ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 698 ผ้าสู่ปู้
บทที่ 698 ผ้าสู่ปู้
“หาไม่พบหรือ?”
จินเฟิงรู้สึกใจหายวาบ
องค์หญิงเก้าไม่เพียงแต่พาชิ่นเอ๋อร์กับจูเอ๋อร์ไปด้วยเท่านั้น แต่ยังพาฉินหมิงกับองครักษ์อีกกลุ่มใหญ่ไปด้วย เป้าหมายใหญ่ขนาดนี้ ไม่น่าจะหายตัวไปได้
ชิ่งซินเหยาเห็นสีหน้าของจินเฟิงไม่สู้ดีนัก จึงรีบกล่าวว่า “ท่านอาจารย์อย่าได้กังวลไปเลย พระองค์ทรงรักและเอ็นดูองค์หญิงอู่หยางยิ่งนัก พระองค์จะไม่ทรงทำอันตรายองค์หญิงเป็นแน่ ข้าและท่านลุงต่างก็คาดเดาว่า ที่พระองค์ทรงพาองค์หญิงอู่หยางไปเช่นนี้ คงจะเป็นการปกป้องตัวนางมากกว่า”
“ปกป้องนางหรือ?” จินเฟิงเอ่ยถาม “หมายความว่าอย่างไร?”
“ครั้งนี้อู่หยางสังหารเหล่าขุนนางใหญ่ไปมากนัก แม้แต่ตระกูลใหญ่โตในเมืองหลวงนางก็สร้างความแค้นไว้เกินครึ่ง!”
ชิ่งซินเหยาเอ่ยขึ้น “แต่ไหนแต่ไรมา การช่วงชิงอำนาจของเหล่าขุนนางล้วนไม่ปลงชีวิตกันตรง ๆ ครั้งนี้นับว่าอู่หยางทำลายกฎ หากพวกมันรู้ว่านางกลับมายังเมืองหลวง คงไม่ยอมปล่อยนางไปง่าย ๆ เป็นแน่”
“พวกมันสมควรตาย!”
จินเฟิงกล่าวเสียงเย็น
แท้จริงแล้ว เขารู้ดีว่าการสังหารขุนนางใหญ่จะนำมาซึ่งปัญหาไม่รู้จบ ครั้งนั้นเขาจึงเตรียมใจก่อกบฏไว้แล้ว
แต่อย่างไรก็ตาม องค์หญิงเก้าขอเป็นผู้สั่งให้ลงมือ จินเฟิงเห็นว่าเป็นเหตุชอบธรรมจึงยินยอมแต่โดยดี
ถึงกระนั้นจินเฟิงก็ยังคงกำชับองค์หญิงเก้าไม่ให้เสด็จออกจากชวนสู่เป็นอันขาด
ด้วยกองกำลังของสำนักคุ้มภัยในชวนสู่ในตอนนี้ แม้ฝ่ายอำมาตย์จะยกมาคับคั่งเพียงใด เขาก็ยังมั่นใจว่าสามารถรับมือได้อย่างไม่เกรงกลัว
ยิ่งไปกว่านั้น พวกเขายังมั่นใจว่าจะสามารถถอยทัพกลับจินชวนได้อย่างปลอดภัย
“ท่านอาจารย์ อู่หยางอยู่ในเมืองหลวงมานานปี ย่อมต้องมีจุดอ่อนของเหล่าขุนนางในมือไม่น้อย บัดนี้นางกลับไปยังเมืองหลวง ย่อมเตรียมการไว้พร้อมแล้ว ท่านอย่าได้กังวลไปเลย รอฟังข่าวจากนางก็พอ” ชิ่งซินเหยากล่าวปลอบ
“ข้าเข้าใจ” จินเฟิงพยักหน้า “ขอบคุณใต้เท้าชิ่งที่มาแจ้งข่าวให้ข้าทราบ ขอเพียงอู่หยางปลอดภัย ข้าจะไม่ทำอะไรวู่วาม”
“เช่นนั้นก็ดี” ชิ่งซินเหยาครุ่นคิดชั่วครู่เอ่ยถาม “ท่านอาจารย์ มู่หลานบอกว่าเมื่อวานตอนบ่ายหลังจากที่ท่านทราบเรื่องของนางแล้วก็ให้คนปล่อยนกพิราบสื่อสารออกไปหลายตัว ข้าขออนุญาตซักถาม ท่านทำเช่นนั้นเพราะเหตุใดหรือ?”
