ทะลุมิติ เปลี่ยนชะตา ชีวิตนี้ของข้าต้องรุ่งโรจน์ - บทที่ 788 ขัดพระบัญชา
บทที่ 788 ขัดพระบัญชา
“แม่ทัพฉิน ข้าไม่ได้ดูถูกชาวตงหมานแต่อย่างใด”
จินเฟิงส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ข้าเพียงแต่เชื่อมั่นในสำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยน เชื่อมั่นในกองทัพเจิ้นเหยวี่ยนและเชื่อมั่นในพี่เหลียงเท่านั้น!”
“ท่านราชครู ข้าเป็นคนหยาบกระด้าง ขออย่าได้ถือโทษที่ข้าพูดตรง ๆ”
ฉินเจิ้นกล่าวว่า “ข้าผู้นี้ไร้ความสามารถ แต่ก็พอรู้เรื่องกลยุทธ์ทางทหารอยู่บ้าง ครั้งที่แล้วที่ท่านสามารถเอาชนะเหยียลวี่ซู่ได้ ในความเห็นของข้า สาเหตุหลักคือท่านราชครูส่งคนไปวางยาในกองทัพตงหมาน ทำให้พวกเขาสูญเสียกำลังรบไปชั่วคราว อีกทั้งเร่อชี่ฉิวก็ปรากฏตัวเป็นครั้งแรก สร้างความหวาดกลัวให้กับชาวตงหมานอย่างมาก ประกอบกับสนามรบวุ่นวาย ชาวตงหมานจึงยอมแพ้อย่างง่ายดาย
แต่ตอนนี้ชาวตงหมานรู้จักเร่อชี่ฉิวแล้ว และคงจะระวังไม่ให้ถูกวางยาอีก ทางเลือกเดียวของกองทัพปราบปรามทางเหนือคือการสู้รบกันซึ่ง ๆ หน้าเท่านั้น!”
“การต่อสู้แบบเผชิญหน้าแล้วอย่างไรหรือ?” จินเฟิงถามอย่างเรียบเฉย
“กองทัพปราบปรามทางเหนือมีเพียงสี่พันคน จะเป็นคู่ต่อสู้ของตงหมานที่นำทัพใหญ่หนึ่งแสนคนมาด้วยตนเองได้อย่างไร?”
ฉินเจิ้นกระทืบเท้าด้วยความร้อนใจ
ในสายตาของเขา จินเฟิงช่างหยิ่งผยองเกินไป
หากไม่ใช่เพราะคำนึงถึงสถานะปัจจุบันของจินเฟิง เขาคงจะด่าจินเฟิงไปแล้ว
“จะรู้ว่าเป็นคู่ต่อสู้กันหรือไม่ ก็ต้องสู้กันดูก่อนถึงจะรู้” จินเฟิงกล่าว
“ท่านราชครูมีกลยุทธ์อะไรแล้วหรือไม่?” ฉินเจิ้นถาม
“แค่รบกับพวกตงหมานเท่านั้น จะต้องใช้กลยุทธ์อะไร?” จินเฟิงส่ายหน้า
“ไม่มีกลยุทธ์เลยหรือ?” ฉินเจิ้นมองจินเฟิงราวกับมองคนบ้า “ท่านราชครูหมายความว่า ท่านวางแผนจะใช้ผู้คุ้มกันภัยหนึ่งพันนายและทหารใหม่สามพันนาย ไปปะทะกับกองทัพใหญ่ตงหมานที่มีกำลังพลหนึ่งแสนนายตรง ๆ อย่างนั้นหรือ?”
เขาคิดว่าจินเฟิงกับจางเหลียงได้วางแผนอันแยบยลอะไรไว้ ใครจะรู้ว่าจินเฟิงกลับให้จางเหลียงไปปะทะกับกองทัพใหญ่ตงหมานตรง ๆ เสียอย่างนั้น
“สี่พันต่อหนึ่งแสน นี่มันบ้าไปแล้วหรืออย่างไร?”
