ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 712 Fire in the hole!
บทที่ 712 Fire in the hole!
ณ ถนนหลวงในเมืองหลวง ด้านหลังร้านค้าตระกูลหลิว เสียงฆ่าฟันดังสนั่นหวั่นไหวและเปลวเพลิงลุกโชนไปทั่ว!
ชิ่นเอ๋อร์และจูเอ๋อร์ต่างถือดาบทมิฬคนละเล่ม ยืนเตรียมพร้อมอย่างเคร่งเครียดที่ประตูห้องโถง
องค์หญิงเก้าประทับนั่งบนม้านั่งในห้องโถง ในมือก็ถือหน้าไม้ไว้ สีหน้าดูไม่สู้ดีนัก
ตั้งแต่อยู่ที่ชวนสู่ องค์หญิงเก้าก็ทรงทราบดีว่าการสังหารขุนนางผู้มีอำนาจมากมายเช่นนั้น เมื่อเสด็จกลับมาคงไม่จบลงง่าย ๆ
แต่นางไม่เคยคิดเลยว่าอีกฝ่ายจะกล้าลงมือในเมืองหลวงเช่นนี้
แต่จนถึงตอนนี้ เกิดเรื่องใหญ่โตเช่นนี้เหตุใดทหารรักษาพระองค์จึงยังไม่ปรากฏ คาดว่าพวกเขาคงติดพันสิ่งใดบางอย่างเป็นแน่
“หรือว่าชาวตงหมานเริ่มบุกเมืองแล้ว”
องค์หญิงเก้าทรงคาดการณ์ไว้ในใจ
นอกจากเหตุผลนี้แล้ว นางไม่อาจคาดเดาสิ่งอื่นใดได้อีก
ตูม!
องค์หญิงเก้ากำลังวิเคราะห์สถานการณ์อยู่ ก็พลันได้ยินเสียงดังสนั่นหวั่นไหวเล็ดลอดมาจากสวนด้านนอก
ครั้นหันกลับไปมอง ก็พบว่ากำแพงส่วนหนึ่งถูกพังทลายลง
จากนั้นก็ปรากฏกลุ่มคนชุดดำปิดบังใบหน้าบุกเข้ามาทางช่องที่กำแพงพัง
“เร็ว เข้าขวางพวกมันไว้!”
ว่าแล้ว เลี่ยวอิ้นก็รีบนำทหารชั้นประทวนหุ้มเกราะสีโลหิตห้าคนพุ่งเข้าต่อกรกลุ่มคนชุดดำในทันที
วันนี้เดิมทีเขาต้องไปเฝ้ารักษาวังหลวง แต่ก่อนออกจากเมือง ฉินเจิ้นเกรงว่าองค์หญิงเก้าจะมีอันตราย จึงสั่งให้เขาอยู่เฝ้าองค์หญิงเก้า แล้วแบ่งคนอีกครึ่งหนึ่งออกไป
ตอนนั้นในใจของเลี่ยวอิ้นยังคิดว่าฉินเจิ้นคิดมากเกินไป ใครจะรู้ว่ายามค่ำคืนจะมีคนบังอาจบุกโจมตีเข้ามาจริง ๆ
ไม่ว่าจะเป็นอาวุธยุทโธปกรณ์หรือการคัดเลือกทหารที่เข้มงวด ทหารชุดเกราะแดงที่ทำหน้าที่อารักขาเขตพระราชฐานล้วนเป็นทหารชั้นยอด
เลี่ยวอิ้นผู้มีฝีมือเก่งกาจเช่นนี้ ในกลุ่มทหารชุดเกราะแดงยังเป็นได้เพียงนายกอง
ทว่าทหารชุดเกราะแดงก็มีจุดอ่อนเช่นกัน นั่นคือประสบการณ์ในการรบจริงน้อยเกินไป
เพราะหน้าที่ของพวกเขานั้นคือการปกป้องเขตพระราชฐาน หากต้องลงมือแสดงว่าศัตรูสามารถตีเมืองหลวงแตกและเข้าล้อมวังหลวงได้แล้ว
หากเป็นเช่นนั้น แคว้นต้าคังก็ใกล้ล่มสลายเต็มที
ดังนั้นนับตั้งแต่ก่อตั้ง ทหารชุดเกราะแดงขึ้นจึงแทบไม่มีโอกาสได้ลงมือ
ยามฝึกซ้อมปกติ ความสามารถในการรบเดี่ยวของทหารชุดเกราะแดงเหนือกว่าทหารกองทัพอื่นอยู่มาก ทว่าเมื่อต้องเผชิญหน้ากับนักฆ่าชุดดำที่บุกตะลุยเข้ามา พวกเขากลับดูไม่ทันการณ์
