ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 743 มีรางวัลด้วยนะ
“เจ้าเด็กโง่ จินเฟิงยังไม่ได้พูดถึงเรื่องรับธิดาบุญธรรม เจ้ากลับช่วยเขากดดันให้ข้าออกพระราชโองการ!”
เฉินจี๋ถูกองค์หญิงเก้าตำหนิมาหลายวัน ตอนนี้ในที่สุดก็ได้กลับมาทำหน้าที่พ่ออีกครั้ง
“ดังคำกล่าว ‘เมื่อบุตรสาวเติบใหญ่ก็ถึงคราวแยกทาง’ ปกติเจ้าดูฉลาดเฉลียวนัก แต่เหตุใดครั้งนี้ถึงได้โง่เขลาเช่นนี้?”
เฉินจี๋ยิ่งพูดยิ่งโกรธ ชี้หน้าองค์หญิงเก้าแล้วด่าอย่างเสีย ๆ หาย ๆ
องค์หญิงเก้าไม่โต้แย้ง รอให้บิดาด่าจนพอใจ แล้วจึงเอ่ยปากว่า “เสด็จพ่อด่าพอแล้วหรือ? ถ้าด่าพอแล้วก็ระงับโทสะเสียเถิด ฟังลูกพูดสักหน่อยได้หรือไม่?”
“เจ้าพูดมา!” เฉินจี๋พูดด้วยความโกรธพลางนั่งลงบนม้านั่ง
“เสด็จพ่อทรงคิดว่าหากไม่มีท่านอาจารย์จินแล้ว ต้าคังในตอนนี้จะเป็นเช่นไร?” องค์หญิงเก้าถาม
“จะเป็นเช่นไรน่ะหรือ?” เฉินจี๋ชะงักไปครู่หนึ่ง
เขาไม่เคยคิดถึงคำถามนี้มาก่อน
“หากไม่มีท่านอาจารย์ ก็จะไม่มีชัยชนะอันยิ่งใหญ่ที่ชิงสุยกู่ แล้วก็จะไม่มีชัยชนะที่ต้าหม่างพัว วิกฤตการณ์ตงหมานในวันนี้ก็คงไม่อาจแก้ไขได้โดยง่ายเช่นนี้!”
องค์หญิงเก้ากล่าวว่า “เสด็จพ่อ ด้วยกำลังของต้าคังในปัจจุบัน หากถูกตงหมาน ตั่งเซี่ยง และถู่ปัวปล้นสะดมอีกครั้ง ทรงคิดว่าต้าคังจะเป็นเช่นไร
หากไม่มีท่านอาจารย์จิน ต้าคังคงลำบากยากเย็น หรืออาจเกิดการจลาจลทั่วแผ่นดิน มีสัญญาณควันลุกโชนไปทั่วแล้ว!”
เฉินจี๋อ้าปากค้างแต่พูดอะไรไม่ออก
แม้จะรู้สึกไม่พอใจ แต่ก็ต้องยอมรับว่าองค์หญิงเก้าพูดความจริง
เฉินจี๋ก็ตระหนักได้ในที่สุดว่าจินเฟิงสำคัญถึงเพียงนี้
หากไม่มีจินเฟิงคอยขวางกั้นตงหมาน ตั่งเซี่ยงและถู่ปัวแล้ว ต้าคังมิเพียงถูกปล้นชิงเท่านั้น ยังต้องจ่ายเงินมหาศาลให้แก่อีกฝ่ายอีกด้วย
เงินเหล่านี้จะหามาจากที่ใดเล่า? ก็คงต้องเรียกเก็บจากประชาชนเท่านั้น
ประชาชนย่อมทนรับภาระหนักอึ้งไม่ไหว การก่อกบฏย่อมเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงมิได้
“ข้ารู้ดีว่าจินเฟิงมีคุณูปการต่อต้าคัง ข้าสามารถพระราชทานรางวัลให้เขาได้ ไม่ว่าจะเป็นที่นาอุดมสมบูรณ์ เงินทอง หรือยศถาบรรดาศักดิ์ ตราบใดที่เขาปรารถนา ข้าก็จะมอบให้ทั้งสิ้น”
เฉินจี๋โต้แย้งว่า “แต่เจ้าคือองค์หญิงผู้สูงศักดิ์ เจ้าจะยอมทำร้ายตัวเองด้วยการไปเป็นอนุภรรยาของเขาจริงหรือ? ราชวงศ์จะเหลือหน้าตาอันใดอีก?”