“ใช่แล้ว!” จินเฟิงพยักหน้า สีหน้ายังคงสงบนิ่งอย่างยิ่ง
“เจ้า…เจ้า…”
ฉินเจิ้นรู้สึกว่าคำว่าหยิ่งผยองนั้นไม่เพียงพอจะอธิบายจินเฟิงได้อีกต่อไป “ท่านราชครู เจ้ากำลังส่งกองทัพเหนือไปสู่ความตาย เจ้ากำลังทำลายชีวิตผู้คนอย่างไร้ค่า เจ้ารู้หรือไม่?”
จินเฟิงเพียงยิ้มน้อย ๆ ต่อคำกล่าวหาของฉินเจิ้นและไม่อธิบายอะไร แต่องค์หญิงเก้ากลับทนฟังไม่ได้อีกต่อไป
“แม่ทัพฉิน คำพูดเช่นนี้ช่างหนักหนาเกินไปหรือไม่?”
องค์หญิงเก้าตรัสว่า “แม่ทัพฉินอย่าได้ลืม กองทัพเจิ้นเหยวี่ยนเคยเคลื่อนกำลังพลเพียงสามร้อยนาย ก็สามารถปราบปรามกบฏตระกูลเฉานับหมื่นได้!”
ฉินเจิ้นร้อนใจจริง ๆ จึงโต้แย้งตรง ๆ ว่า “องค์หญิงก็อย่าได้ลืมเช่นกัน ครั้งนี้กองทัพปราบทางเหนือไม่ได้เผชิญหน้ากับโจรท้องถิ่น แต่เป็นกองกำลังหนึ่งแสนนายที่นำโดยท่านผู้นำตงหมานเองพ่ะย่ะค่ะ!”
องค์หญิงเก้าจะเอ่ยบางอย่างต่อ แต่ถูกจินเฟิงส่งสัญญาณทางสายตาให้หยุด
“แม่ทัพฉิน ข้าขอบคุณที่ท่านรีบมาแจ้งข่าวนี้แก่ข้าทันที และขอบคุณที่ท่านเป็นห่วงกองทัพปราบปรามทางเหนือ”
จินเฟิงกล่าวว่า “แต่แม่ทัพฉินก็เป็นผู้นำทัพ ควรรู้ว่าสิ่งที่ต้องห้ามที่สุดในสนามรบคือการบัญชาการที่สับสน เมื่อมอบกองทัพปราบปรามทางเหนือให้พี่เหลียงบัญชาการแล้ว ข้าไปออกคำสั่งก็ไม่เหมาะสม”
ฉินเจิ้นมองปราดเดียวก็รู้ว่าจินเฟิงและองค์หญิงเก้ากำลังปิดบังบางสิ่งจากตน
แต่คนหนึ่งเป็นองค์หญิง อีกคนเป็นราชครู แม้ฉินเจิ้นจะรู้ทันก็ไม่อาจบังคับพวกเขาได้ จึงได้แต่กล่าวอย่างจนใจว่า “ที่จริงข้ามาหาท่านราชครูไม่ใช่เพื่อแจ้งข่าว แต่เพื่อถ่ายทอดพระราชโองการของฝ่าบาท”
“พระราชโองการอะไรหรือ?”
“ฝ่าบาทตรัสว่า กองทัพใหญ่ตงหมานบุกมา เพื่อความปลอดภัยขององค์หญิงและท่านราชครู ฝ่าบาททรงให้ทั้งสองท่านรีบกลับเมืองหลวงโดยเร็ว” ฉินเจิ้นกล่าว
“เพื่อความปลอดภัยของพวกเรางั้นหรือ?”
จินเฟิงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะออกมา
องค์หญิงเก้าก็ขมวดคิ้วเล็กน้อย
ตงหมานยังอยู่ห่างออกไปพันลี้ กว่าพวกเขาจะมาถึง จินเฟิงก็กลับไปถึงจินชวนแล้ว
เฉินจี๋ให้จินเฟิงกลับไป เห็นได้ชัดว่าเขากลัว จึงให้จินเฟิงกลับไปเมืองหลวงเพื่อคุมสถานการณ์
“แม่ทัพฉิน กลับไปทูลฝ่าบาทว่า ชาวตงหมานไม่มีทางมาถึงจงหยวนได้อย่างแน่นอน ขอให้ฝ่าบาททรงวางพระทัยเถิด” จินเฟิงกล่าวว่า “ข้าจะไม่กลับไป”
เพื่อการเดินทางกลับครั้งนี้ สำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนและหอการค้าในเมืองหลวงได้ระดมกำลังกองพลและเตรียมการมาเป็นเวลานาน
บัดนี้ออกจากเมืองมาแล้ว จินเฟิงจะกลับไปได้อย่างไร?
“ท่านราชครู จะ…จะไม่กลับไปหรือ?”
ฉินเจิ้นชะงักงันคำว่า ‘ขัดพระบัญชา’ เกือบหลุดออกจากปากเขา
ในสมัยสังคมศักดินา ฮ่องเต้ทรงเป็นผู้สูงสุด พระดำรัสของเฉินจี๋ก็คือราชโองการ
การที่จินเฟิงไม่ยอมกลับไป มันก็คือการขัดพระบัญชา
ด้วยอำนาจที่จินเฟิงมีอยู่ในตอนนี้ แม้ว่าเขาจะขัดพระบัญชา เฉินจี๋ก็ไม่อาจทำอะไรเขาได้ แต่การกระทำเช่นนี้จะส่งผลร้ายแรงต่อบารมีของเฉินจี๋
วันนี้จินเฟิงกล้าขัดพระบัญชา พรุ่งนี้ผู้อื่นก็อาจจะกล้าขัดพระบัญชาเช่นกัน
เมื่อเวลาผ่านไป ฮ่องเต้จะยังมีบารมีใดเหลืออยู่อีกเล่า?
ดังนั้น องค์หญิงเก้าจึงรีบพูดแก้สถานการณ์ว่า “แม่ทัพฉิน เจ้ากลับไปบอกเสด็จพ่อว่าเป็นเปิ่นกงที่ไม่ยอมกลับไป”
ฉินเจิ้นได้ยินดังนั้นจึงค่อยโล่งอกไป
องค์หญิงเก้าและเฉินจี๋เป็นพ่อลูกกัน เฉินจี๋เพียงแค่ให้ฉินเจิ้นนำพระราชโองการมาบอกด้วยวาจา ไม่ได้ออกพระราชโองการอย่างเป็นทางการ แม้คนอื่นจะรู้ ก็คงแค่พูดว่าเฉินจี๋ตามใจองค์หญิงเก้าเท่านั้น วิธีนี้จะช่วยรักษาพระเกียรติของเฉินจี๋ได้มากที่สุด
ฉินเจิ้นมองซ้ายมองขวา แล้วเข้าไปใกล้จินเฟิงก่อนจะถามเสียงเบาว่า “ท่านราชครู พวกเราสนิทกันขนาดนี้แล้ว เจ้าบอกข้าหน่อยสิว่าเจ้าวางแผนจะจัดการกับพวกตงหมานอย่างไร?”
จินเฟิงไม่ได้ตอบคำถามของฉินเจิ้นโดยตรง แต่กลับถามว่า Wแม่ทัพฉิน เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไมตอนนั้นข้าถึงได้วางยาพวกตงหมาน?”
“หากต้องการเอาชนะด้วยกำลังน้อยกว่า ย่อมต้องใช้กลอุบายพิเศษ มิเช่นนั้นจะเอาชนะเหยียลวี่ซู่ได้อย่างไร?” ฉินเจิ้นตอบ
“ไม่ใช่ ที่จริงแล้วแม้จะต่อสู้กันตรง ๆ สำนักคุ้มภัยเจิ้นเหยวี่ยนของข้าก็ไม่กลัวเหยียลวี่ซู่หรอก สิ่งเดียวที่ข้ากังวลคือการทำให้พวกเขาหวาดกลัวจนวิ่งหนีไปทั่ว ไปสร้างความเดือดร้อนให้ราษฎร นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ข้าวางยาพวกเขา!”