ยิ่งไปกว่านั้น นักฆ่าชุดดำที่พรั่งพรูเข้ามาจากช่องนั้นมีมากถึงยี่สิบกว่าคน ในขณะที่เลี่ยวอิ้นนำทหารชุดเกราะแดงมาด้วยเพียงห้าคน จำนวนต่างกันหลายเท่า หากเลี่ยวอิ้นไม่สู้จนสุดกำลัง พวกเขาคงต้านทานไว้ไม่อยู่
แต่น่าเสียดายที่เลี่ยวอิ้นนั้นมีเพียงผู้เดียว เขาจะต้านทานคนพวกนี้ได้อีกนานเท่าใด
องค์หญิงเก้ามองเห็นช่องทางที่พวกชุดดำกรูกันเข้ามาไม่หยุดหย่อน แม้แต่ทหารชุดแดงข้างกายเลี่ยวอิ้นก็ถูกสังหารไปแล้วหนึ่งคน องค์หญิงเก้าจึงร้องตะโกนไปที่หน้าประตูว่า “ชิ่นเอ๋อร์ จูเอ๋อร์ พวกเจ้าจงรีบไปช่วยเลี่ยวอิ้นเดี๋ยวนี้!”
“ข้าจะไปช่วยเลี่ยวอิ้น จูเอ๋อร์เจ้าจงอยู่คุ้มกันองค์หญิง!”
ชิ่นเอ๋อร์เอ่ยสั่งการแล้วก็ถือดาบทมิฬพุ่งตัวออกไปในทันที
ณ เวลานี้ ทหารชุดเกราะแดงข้างกายเลี่ยวอิ้นจากห้าคนถูกสังหารไปแล้วสองคน เหลือเพียงสามคนที่ต่างก็เอาตัวรอด และพร้อมจะถูกคมดาบปลิดชีพได้ทุกเมื่อ
แม้ว่าเลี่ยวอิ้นจะมีฝีมือร้ายกาจเพียงใด แต่สองกำปั้นย่อมต้านทานสี่มือไม่ไหว เขาเพิ่งจะต่อกรกับสองนักรบชุดดำเบื้องหน้าจนพ่ายไป เหล่านักรบชุดดำทางซ้ายขวาและเบื้องหลังก็กรูกันเข้ามาโจมตีอีกเป็นฝูง
ดาบคู่กายในมือของเลี่ยวอิ้นฟาดฟันราวกับพยัคฆ์คำราม กวาดล้างเหล่านักรบชุดดำทั้งซ้ายขวาจนราบคาบ แต่ทว่าด้านหลังนั้นไม่อาจต้านทานได้ทันท่วงที
โชคยังดีที่ชิ่นเอ๋อร์มาถึงพอดี นางเข้าช่วยเหลือเลี่ยวอิ้นต้านทานศัตรูที่อยู่ด้านหลังเอาไว้ได้
แม้ฝีมือของชิ่นเอ๋อร์จะมิอาจเทียบเท่าเลี่ยวอิ้นและฉินเจิ้นได้ แต่ก็นับว่าเหนือกว่าทหารชุดเกราะแดงและนักรบชุดดำทั่วไปอยู่มากนัก
เมื่อรวมกับทหารชั้นประทวนอีกสามนาย ทั้งห้าคนจึงสามารถต้านทานข้าศึกเอาไว้ได้อย่างหวุดหวิด
แม้พวกเขาจะรู้ดีว่าหนทางนี้ยื้อเวลาได้ไม่นาน
บริเวณนอกกำแพง…
บรรดาบุรุษชุดดำต่างแบกซุงใหญ่อันหนักอึ้ง พุ่งเข้าชนกำแพงด้านอื่น
กำแพงบอบบางเช่นนี้ มิอาจต้านทานแรงกระหน่ำของพวกมันได้
“หากธนูหัวนกหวีดยังอยู่ก็คงดี”
องค์หญิงเก้าถอนหายใจอย่างสิ้นหวัง
สำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนอยู่ห่างออกไปเพียงสองถนน หากนางปล่อยธนูหัวนกหวีด เหล่าผู้คุ้มกันภัยย่อมมาหนุนช่วยเป็นแน่
แต่น่าเสียดายที่ธนูหัวนกหวีดของนางถูกฉินเจิ้นยึดไปเสียแล้ว
แม้พวกผู้คุ้มกันภัยจะรู้ว่าที่นี่เกิดการต่อสู้ ก็คงไม่รู้ว่านางอยู่ที่นี่ จึงไม่อาจมาหนุนช่วยได้
โครม!