“หน้าตาของราชวงศ์?” องค์หญิงเก้าเอ่ยด้วยรอยยิ้มขมขื่นเยาะหยัน แล้วถามต่อว่า “เสด็จพ่อ หากไม่มีท่านอาจารย์จิน เสด็จพ่อทรงคิดว่าตอนนี้ลูกจะเป็นเช่นไร?”
สีหน้าของเฉินจี๋ก็ดำทะมึนลงในทันที
ก่อนหน้านี้ องค์หญิงเก้าต้องไปถู่ปัวเพื่อสมรสเพื่อสันติภาพ หากไม่มีจินเฟิง คงไปถึงถู่ปัวแล้วเป็นแน่
ด้วยความดูแคลนของถู่ปัวที่มีต่อต้าคัง สิ่งที่องค์หญิงเก้าจะต้องเผชิญในถู่ปัวนั้น ไม่จำเป็นต้องกล่าวก็เป็นที่เข้าใจได้
“เสด็จพ่อ ที่นี่ไม่มีบุคคลที่สาม ลูกขอกล่าวตรง ๆ เถิด”
องค์หญิงเก้าถามอีกครั้งว่า “ลูกขอถามอีกคำถามหนึ่ง เสด็จพ่อคงเห็นแล้วว่าท่านอาจารย์จินไม่แสวงหาชื่อเสียงและผลประโยชน์ ทรงคิดว่าเหตุใดเขาจึงมาช่วยกู้บัลลังก์ เหตุใดจึงต่อต้านตงหมานทั้งที่เตรียมการไม่พร้อม?”
เมื่อองค์หญิงเก้าพูดจบ ดวงตาของเฉินจี๋ก็เบิกกว้างขึ้นทันที!
ในตอนนี้เองที่เขานึกขึ้นได้ว่า จินเฟิงมาเมืองหลวงครั้งนี้ไม่ใช่เพื่อช่วยกู้บัลลังก์และไม่ใช่เพื่อต่อต้านตงหมาน แต่มาเพื่อตามหาองค์หญิงเก้า เพียงแต่บังเอิญมาเจอเหตุการณ์องค์รัชทายาทบีบบังคับให้เขาสละบัลลังก์และตงหมานบุกล่วงล้ำดินแดนเข้าพอดี
หากเป็นก่อนหน้านี้ ถึงแม้เฉินจี๋จะรู้จุดประสงค์ของจินเฟิงล่วงหน้าเขาก็คงไม่สนใจ
เพราะเมืองหลวงเป็นเมืองที่ยิ่งใหญ่ที่สุด มีทหารรักษาพระองค์ที่เก่งกาจที่สุดของต้าคังประจำการอยู่ และยังมีจั่วเซียวเว่ยอยู่นอกเมือง เขาจึงไม่กลัวว่าจินเฟิงจะก่อเรื่องวุ่นวายอะไรได้เลย
แต่หลังจากที่ได้เห็นพลังการต่อสู้ของเร่อชี่ฉิวและผู้คุ้มกันภัยในช่วงไม่กี่วันนี้ เฉินจี๋ก็ไม่กล้าคิดเช่นนั้นอีกต่อไป
กำแพงเมืองของเมืองหลวงจะสูงใหญ่เพียงใด สามารถป้องกันกองทัพนับพันนับหมื่นของชาวตงหมานได้ แต่ก็ไม่อาจป้องกันจินเฟิงได้อย่างแน่นอน
จินเฟิงต้องการกำจัดเขาก็ทำได้อย่างง่ายดาย
เมื่อคิดได้เช่นนี้ เฉินจี๋ก็รู้สึกเหงื่อเย็นผุดขึ้นมาที่แผ่นหลังอย่างกะทันหัน
ในใจของเขาเกิดความคิดที่จะกำจัดคนผู้นี้ขึ้นมาไม่รู้ตัว
องค์หญิงเก้าชำเลืองมองเฉินจี๋แวบหนึ่ง แล้วเอ่ยเตือนด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “เสด็จพ่อ ลูกขอเตือนว่าอย่าได้คิดทำอะไรกับท่านอาจารย์จินเป็นอันขาด มิฉะนั้นผลที่ตามมาจะร้ายแรงยิ่งกว่าการที่ตงหมาน ตั่งเซี่ยงและถู่ปัวรวมกันมาโจมตีต้าคังเสียอีก!”
