ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 711 หาทางเข้าเมือง
บทที่ 711 หาทางเข้าเมือง
“ใจเย็น ๆ เข้าไว้ อย่าได้ร้อนใจไป!”
จินเฟิงรู้ดีว่ายิ่งเวลาเช่นนี้ยิ่งต้องมีสติ เขาสูดหายใจเข้าลึก ๆ สองสามครั้ง เพื่อบังคับตัวเองให้สงบลงก่อนเอ่ยถาม “พวกมันเป็นใคร?”
“ข้าไม่รู้” ฉินเจิ้นส่ายหน้า “จดหมายลับที่หน่วยข่าวกรองของข้าส่งมารายงานว่าพวกมันปิดบังใบหน้า สวมชุดดำ มองไม่ออกว่าเป็นคนของใคร”
“ตอนนี้สถานการณ์ที่ฝั่งอู่หยางเป็นอย่างไร?” จินเฟิงเอ่ยถามต่อ “พวกมันมีกี่คน? ส่วนคนที่คุ้มกันอู่หยางมีเท่าใด?”
“เพื่อคุ้มกันวังหลวง หลังจากที่ส่งองค์หญิงถึงเมืองหลวงแล้ว ข้าจึงแบ่งกำลังคนออกไปครึ่งหนึ่ง เหลือทหารคุ้มกันเพียง 40 นาย พวกมันจงใจบุกมาอย่างชัดเจน มีจำนวนหลายร้อย ทั้งยังมีมือดีปะปนอยู่มากมาย!”
“ล้วนเป็นยอดฝีมือหรือ?” จินเฟิงผงะไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันไปมองเป่ยเชียนสวิน “ยอดฝีมือหลายร้อยเช่นนางหรือ?”
“แน่นอนว่าไม่ใช่ ข้าหมายถึงกองกำลังที่แข็งแกร่งไม่ด้อยไปกว่าทหารชุดเกราะแดง” ฉินเจิ้นอธิบาย
จินเฟิงได้ยินดังนั้นก็เบาใจ
หากยอดฝีมือเช่นเป่ยเชียนสวินหลายร้อยคนผนึกกำลังกัน เขาก็คงไม่ต้องเสียแรงเปล่า พระศพขององค์หญิงเก้าคงเย็นชืดไปแล้ว
“แม่ทัพฉิน ท่านพอจะนำคนเข้าเมืองได้หรือไม่?” จินเฟิงเอ่ยถาม
“ไม่ได้ หากทำได้ข้าคงเข้าเมืองไปนานแล้ว”
“แล้วพวกเขาไม่สามารถหย่อนตะกร้าลงมาแล้วส่งคนขึ้นไปหรือ?”
จินเฟิงเอ่ยถาม “บิดาของท่านเป็นถึงแม่ทัพใหญ่ ส่วนท่านก็เป็นถึงผู้บัญชาการทหารชุดเกราะแดง ภายในกองกำลังรักษาพระองค์ ย่อมต้องมีคนสนิทอยู่บ้างมิใช่หรือ หากประตูเมืองนี้เฝิงเหลียนเฉาผู้ขี้ขลาดดูแล พวกเราก็เปลี่ยนไปเข้าประตูอื่นเสียสิ!”