กำแพงอีกด้านพังทลายลง
ฉินหมิงอยู่ใกล้ ๆ รีบพาองครักษ์สองสามนายเข้าไปขัดขวาง
เดิมทีพวกเขาถูกเลี่ยวอิ้นจับมัดไว้ แต่ตอนนี้มีผู้บุกรุกที่ประทับ เลี่ยวอิ้นจึงรีบปล่อยพวกเขาออกมาสู้เคียงบ่าเคียงไหล่
น่าเสียดายที่ฉินหมิงไม่มีฝีมือยุทธยอดเยี่ยมอย่างเลี่ยวอิ้นและชิ่นเอ๋อร์ อีกทั้งจำนวนองครักษ์ก็มีน้อยกว่าพวกชุดดำ จึงถูกพวกชุดดำรุมจนตกเป็นฝ่ายเสียเปรียบในเวลาอันรวดเร็ว
“จูเอ๋อร์ เจ้าไปช่วยฉินหมิง!” องค์หญิงเก้ารับสั่ง
“แต่องค์หญิงเพคะ หากหม่อมฉันไปช่วยหัวหน้าฉินแล้วผู้ใดจะคุ้มกันพระองค์?” จูเอ๋อร์ทูลถามด้วยความเป็นห่วง
“หากปล่อยให้พวกมันบุกเข้ามา พวกเราไม่รอดแน่!” องค์หญิงเก้าตรัสเสียงเข้ม “เจ้าจงรีบไป!”
จูเอ๋อร์กวาดสายตามองไปโดยรอบ นางมีสีหน้าครุ่นคิดอย่างหนัก
ในใจนางรู้ดีว่าที่องค์หญิงเก้าตรัสนั้นถูกต้อง หากปล่อยให้กลุ่มคนชุดดำบุกเข้ามาได้ ทุกคนคงต้องตายอย่างมิต้องสงสัย
แต่หากนางจากไปเช่นนี้ ใครเล่าจะปกป้ององค์หญิงเก้า
ขณะที่ยังตัดสินใจไม่ได้ เสียงกำแพงฝั่งซ้ายก็พังทลายลงอีกครั้ง
และครั้งนี้ผนังก็พังทลายลงไปกว้างกว่าหนึ่งจั้ง!
“ถอยทัพ! ป้องกันโถงใหญ่ไว้ให้มั่น!”
เมื่อเลี่ยวอิ้นเห็นท่าว่าไม่อาจต้านทานต่อไปได้ จึงตะโกนก้องสั่งการ
ทหารชุดเกราะแดงและองครักษ์ที่นำโดยฉินหมิงต่างถอยร่นกลับมาตั้งแนวป้องกันรอบที่ประทับขององค์หญิงเก้า
เหล่ามือมืดนับร้อยกรูกันออกมาจากช่องโหว่รอบด้าน เข้าล้อมกองกำลังทหารชุดเกราะแดงและองครักษ์ไว้อย่างรวดเร็ว
“ช่างบังอาจ! กล้ามาลงมือกับทหารรักษาพระองค์ในเมืองหลวงเช่นนี้หรือ!”
“ถ้าต้องการจะมีชีวิตรอดต่อไปพวกเจ้าจงถอยไปเสียเดี๋ยวนี้ หากยังดื้อรั้นไม่รู้สำนึก เมื่อใดที่ทหารรักษาพระองค์มาถึง พวกเจ้าทั้งหมดจะต้องถูกประหารเก้าชั่วโคตร!” เลี่ยวอิ้นตะโกนเสียงลั่น
แต่ดูเหมือนพวกคนชุดดำจะไม่ได้ยินสิ่งใด พวกมันไม่แม้แต่จะขยับเขยื้อน
“เจ้าคนแซ่เลี่ยว เจ้าอย่าเสียแรงเปล่าเลย พวกข้ากล้ามาถึงขั้นนี้แล้ว คิดว่าพวกข้ากลัวการถูกประหารเก้าชั่วโคตรงั้นหรือ!