“ไม่มีอะไรหรอก ตอนที่ข้าออกมารีบร้อนไปหน่อย ลืมดับเตาที่ห้องทดลอง เลยบอกภรรยาให้ช่วยไปดับไฟ มิเช่นนั้นห้องทดลองคงไหม้เป็นจุณ” จินเฟิงกุเรื่องขึ้นอย่างไม่ใส่ใจ
ชิ่งซินเหยาได้ยินคำตอบนั้น ใบหน้าก็บึ้งตึงขึ้นมาทันที
ไม่อยากบอกก็ไม่ต้องบอก แต่ช่วยมีเหตุผลอื่นที่ดีกว่านี้ได้หรือไม่!
แค่เตาอันเดียว จะใช้พิราบสื่อสารเลยหรือ?
ทั้งยังส่งตั้งหลายฉบับ…
จินเฟิงแสร้งทำเป็นไม่พูด ชิ่งซินเหยาก็ไม่อยากซักไซ้มากความ ทั้งสองสนทนากันอีกเล็กน้อย ชิ่งซินเหยาจึงลากลับไป
บัดนี้ยามเหม่าแล้ว จินเฟิงก็ไม่อยากจะนอนต่อจึงลุกขึ้นนั่งที่โต๊ะเพื่อทบทวนเรื่องราวที่เกิดขึ้น
องค์หญิงเก้ายืนกรานจะกลับเมืองหลวงแปลว่าต้องมีเรื่องที่ไม่ยอมปริปากแน่ ๆ
แต่เหตุผลนี้คืออะไร จินเฟิงไม่รู้อะไรเลย
เขารู้เรื่องสิทธิ์ของผู้มีอำนาจในเมืองหลวงน้อยเกินไป จึงไม่มีทางเดาถูก
ยิ่งไปกว่านั้น ตอนนี้ฝ่าบาทก็เข้ามาเกี่ยวข้องด้วย
คิดไม่ออกก็ไม่ต้องคิด
รอพบองค์หญิงเก้าทุกอย่างจะกระจ่างเอง
ที่ชิ่งซินเหยาพูดไว้ก็เป็นไปได้ ฝ่าบาททรงส่งทหารรักษาพระองค์มารับองค์หญิงเก้าไป คาดว่าเป็นเพราะต้องการคุ้มครองนาง
เรื่องนี้ทำให้จินเฟิงคลายกังวลลงไปได้ไม่น้อย
รุ่งเช้า เว่ยต้าถงก็มาถึง
เมื่อทราบว่าชิ่งซินเหยามา เว่ยต้าถงจึงคิดจะไปคารวะ ทว่าชิ่งซินเหยาเข้านอนไปเสียแล้ว เขาจึงได้แต่ยอมเลิกราไปก่อน
เมื่อกินมื้อเช้าเสร็จ จินเฟิงเอ่ยลาชิ่งมู่หลานจากนั้นจึงพาเป่ยเชียนสวิน ต้าหลิว จงหลิงเอ่อร์และคนอื่น ๆ ออกจากพื้นที่ก่อสร้างตูเจียงเยี่ยนและมุ่งหน้าไปยังตำบลเหมาหลิ่ง
หลังจากออกสำรวจตำบลเหมาหลิ่งและตำบลชีหลางจนถึงยามบ่าย พวกข้าก็วางแผนขุดร่องน้ำเสร็จสิ้น จินเฟิงจึงนำขบวนมุ่งหน้าสู่จินชวนทันที
ยามบ่ายของวันถัดไป เมื่อเดินทางกลับถึงซีเหอวาน กวานเสี่ยวโหรว ถังเสียวเป่ยและจางเหลียงก็มารอรับอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านแล้ว
“พี่เหลียง จัดเตรียมกำลังพลเรียบร้อยแล้วหรือไม่?”