“บ่ายวันนี้ข้าได้ลองขี่ม้าวนดูประตูเมืองแต่ละแห่งแล้ว กองกำลังป้องกันเมืองล้วนถูกเปลี่ยนเป็นคนของตระกูลอื่นทั้งหมด” ฉินเจิ้นกล่าวอย่างจนใจ
“…” จินเฟิงพูดไม่ออก
การเดินทางของผู้คุ้มกันภัยต้องพกพาสิ่งของเช่นธนูจ้งหนู่ แต่ฉินเจิ้นและอีกสองคนไม่ได้พกอะไรติดตัวมาเลย บ่ายแก่ ๆ ก็มาถึงประตูเมืองแล้ว
จินเฟิงคิดว่าพวกเขารออยู่แถวนี้เพื่อรอประตูเปิด ที่แท้ก็เดินวนรอบมาแล้ว
“แล้วข่าวกรองของท่านถูกส่งออกมาได้อย่างไร?” จินเฟิงถาม
“ข้ามีคนแฝงตัวอยู่ในกลุ่มของเขา พวกเขาฉวยจังหวะที่ไม่มีใครสังเกตใช้ก้อนหินห่อข่าวโยนลงมา”
ฉินเจิ้นอธิบายว่า “แต่ถ้าหย่อนตะกร้าลงมา เสียงจะดังเกินไป เราไม่สามารถทำเช่นนั้นได้”
“ข้าไม่อยากจะเชื่อจริง ๆ” จินเฟิงอดเหน็บไม่ได้ พลันฉุกคิดขึ้นได้ว่า “บิดาของท่านเป็นถึงแม่ทัพใหญ่แห่งทหารรักษาพระองค์ บัดนี้แม้แต่กำแพงเมืองยังตกไปอยู่ในมือผู้อื่นได้ บิดาของท่านไม่ถูกยึดอำนาจไปแล้วหรือ?”
“บ่ายวันนี้ข้าก็เป็นกังวลเช่นกัน แต่ตอนนั้นคิดว่าพรุ่งนี้กลับเข้าเมืองไปก็คงได้รู้เรื่อง ใครเล่าจะรู้ว่ายามค่ำคืนเช่นนี้ กลับมีผู้กล้าบุกโจมตีที่ประทับขององค์หญิงกลางเมืองหลวงเช่นนี้!”
ฉินเจิ้นกล่าวว่า “ในเมืองหลวงต้องเกิดเรื่องร้ายแรงขึ้นเป็นแน่ ข้ามาพบท่านเช่นนี้ ก็เพื่อจะถามว่าท่านพอจะมีหนทางส่งข่าวกลับเข้าเมืองหรือไม่?”
จินเฟิงได้ยินดังนั้น ความคิดแรกที่ผุดขึ้นในใจคือ ‘เจ้าคนผู้นี้มิได้มาล่อหลอก สืบข่าวสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนของเขาหรอกนะ’
แต่ความคิดนี้ก็ถูกปัดออกไปอย่างรวดเร็ว
เรื่องนี้เกี่ยวข้องกับความปลอดภัยขององค์หญิงเก้า จินเฟิงไม่อาจเสี่ยงได้ ไม่ว่าคำพูดของฉินเจิ้นจะเป็นจริงหรือเป็นกลลวงล้วงข่าว
หากภายหลังพิสูจน์ได้ว่าฉินเจิ้นหลอกลวง ค่อยหาทางจัดการเขาก็ยังทัน
เมื่อคิดได้ดังนั้น จินเฟิงจึงหันไปตะโกนว่า “ต้าหลิวไปตามตัวลั่วหลานมา!”
“ข้ามาแล้ว!”
ลั่วหลานวิ่งเข้ามาพลางรวบผมของตนเองขึ้น
นางก็รู้สึกตัวตื่นตั้งแต่ได้ยินเสียงกีบเท้าม้า แต่สตรีนั้นย่อมใช้เวลาแต่งกายนานกว่าบุรุษ
ครั้นเมื่อนางวิ่งมาถึง ก็ได้ยินจินเฟิงเอ่ยปากให้ต้าหลิวให้ไปตามตัวพอดี
“ลั่วหลาน ในเมืองหลวงมีคนล้อมที่ประทับองค์หญิง พวกเจ้ามีวิธีส่งข่าวเข้าเมืองหรือไม่?” จินเฟิงถาม
“ในเมืองหลวงมีคนล้อมที่ประทับองค์หญิงหรือ?”
