มีทางเลือกจึงให้คนนำป้ายไปแขวนไว้ที่จุดรับเรื่องกู้ยืมข้าวของโรงแลกเงินและเขียนไว้ว่า ‘หากยังมาขอแต่งงานและรบกวนการทำงานปกติของโรงแลกเงิน จะถูกตัดสิทธิ์การกู้ยืมข้าว’
ตอนนี้ชาวบ้านต้องพึ่งพาการกู้ยืมข้าวจากโรงแลกเงินเพื่อประทังชีวิต เมื่อป้ายนี้ถูกติดขึ้น ในที่สุดก็ไม่มีใครมาติดต่อทาบทามอีก
แม้ว่าเรื่องนี้จะไม่ใช่เรื่องใหญ่ แต่ทำให้จินเฟิงสัมผัสได้ถึงความจริงใจของประชาชน
ต้าคังไม่มีเครื่องจักร การขุดคลองขนดินล้วนอาศัยแรงงานคน ทุกคนทำงานหนักมาทั้งวัน ถ้าไม่รู้สึกขอบคุณจริง ๆ ใครจะเสียเวลามาขอแต่งงาน
สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ทำให้จินเฟิงสะเทือนใจยิ่งกว่า
ไม่ว่าจะเป็นชาวบ้านที่สร้างถนนซ่อมสะพานให้เขา หรือชาวบ้านที่ขุดคลองส่งน้ำให้องค์หญิงเก้า ที่จริงแล้วไม่มีใครได้ค่าจ้าง
แค่มีข้าวให้กินวันละสามมื้อ แล้วก็ให้ข้าวเป็นค่าจ้าง
ไม่ใช่ว่าจินเฟิงโลภไม่อยากให้ค่าตอบแทนชาวบ้านมากกว่านี้ แต่เงินในมือเขาก็มีจำกัด ราคาข้าวในเจียงหนานก็พุ่งสูงขึ้นเรื่อย ๆ เขาทำได้แค่นี้ ถึงจะช่วยชีวิตผู้คนได้มากขึ้น
ในชีวิตที่แล้วเพื่อที่จะหาเงินมากขึ้น ช่วงปิดเทอมฤดูร้อนจินเฟิงก็ไปทำงานก่อสร้างชั่วคราว
เพราะไม่มีฝีมือ จึงทำได้แค่เป็นกุลีเข็นรถสาลี่
แม้ว่าจะเหนื่อยมาก แต่ได้ค่าจ้างวันละร้อยแปดสิบหยวน
นั่นยังเป็นราคาค่าแรงสมัยที่เขาเรียนมหาวิทยาลัย ต่อมาได้ยินว่าขึ้นราคาแล้ว
ถ้ามีฝีมือไปเป็นช่างเหล็ก ช่างไม้ หรือช่างเทคนิค วันหนึ่งก็ได้ 300-500 หากรับเหมาเองก็ได้มากกว่านี้
ในมุมมองของจินเฟิง งานที่ชาวบ้านทำตอนนี้หนักเกินไป ส่วนค่าตอบแทนที่เขากำหนดไว้นั้นน้อยเกินไป
ก่อนจะมาถึงสถานที่ก่อสร้าง ในใจก็ยังมีความกังวลอยู่บ้างกลัวว่าชาวบ้านจะด่าเขา
ใครจะไปรู้ว่าชาวบ้านไม่เพียงแต่ไม่ด่าเขา ยังคำนับเขาถึงกับบอกว่าเขามีเมตตาธรรมอันยิ่งใหญ่
สิ่งนี้ทำให้จินเฟิงรู้สึกสะเทือนใจอย่างมาก
เมื่อกลับขึ้นไปบนถนน เขาก็ไม่ได้จากไปทันที แต่หยิบโทรโข่งแผ่นเหล็กออกมาจากย่ามของต้าหลิว
ช่วงนี้เวลาเว่ยต้าถงเรียกประชุมกับชาวบ้าน ล้วนใช้โทรโข่งแผ่นเหล็กตะโกน ดังนั้นเมื่อเห็นท่าทางของจินเฟิง ทุกคนก็รู้ว่าเขามีเรื่องจะพูด ต่างพากันเงียบลงโดยไม่ได้นัดหมาย
“พ่อแม่พี่น้องลุกขึ้นเถิด”
จินเฟิงยกโทรโข่งขึ้นตะโกน “ข้าเป็นแค่คนหนุ่มคนหนึ่ง พวกท่านทำแบบนี้ ไม่เท่ากับอายุข้าจะสั้นลงหรือ?”