จินเฟิงส่ายหน้าพลางกล่าวว่า “ตอนนี้กองทัพใหญ่ตงหมานเพิ่งมาถึงเมืองอวี๋กวาน ยังอีกไกลนักกว่าจะถึงจงหยวน พี่เหลียงสามารถปลดปล่อยได้อย่างเต็มที่ แม้จะทำให้พวกเขาแตกกระเจิงไป พวกเขาก็ไม่มีทางมาสร้างความเดือดร้อนให้จงหยวนได้ ยังมีอะไรให้กลัวอีกเล่า?”
ฉินเจิ้นได้ยินดังนั้น ในที่สุดก็ตระหนักถึงความแตกต่างระหว่างตนเองกับจินเฟิง
เมื่อเขาได้ยินว่าผู้ปกครองสูงสุดตงหมานนำทัพใหญ่หนึ่งแสนนายมาถึงเมืองอวี๋กวานด้วยตนเอง ความคิดแรกของเขาคือกองทัพปราบปรามทางเหนือจบแล้ว
แต่จินเฟิงกลับรู้สึกโล่งอก คิดว่าจางเหลียงสามารถปลดปล่อยตัวเองได้แล้ว
นี่แสดงให้เห็นว่าจินเฟิงเชื่อมั่นอย่างแน่วแน่ว่ากองทัพปราบปรามทางเหนือสามารถเอาชนะชาวตงหมานได้
แม้จะฟังดูเหลือเชื่อ แต่เมื่อฉินเจิ้นคิดอย่างถี่ถ้วนแล้ว ก็ไม่ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้เลย
กองทัพปราบปรามทางเหนือมีอาวุธมากมาย เช่น เร่อชี่ฉิว ระเบิดมือ ธนูจ้งหนู่ อีกทั้งยังมีเกราะดำที่ดาบไม่สามารถทำอันตรายได้ และยังแย่งม้าศึกมาจากเหยียลวี่ซู่ได้เพียงพอเติมเต็มจุดอ่อนสุดท้าย
ฉินเจิ้นจินตนาการตัวเองเป็นผู้ปกครองสูงสุดตงหมาน ดูเหมือนว่าชาวตงหมานไม่มีโอกาสชนะได้จริง ๆ
“แม่ทัพฉิน กลับไปเถิด”
จินเฟิงตบบ่าของฉินเจิ้นเบา ๆ แล้วพาองค์หญิงเก้ากลับขึ้นรถม้าอีกครั้ง
ฉินเจิ้นรู้ว่าจินเฟิงตัดสินใจเด็ดขาดแล้ว แม้ในใจจะรู้สึกจนปัญญา แต่ก็ไม่ได้ขัดขวางและได้แต่ปล่อยให้จินเฟิงจากไป
……
ทางเหนือ
จางเหลียงนำทัพเหนือเดินทางอยู่ในทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ไพศาล
“ช่างเป็นที่ดินที่ดีเหลือเกิน แต่น่าเสียดายที่ถูกพวกตงหมานทำลายจนมีแต่หญ้าขึ้น”
ต้าจ้วงก้มหน้ามองดูวัชพืชที่สูงถึงหัวเข่า พลางถอนหายใจด้วยความเจ็บปวดใจ
“นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ท่านอาจารย์กำชับให้พวกเราต้องยึดเมืองอวี๋กวานให้ได้!”
จางเหลียงกล่าวว่า “เพียงแค่ยึดเมืองอวี๋กวานได้ พวกตงหมานก็จะไม่สามารถบุกลงใต้ได้ตามใจชอบอีกต่อไป และชาวบ้านก็จะสามารถมาทำนาได้!”