เฉินจี๋รู้สึกอับอายเล็กน้อยที่องค์หญิงเก้าล่วงรู้ความคิดของเขา
เขาแก้ตัวอย่างดื้อดึงว่า “จินเฟิงได้ต่อต้านศัตรูที่บุกล่วงล้ำดินแดนหลายครั้งและยังมีความดีความชอบในการช่วยชีวิตข้า ข้ายังไม่ทันได้ให้รางวัลเลย จะเป็นไปได้อย่างไรที่ข้าจะทำร้ายเขา?”
องค์หญิงเก้ารู้ว่าควรหยุดเพียงเท่านี้ นางจึงไม่ได้พูดต่อ แต่เปลี่ยนน้ำเสียงให้อ่อนลง แล้วกล่าวเบา ๆ ว่า “เสด็จพ่อ หากลูกไม่ได้พบท่านอาจารย์จิน ไม่รู้ว่าลูกจะต้องเผชิญกับการดูถูกเหยียดหยามเช่นไรในถู่ปัว การแต่งงานกับท่านอาจารย์ ลูกไม่รู้สึกว่าต้องยอมเสียสละแต่อย่างใด กลับรู้สึกโชคดีเสียด้วยซ้ำ
ท่านอาจารย์ไม่เพียงแต่มีความสามารถในการบริหารบ้านเมือง แต่ยังรู้จักเอาใจใส่ผู้อื่น ตั้งแต่ลูกอยู่ที่ซีเหอวาน ลูกไม่เคยเห็นเขาพูดจาหยาบคายกับท่านพี่เสี่ยวโหรวหรือถังเสียวเป่ยเลย สามีภรรยาปฏิบัติต่อกันด้วยความเคารพ เมื่อเทียบกับราชบุตรเขยผู้เป็นสามีของฮั่นหยางและเฉิงหยางแล้ว ไม่รู้ว่าดีกว่ากี่เท่าต่อกี่เท่า เสด็จพ่อไม่ต้องเป็นห่วงลูกหรอก”
“เห้อ!”
เฉินจี๋ถอนหายใจลึก
การเกิดมาเป็นองค์หญิงนั้นทั้งโชคดีและโชคร้าย
ที่องค์หญิงเก้าเพิ่งกล่าวถึงฮั่นหยางและเฉิงหยางนั้น คือองค์หญิงห้าและองค์หญิงแปดแห่งต้าคัง
ทั้งสองอายุมากกว่าองค์หญิงเก้าเพียงหนึ่งปี แต่แต่งงานมาสามปีแล้ว
ตอนแรกที่เพิ่งแต่งงานกันใหม่ ๆ ก็ยังดีอยู่ ราชบุตรเขยยอมตามใจองค์หญิงทุกอย่าง แต่หลังจากผ่านไปกว่าหนึ่งปี เมื่อความตื่นเต้นจางหายไป ก็เริ่มประพฤติตนตามอำเภอใจ
การแอบเลี้ยงอนุภรรยาก็ยังพอทนได้ แต่บ่อยครั้งพวกเขาได้ไปเที่ยวหอนางโลมอย่างโจ่งแจ้งอีกด้วย
เฉินจี๋มีนิสัยอ่อนโยน ส่วนราชบุตรเขยขององค์หญิงห้าและองค์หญิงแปดก็เป็นบุตรขุนนางผู้มีอำนาจ เขาเอ่ยตำหนิสองสามครั้งจากนั้นก็ปล่อยไป
ตอนนี้องค์หญิงห้าและองค์หญิงแปดก็ไม่ต่างอะไรกับการได้นอนกอดทะเบียนอย่างไร้คู่ครอง
เมื่อเทียบกับสามีของพวกนาง จินเฟิงนับได้ว่าเป็นคู่ครองที่หาได้ยากยิ่งจริง ๆ
“เมื่อเจ้าตัดสินใจแล้ว ก็ตามใจเจ้าเถิด”
เฉินจี๋ตบไหล่องค์หญิงเก้าอย่างจนปัญญา “ขอเพียงเจ้าอยู่ดีมีสุข ข้าก็ยอมเสียหน้าแล้วกัน!”