จินเฟิงกระโดดลงจากหลังม้า ก่อนจะโยนบังเหียนให้ต้าหลิว
“พี่น้องในหมู่บ้านรวมตัวกันพร้อมแล้ว พวกข้าสามารถออกเดินทางได้ทุกเมื่อ” จางเหลียงตอบ “ส่วนพี่น้องที่อยู่ต่างถิ่น ข้าได้แจ้งพวกเขาแล้ว แต่ติดที่พวกเขายังมีงานค้างคา จึงจำเป็นต้องมอบหมายงานให้ผู้อื่นก่อน”
นับแต่ครั้งที่พวกโจรท้องถิ่นมาก่อเรื่อง จางเหลียงก็เพิ่มกำลังป้องกันซีเหอวานให้เข้มงวดขึ้น
ทหารที่ฝึกซ้อมอยู่เบื้องหลังเขามีจำนวนหลายร้อยนาย คอยเตรียมพร้อมอยู่ตลอดเวลา ส่วนที่ซวงถัวเฟิง เขาเถี่ยกว้าน ก็กำลังคนแน่นหนายิ่งกว่าที่เคยหลายเท่า
“ผู้คุ้มกันภัยล้วนเป็นกำลังสำคัญจากทุกสารทิศ หากเกณฑ์ไปถึงสามพันคนจะส่งผลกระทบต่อการปฏิบัติหน้าที่ของสำนักคุ้มภัยหรือไม่?” กวานเสี่ยวโหรวเอ่ยถาม
“ฮูหยินลืมไปแล้วหรือว่าบัดนี้เรายังมีกองทัพเจิ้นเหยวี่ยนอีกห้าพันนาย”
จางเหลียงกล่าว “ข้ากำลังคิดหาวิธีจัดกองกำลังอยู่พอดี ตอนนี้เราดึงกำลังผู้คุ้มกันภัยไปสามพัน พวกเขาจะได้เข้าประจำการแทนได้ ถือเป็นการฝึกฝนไปในตัว”
“เช่นนั้นให้ยกกองทัพเจิ้นเหยวี่ยนไปที่เมืองหลวงเลยมิได้หรือ เหตุใดต้องลำบากวางแผนเช่นนี้?” กวานเสี่ยวโหรวเอ่ยถาม
“เสี่ยวโหรว กองทัพเจิ้นเหยวี่ยนนั้นขึ้นกับกรมกลาโหม ลงทะเบียนไว้เป็นทหารประจำการ ไม่อาจเคลื่อนพลเข้าใกล้เมืองหลวงได้โดยพลการ” จินเฟิงอธิบาย “แต่ผู้คุ้มกันแตกต่างออกไป ผู้คุ้มกันภัยของสำนักคุ้มภัยนั้นจะไปที่ใดก็ย่อมได้ หากมีผู้ใดทักท้วง ข้าย่อมมีคำกล่าวอ้างแก้ต่างได้”
“เช่นนี้นี่เอง” กวานเสี่ยวโหรวพยักหน้า “แม้วิธีนี้จะดูยุ่งยากไปบ้าง แต่ทว่าปลอดภัยกว่าจริง ๆ”
“มิได้ยุ่งยากอันใด เพียงให้พวกเขาทยอยกันเดินทาง เป้าหมายก็เล็กลง” จินเฟิงกล่าว “แล้วพวกกระสุนเตรียมพร้อมแล้วหรือไม่?”