หากเจ้าอยากมีชีวิตรอด จงมอบเฉินเหวินเอ๋อร์มา แล้วไสหัวไปให้พ้น! มิเช่นนั้น พวกเจ้าทั้งหมดจะต้องตายตกไปตามนาง!” คนชุดดำคนหนึ่งตะโกน
“เจ้ารู้จักองค์หญิง แล้วยังรู้จักข้าอีกหรือ?” สีหน้าของเลี่ยวอิ้นพลันแปรเปลี่ยนเป็นอัปลักษณ์ “เจ้าเป็นใครกันแน่!”
องค์หญิงเก้าได้ยินดังนั้น จึงมองเลี่ยวอิ้นอย่างพิจารณา
ฝ่ายตรงข้ามมีเป้าหมายชัดเจน บุกเข้ามาหมายปลิดชีพนางเช่นนี้ เลี่ยวอิ้นน่าจะมองออก
แต่เขากลับยังเอ่ยถามเช่นนั้น เห็นได้ชัดว่าจงใจถ่วงเวลา คาดหวังให้ทหารรักษาพระองค์มาช่วยเหลือได้ทัน
น่าเสียดายที่มิใช่แค่เพียงองค์หญิงเก้าที่มองแผนการของเลี่ยวอิ้นออก หัวหน้ากลุ่มคนชุดดำก็รู้เช่นกัน
อีกฝ่ายหัวเราะเยาะอย่างเย็นชา “เจ้าคนแซ่เลี่ยว อย่าคิดชักช้าถ่วงเวลา ถึงข้ายืนอยู่กับเจ้าจนฟ้าสาง ทหารรักษาพระองค์ก็ไม่มีทางมา! คิดได้หรือยังว่าจะอยู่หรือจะตาย!”
“เลี่ยวเซี่ยวเว่ย ไม่ต้องฟังเขา เจ้ามอบองค์หญิงเก้าให้เขา เขาก็ไม่ปล่อยพวกเจ้าไปหรอก!”
ชิ่นเอ๋อร์กลัวว่าเลี่ยวอิ้นจะยอมมอบองค์หญิงเก้าให้อีกฝ่ายจริง ๆ จึงเอ่ยปากเตือน
“ชิ่นเอ๋อร์ เจ้าคิดว่าข้าโง่หรือ?”
เลี่ยวอิ้นเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์ “สู้กับพวกมันอย่างมากก็แค่ตาย แต่ถ้ามอบองค์หญิงให้พวกมัน ครอบครัวข้าต้องตายทั้งหมด ข้ารู้ว่าสิ่งใดหนักสิ่งใดเบา!”
“เจ้าคนแซ่เลี่ยว เจ้าไม่รู้จักคว้าโอกาสที่ข้าให้ไว้เอง!”
หัวหน้าชุดดำแสยะยิ้มกล่าวอย่างเย็นชา “ลงมือ! ไว้ชีวิตเฉินเหวินเอ๋อร์ ไว้ ส่วนคนอื่นฆ่าให้หมด!”
“สหาย สู้กับพวกมัน!”
เลี่ยวอินสะบัดหยดเลือดบนดาบ ปรากฏรอยยิ้มเย้ยหยันบนใบหน้า ก่อนจะคำรามลั่น
“สู้!”
ทหารชุดเกราะแดงและองครักษ์ต่างเตรียมใจตายในที่รบแล้ว
องค์หญิงเก้าเองก็ทรงกำหน้าไม้ในมือแน่น
ทว่าโจรชุดดำมีจำนวนมากเหลือเกิน องค์หญิงเก้าทรงทราบดีว่าวันนี้คงหนีไม่พ้นคมดาบ
“ฆ่ามัน!”
สิ้นคำสั่งของหัวหน้า กลุ่มคนชุดดำนับร้อยก็พุ่งเข้าใส่ที่ประทับในทันที
ในขณะนั้นเอง เสียงตวาดกังวานดังแว่วมาจากท้องฟ้า
“Fire in the hole!”
ตามมาด้วยเสียงแหวกอากาศอันน่าหวั่นเกรง
“ฟายาเร่อโหว?”
เลี่ยวอิ้นขมวดคิ้วมุ่นพร้อมเงยหน้ามองขึ้นไปบนฟ้าด้วยสีหน้าฉงน
แต่อากัปกิริยาขององค์หญิงเก้า ชิ่นเอ๋อร์ ฉินหมิงและคนอื่น ๆ กลับเผยรอยยินดีอย่างเปี่ยมล้น พวกเขายกแขนขึ้นบังดวงตาในทันที!