“ขอบพระทัยเพคะเสด็จพ่อ!”
องค์หญิงเก้าคำนับเฉินจี๋ “ลูกจะพยายามเกลี้ยกล่อมท่านอาจารย์ ช่วยเหลือเสด็จพ่ออย่างสุดความสามารถ เชื่อว่าในไม่ช้า ต้าคังจะต้องสงบสุขร่มเย็นและเสด็จพ่อจะต้องเป็นฮ่องเต้ผู้ทรงปรีชาที่จารึกในประวัติศาสตร์อย่างแน่นอน!”
“เจ้าน่ะตกหลุมรักจนหัวปั่นเช่นนี้แล้ว อย่ามาหลอกข้าเลย!”
เฉินจี๋มองดูองค์หญิงเก้าอย่างไม่พอใจ
“เสด็จพ่อคิดว่าลูกหลอหลวงหรือเพคะ? เสด็จพ่อส่งหน่วยข่าวกรองไปดูที่ซื่อชวนก็จะรู้ความจริง!”
“ข้าจะส่งคนไปดู”
ฮ่องเต้เฉินจี๋โบกมือแล้วเดินออกจากป้อมปราการ
องค์หญิงเก้ายิ้มเล็กน้อย ไม่พูดอะไรอีกแล้วเดินตามออกไป
เมื่อมาถึงประตู นางเห็นจินเฟิงมองมาทางนี้ จึงแอบขยิบตาให้เขา
เนื่องจากองค์หญิงเก้าแทบจะพูดออกมาตรง ๆ แล้ว จินเฟิงจึงไม่หลบเลี่ยงอีกต่อไป เขาเดินตรงมาลากองค์หญิงเก้ากลับไปที่ป้อมปราการ “หากมีอะไรจะพูดก็พูดมาเถิด ขยิบตาทำไมกัน จะอวดว่าดวงตาของเจ้าโตงั้นหรือ?”
“ดวงตาของเปิ่นกงไม่โตหรอกหรือ?”
องค์หญิงเก้าอารมณ์ดี นางจึงขยิบตาให้จินเฟิงอีกครั้ง
จินเฟิงเดินทางมาจากจินชวนด้วยความโกรธที่อัดอั้นมาตลอดทาง แต่เนื่องจากป้อมปราการกลับไม่มีประตูสักบาน ถึงเขาจะโกรธมากเพียงใดก็ต้องกลั้นเอาไว้
เขากัดฟันถามว่า “เมื่อครู่พวกเจ้าพูดอะไรกัน?”
“รอตกค่ำแล้วจะบอกเจ้า!” องค์หญิงเก้ากลับทำตัวลึกลับ
“เฉินเหวินเอ๋อร์ เจ้าเอาจริงหรือ?” จินเฟิงถูมือพลางเตือนว่า “อย่าลืมนะ ตอนนี้คนที่เฝ้าเขตพระราชฐานเป็นคนของข้า ระวังข้าจะแอบเข้าห้องบรรทมของเจ้าตอนกลางคืน!”
“ไม่ต้องแอบเข้าหรอก ตกค่ำแล้วเปิ่นกงจะให้ชิ่นเอ๋อร์ไปรับเจ้า”
องค์หญิงเก้าขยิบตาให้จินเฟิงอีกครั้ง “มีรางวัลด้วยนะ!”
เมื่อพูดจบ นางก็ไม่รอให้จินเฟิงซักถามและบิดตัวอย่างคล่องแคล่วแล่นผ่านข้างกายจินเฟิงออกไป แล้ววิ่งไปอยู่ข้างกายเฉินจี๋