“พร้อมแล้ว วันนี้ส่งไปแล้ว 20 หน่วย” กวานเสี่ยวโหรวกล่าว “ หอการค้ามีสินค้าต้องส่งไปเมืองหลวงอีกชุดในวันพรุ่งนี้ สามารถนำติดไปได้อีก 10 หน่วย”
“เช่นนั้นก็ดี” จินเฟิงพยักหน้า “ไปดูพี่น้องที่หลังเขาหน่อยเถิด”
…
นับแต่จินเฟิงประดิษฐ์กี่ทอผ้าลายขึ้น ผืนผ้าที่ผลิตออกมาก็ล้วนมีลวดลายประดับประดา
ก่อนหน้านั้นต้าคังไร้ซึ่งผืนผ้าเช่นนี้ ประชาชนล้วนสวมใส่เสื้อผ้าหยาบ ไม่ปรากฏลวดลายใด แม้กระทั่งสีสันก็มีเพียงสีดั้งเดิมจากเส้นใยป่านเท่านั้น
ส่วนลายประดับบนอาภรณ์ของเหล่าขุนนางผู้ทรงเกียรตินั้น ล้วนเกิดจากงานปักทั้งสิ้น
แต่การปักผ้าลายนั้นราคาแพง ยากที่ชาวบ้านจะหาซื้อมาใช้ได้
ส่วนผ้าใหม่ที่โรงทอผ้าจินชวนทำออกมานั้น ราคาเท่ากับผ้าหยาบ
ดังนั้นเมื่อผ้าลายผืนนี้ปรากฏออกสู่ท้องตลาด พ่อค้าผ้าในทุกทิศจึงพากันต้อนรับอย่างล้นหลาม
พวกพ่อค้าผ้านั้นยังตั้งชื่อให้ผ้าชนิดนี้โดยเฉพาะว่า ‘ผ้าสู่ปู้’
แม้เครื่องทอผ้าที่โรงทอผ้าใช้อยู่ในตอนนี้จะไม่ใช่รุ่นใหม่ล่าสุดที่จินเฟิงประดิษฐ์ขึ้น แต่ก็เป็นรุ่นที่เขาปรับปรุงแล้ว
และก่อนหน้านี้ เพื่อจ้างชาวบ้านเอาไว้ เขาจึงให้โรงงานทอผ้าขยายกำลังการผลิตไปหลายครั้ง บัดนี้โรงงานทอผ้าหลายแห่งต่างก็ผลิตผ้าสู่ปู้ได้มากมายจนท่วมท้น
อย่างไรก็ตาม ถังตงตงก็ยังไม่ปล่อยสินค้าออกไป
หนึ่งคือต้องการกำจัดโจวฉางหลินให้สิ้นซาก สองคือต้องการกักตุนสินค้าเพื่อรับมือกับภัยหนาวที่จินเฟิงเคยกล่าวไว้ สามคือหากปล่อยผ้าสู่ปู้ออกไปมากเกินไป ย่อมส่งผลกระทบต่อตลาดอย่างรุนแรง
ตอนนี้ช่วงเวลาที่เลวร้ายที่สุดของภัยหนาวได้ผ่านพ้นไปแล้ว โจวฉางหลินก็ถูกกำจัดไปแล้ว ดังนั้นอีกไม่กี่วันต่อจากนี้ จะมีขบวนรถม้านับไม่ถ้วนแล่นออกจากซีเหอวาน ไปพร้อมกับผ้าสู่ปู้จำนวนมาก
ขบวนรถม้าแต่ละขบวนต่างก็โบกธงสำนักคุ้มภัยและธงของหอการค้าไปพร้อมกัน
แต่ที่จริงแล้วในขบวนมีก็แค่ 2-3 คนเป็นคนจากหอการค้า ส่วนที่เหลือรวมทั้งคนลากรถ เป็นผู้คุ้มกันภัยปลอมตัวมา
เมื่อมีคนสอบถามขึ้นมา ผู้คุ้มกันภัยเหล่านั้นก็ตอบว่าจงหยวนคึกคัก มีคนรวยมากมาย ท่านอาจารย์จินต้องการนำผ้าสู่ปู้ไปขายที่จงหยวน
สถานที่แรกก็คือ เมืองหลวง
พวกเขากำลังไปพัฒนาตลาดรอบ ๆ เมืองหลวง
เหตุผลนี้ทั้งสมเหตุสมผลและไม่มีใครใส่ใจพวกเขา
กองทัพมากมายต่างเคลื่อนพลเข้าสู่ดินแดนจงหยวนอย่างองอาจผึ่งผาย