“ท่านอาจารย์จิน ถ้าไม่ใช่ท่าน ข้าก็ไม่รู้จะตายอยู่ที่ไหน นี่เป็นบุญคุณที่ช่วยชีวิต คารวะท่านสักครั้งก็สมควรแล้ว”
คนชราที่จินเฟิงพยุงขึ้นมาก่อนหน้านี้พูดทั้งน้ำตา
“อย่าพูดเช่นนั้นเลย ทำงานแลกเงินเป็นเรื่องถูกต้อง พวกเจ้าทำงานแล้วก็ควรได้รับค่าตอบแทน ไม่จำเป็นต้องทำเช่นนี้หรอก ยิ่งไปกว่านั้นข้าวสารที่ใช้เป็นค่าจ้างในการขุดคลองนั้นก็เป็นของที่องค์หญิงเก้าทรงจัดสรร หอการค้าเป็นเพียงตัวแทนในการแจกจ่าย”
จินเฟิงกล่าวว่า “พูดตามตรง ข้าและองค์หญิงความสามารถมีจำกัด พวกเจ้าทำงานหนักขนาดนี้ แต่กลับให้ค่าจ้างเพียงเท่านี้ ข้าและองค์หญิงรู้สึกผิดกับพวกเจ้าจริง ๆ”
“ท่านอาจารย์อย่าได้พูดเช่นนั้น”
คนชรารีบโบกมือ “ก่อนนี้การซ่อมถนนซ่อมสะพานขุดคลองส่งน้ำล้วนเป็นแรงงานเกณฑ์ ไม่เพียงแต่ไม่ได้ค่าจ้าง ยังต้องเตรียมเสบียงและเครื่องมือมาเอง ท่านอาจารย์ไม่เพียงแต่เลี้ยงข้าว ยังให้ข้าวแก่ข้า ทำให้ข้าได้เลี้ยงดูหลาน ๆ ได้ ข้าอายุปูนนี้แล้ว นี่เป็นครั้งแรกที่ได้เห็นคนใจบุญอย่างท่านและองค์หญิงเก้า”
“ใช่แล้ว ท่านอาจารย์ หากไม่ใช่ท่านกับองค์หญิงเก้ารับพวกเราไปทำงาน พวกเราทั้งครอบครัวคงอดตายกันหมดแล้ว”
“ตอนนี้ข้าและภรรยาทำงานที่พื้นที่ก่อสร้าง ตัวเองกินอิ่มแล้ว ยังหาข้าวเลี้ยงดูแม่และลูก ๆ ได้อีกด้วย”
ชาวบ้านคนอื่น ๆ ก็พูดสนับสนุน
“ท่านอาจารย์รีบไปเถิด”
หัวหน้ากองร้อยเห็นชาวบ้านมากันมากขึ้นเรื่อย ๆ ก็รีบพูดอย่างร้อนใจ
“ไปเถอะ”
จินเฟิงโบกมือให้ชาวบ้านรอบ ๆ ก่อนจากไปภายใต้การคุ้มกันของผู้คุ้มกัน
องค์หญิงเก้าเดินตามหลัง มองแผ่นหลังของจินเฟิงด้วยแววตาที่ซับซ้อน
ครั้งสุดท้ายที่ได้เห็นภาพชาวบ้านมากราบไหว้พร้อมกันแบบนี้ คือตอนที่นางติดตามฮ่องเต้ไปร่วมพิธีรำลึกถึงบรรพบุรุษ เพื่อเอาใจฮ่องเต้ กรมพิธีการและกรมคลังได้จัดประชาชนกว่าหมื่นคนมาร่วมงาน โดยให้ชื่อว่า ‘พสกนิกรรวมใจ’
องค์หญิงเก้ารู้ดีว่าการร้องขอพรของประชาชนหมื่นคนในครั้งนั้น ที่จริงแล้วก็ไม่ต่างอะไรกับการเกณฑ์แรงงาน เป็นกรมพิธีการและ กรมคลังที่บังคับชาวบ้านไป
หลังจากนั้น ไม่รู้ว่าชาวบ้านจะด่าฝ่าบาทว่าอย่างไร
แต่คราวนี้ต่างออกไป
การที่ชาวบ้านคำนับจินเฟิงเป็นความซาบซึ้งใจที่มาจากใจจริง ๆ
อะไรสำคัญกว่ากัน เห็นได้ชัดเจน
อะไรคือใจประชาชน
นี่แหละคือใจประชาชน
ถ้านางไม่ใช่องค์หญิง ถ้าฮ่องเต้ไม่ใช่บิดาของนาง องค์หญิงเก้าคงยุให้จินเฟิงก่อกบฏไปนานแล้ว
ที่จริงแล้ว ถ้าไม่ใช่นางห้ามไว้ จินเฟิงคงฆ่านายอำเภอเพื่อก่อกบฏไปแล้ว
ครั้งนี้นางมาทัน แล้วครั้งหน้าล่ะ?
วิธีที่จะตัดความคิดก่อกบฏของจินเฟิงให้สิ้นซากมีหนทางเดียว
คือทำให้จินเฟิงกลายเป็นพวกเดียวกัน
เมื่อคิดถึงตรงนี้ แววตาขององค์หญิงเก้าก็เปลี่ยนเป็นมุ่งมั่นขึ้นมาทันที