ลั่วหลานก็ตกใจกับข่าวนี้ไม่น้อย “ตอนกลางวันข้าส่งนกพิราบสื่อสารไป แต่ตอนกลางคืนนกไม่สามารถบินได้”
นกพิราบนั้นตาบอดกลางคืน ยามราตรีจึงมิอาจโผบิน
ยามค่ำคืนแอบไปแปลงผักจับนกพิราบก็มิต้องใช้แห เพียงย่องไปใกล้ ๆ ก็จับได้โดยง่าย
“นอกจากนกพิราบส่งสารแล้ว ยังมีวิธีอื่นอีกหรือไม่?” จินเฟิงเอ่ยถาม
“ไม่มีแล้ว” ลั่วหลานส่ายหน้าก่อนจะเอ่ยถาม “จริงสิ ท่านอาจารย์ องค์หญิงได้พกธนูหัวนกหวีดติดตัวมาด้วยมิใช่หรือ จากกลางเมืองหลวงมายังสำนักคุ้มภัยไม่ไกล หากนางยิงธนูหัวนกหวีด พวกพี่น้องในสำนักคุ้มภัยย่อมได้ยิน”
“จริงด้วย ธนูหัวนกหวีด!” จินเฟิงเพิ่งนึกขึ้นได้
“แค่ก แค่ก!” ฉินเจิ้นไอเบา ๆ ก่อนจะกล่าวด้วยสีหน้ารู้สึกผิด “ก่อนหน้านี้องค์หญิงใช้ธนูหัวนกหวีดเผยตำแหน่งออกมา ข้าจึงเก็บธนูหัวนกหวีดของพระองค์ไว้ทั้งหมดแล้ว…”
“เจ้าเก่งดีนี่!”
จินเฟิงโกรธจนอยากจะด่าคน
เขาข่มความร้อนใจในใจลง จินเฟิงหันไปตะโกนว่า “ต้าหลิว เหล่าอิงมาแล้วหรือไม่?”
“มาแล้ว!”
ต้าหลิวพาเหล่าอิงวิ่งตรงมา
“เหล่าอิง เตรียมเร่อชี่ฉิว พวกเราจะเข้าเมือง!” จินเฟิงกล่าวอย่างรวดเร็ว “ต้าหลิวเจ้าจัดกำลังคนมา 2 หมวด นำระเบิดมือไปคนละลูก เผื่อเกิดเหตุไม่คาดฝัน!”
“ทราบ!”
ต้าหลิวกับเหล่าอิงหันหลังวิ่งไปทันที
“ท่านอาจารย์ ท่านมีวิธีเข้าเมืองหรือ?” ฉินเจิ้นเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เร่อชี่ฉิวคืออะไรหรือ?”
จินเฟิงเหลือบมองเขาแวบหนึ่งแต่ไม่ตอบคำ
ขณะนั้นเอง ฉินเจิ้นก็รู้สึกตัวว่าเสียมารยาท แต่ก็ยังคงถามต่อว่า “ท่านพาข้าไปด้วยได้หรือไม่? หากข้ากลับไป ข้าย่อมสามารถให้บิดาของข้าสั่งกองทัพอวี้หลินให้มาช่วยเหลือพวกท่านได้ และข้าเองก็สามารถสั่งกองกำลังส่วนตัวให้สืบหาความจริงที่เกิดขึ้นได้”
จินเฟิงนิ่งเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนจะพยักหน้าและกล่าวว่า “ข้าจะพาเจ้าไปด้วยก็ได้ แต่ท่านแม่ทัพฉินต้องสาบานต่อหน้าบรรพบุรุษตระกูลฉิน ว่าไม่ว่าคืนนี้จะได้เห็นสิ่งใด ก็ห้ามมิให้ปริปากบอกผู้อื่นโดยเด็ดขาด แม้แต่บิดาของท่าน หรือแม้แต่ฝ่าบาท ก็มิอาจเอ่ยออกไปแม้เพียงครึ่งคำ ท่านแม่ทัพฉินทำได้หรือไม่?”
เมื่อได้ยินดังนั้นฉินเจิ้นก็อดไม่ได้ที่จะขมวดคิ้ว
ทว่าในท้ายที่สุดเขาก็ยกมือขวาขึ้นและกล่าวว่า “ข้า ฉินเจิ้นขอสาบานต่อหน้าบรรพบุรุษตระกูลฉิน ไม่ว่าคืนนี้จะได้เห็นสิ่งใด ข้าจะไม่แพร่งพรายให้ผู้อื่นล่วงรู้แม้แต่คำเดียว!”
จินเฟิงจึงวางใจได้เสียที
ตระกูลใหญ่เก่าแก่อย่างตระกูลฉินนั้น ให้ความสำคัญยิ่งกว่าสิ่งใดก็คือชื่อเสียง การสาบานต่อหน้าบรรพบุรุษเช่นนี้ พวกเขามักจะไม่ผิดคำสัญญา
แท้จริงแล้ว ต่อให้ฉินเจิ้นล่วงรู้เรื่องบอลลูนลมร้อน จินเฟิงก็ยอมรับได้
เพราะเวลานี้ หากเขาต้องการเข้าเมืองก็จำเป็นต้องโดยสารบอลลูนลมร้อน
แม้ภายนอกเมืองจะยังเลี่ยงสายตาผู้คนได้ แต่หากเข้าไปในเมืองแล้ว ต้องมีผู้พบเห็นเป็นแน่
การให้ชิ่นเจิ้นสาบาน เป็นเพียงความหวังลม ๆ แล้ง ๆ ในใจของจินเฟิงเท่านั้น
หากเข้าเมืองไปแล้วใครเล่าจะมองไม่เห็น?
“ลั่วหลาน เจ้าจงรอข่าวอยู่ที่นี่” จินเฟิงสั่งการ “เชียนสวิน เจ้าอยู่คุ้มครองลั่วหลาน”
“ทราบ!” ลั่วหลานตอบรับอย่างว่าง่าย แต่เป่ยเชียนสวินกลับส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ข้าจะเข้าเมืองพร้อมท่าน”
“เจ้าแน่ใจหรือ?”
ในเมืองหลวงนั้นเต็มไปด้วยอันตรายที่มองไม่เห็น จริง ๆ จินเฟิงก็อยากพาเป่ยเชียนสวินเข้าไปในเมืองด้วย
แต่พอคิดถึงการที่เป่ยเชียนสวินขึ้นบอลลูนลมร้อน ขาของเขาก็พลันปวดขึ้นมา
คราวก่อนที่ภูเขาอวี้เหล่ย เป่ยเชียนสวินเกือบจะหักขาข้าไปแล้ว
“ตกลง!” เป่ยเชียนสวินเหลือบมองจินเฟิง “วางใจเถิด ครั้งนี้จะไม่มีอะไรเกิดขึ้น ข้าจะคิดเสียว่านั่งรถม้า แบบนั้นก็ไม่เป็นไรแล้ว”
“ก็ได้” จินเฟิงพยักหน้าตกลง
“ท่านอาจารย์ เหล่าอิงกล่าวว่าที่นี่มีผู้คนมากเกินไป ไม่เหมาะสมที่จะปล่อยเร่อชี่ฉิวขึ้นไป เขาให้ข้ามาเรียกท่านอาจารย์ไปยังสถานที่ที่ไกลออกไป”
ต้าหลิววิ่งมารายงาน
นอกเมืองไม่เพียงแต่มีพวกเขาเท่านั้น ยังมีชาวบ้านอีกไม่น้อย
ชาวบ้านหวาดกลัวการเผชิญหน้ากับโจรท้องถิ่น เมื่อฟ้ามืดพวกเขาจึงรวมตัวกันอยู่รอบ ๆ บริเวณค่ายของจินเฟิง
หากจุดบอลลูนลมร้อนที่นี่ ทุกอย่างก็จะถูกเปิดเผย
“ไปหาเหล่าอิงกันเถิด”