ที่แท้ข้าก็คือลูกพี่เซียน - ตอนที่ 162 บัดนี้มนุษย์ไร้ปรารถนาถึงเพียงนี้แล้วหรือ?
“ต้าเฮย ครั้งนี้ข้าได้ของเล่นใหม่กลับมาด้วย”
หลี่เนี่ยนฝานยิ้มเล็กน้อย หยิบไข่มุกปลุกจิตออกมาชั่งน้ำหนักในมือ “นี่เรียกว่าเครื่องอัดอากาศ! ต่อไปเจ้าได้มีลาภปากแล้ว ให้เจ้าลิ้มลองความสนุกจากน้ำแห่งความสุขสักหน่อย”
จากนั้นเขาก็มองไปที่เสี่ยวไป๋ “เสี่ยวไป๋ อีกเดี๋ยวข้าจะบอกวิธีใช้เครื่องอัดอากาศให้เจ้า ใช้งานง่ายมาก ควบคุมด้วยเสียงอีกเหมือนกัน ต่อไปหน้าที่ทำน้ำแห่งความสุขให้เจ้ารับผิด ดชอบแล้ว”
เสี่ยวไป๋พยักหน้าอย่างจริงจัง “ได้เลยเจ้านาย วางใจได้เจ้านาย”
หลี่เนี่ยนฝานกับต๋าจี่รีบร้อนกลับมา ตอนนี้พวกเขาก็สามารถพักผ่อนได้แล้ว
เขานั่งเอนกายบนเก้าอี้เอนหลังอยู่ใต้ศาลา เพลิดเพลินกับยามบ่ายที่แสนสบาย
หลังจากงีบไปพักหนึ่ง หลี่เนี่ยนฝานก็รู้สึกสดชื่นขึ้นมา จึงนึกขึ้นได้ว่านอกจากไข่มุกปลุกจิต เขายังนำสิ่งอื่นกลับมาด้วย
เขานำรูปปั้นและภาพวาดทั้งสามภาพออกมา
ภาพวาดทั้งสามไม่มีอะไรเป็นพิเศษ อย่างไรก็เป็นน้ำใจจากคนอื่น แม้หลี่เนี่ยนฝานจะไม่ชอบ แต่ก็ไม่อยากทิ้งขว้าง มันถูกเขานำไปวางไว้ข้างๆ ส่วนรูปปั้นดูน่าสนใจขึ้นมาสักหน่อย
หลี่เนี่ยนฝานถือไว้ในมือ มองดูภายนอกที่เป็นสีดำสนิทบวกกับรูปลักษณ์สยดสยอง นับว่าน่าหวาดกลัวอยู่บ้าง คิดดูแล้วคงเป็นปีศาจสักตัวในโลกบำเพ็ญเซียน
ไม่รู้รูปปั้นนี้ทำจากวัสดุใด ไม่เหมือนไม้ แต่ก็มิใช่กระเบื้องเคลือบ มีความเย็นยามอยู่ในมือ ทว่ากลับไม่รู้สึกแข็ง
ฝีมือการแกะสลักไม่เลวทีเดียว ไม่คิดว่าในโลกบำเพ็ญเซียนจะมีผู้ที่รู้จักการแกะสลักด้วย
หลังจากดูเล่นสักพักหนึ่ง หลี่เนี่ยนฝานก็วางประดับไว้บนโต๊ะ เป็นของเล่นชิ้นใหม่
ฟ้าเริ่มมืดแล้ว หลี่เนี่ยนฝานกับต๋าจี่ทานอาหารเย็นกันอย่างเรียบง่าย และหลังจากเล่นหมากอีกสองสามตาก็กลับห้องไปนอน
หลังจากเดินทางมาหลายวันย่อมรู้สึกเหนื่อยล้า ได้เวลาพักผ่อนให้เต็มที่เสียที
หลี่เนี่ยนฝานเอนตัวนอนลงบนเตียง บิดขี้เกียจ ส่งเสียงร้องออกมาอย่างอดไม่ได้
เตียงบ้านเรานุ่มสบายจริงๆ
เมื่อรู้สึกสบายขนาดนี้ ไม่นานก็ผล็อยหลับไป
“ฮูก ฮูก ฮูก”
เสียงนกฮูกร้องดังออกมาจากในป่า เสริมความเงียบงันในราตรี
นอกประตู กลางคืนเริ่มมืดลง
รูปปั้นในความมืดของราตรี คล้ายกับปีศาจปากอ้ากว้าง อยากเขมือบใครสักคน ดูสยดสยองน่าหวาดกลัว
ทันใดนั้นรูปปั้นที่เคยสงบนิ่งกลับขยับเล็กน้อย
จู่ๆ ควันสีดำก็ระเบิดออกมา!
แม้จะถูกปกคลุมอยู่ภายใต้ความมืดมิด ควันดำก็ยังดูโดดเด่นสะดุดตามากและยิ่งทวีความเข้มข้นขึ้นเรื่อยๆ มันลอยฟุ้งขึ้นจากส่วนล่างของรูปปั้น และปกคลุมทั่วทั้งรูปปั้นในที่สุด
จากนั้นควันดำก็พุ่งเข้าหารูปปั้นราวกับแม่น้ำร้อยสายไหลกลับสู่ทะเล ดวงตาของรูปปั้นเหลือบประกายเล็กน้อย มีแสงสีดำสว่างวาบ
“เกิดอะไรขึ้นกับสัตว์เลี้ยงของข้าที่โลกมนุษย์? ถึงได้หวาดกลัวจนกลายเป็นแบบนั้น บัดนี้ยังอยู่ในสภาพกึ่งตาย ใครกันที่ทำเช่นนี้? โลกมนุษย์ยังมีผู้แข็งแกร่งอะไรได้อีก?”
ควันดำหมุนวนอยู่ในรูปปั้น “แต่เป็นเช่นนี้ก็ดี รูปปั้นนี้ยังมีไอมารหลงเหลืออยู่ ขอแค่ผ่านคืนนี้ไป ข้าก็จะสามารถใช้สิ่งนี้นำพลังบางส่วนมาสอดส่องโลกมนุษย์ ไม่แน่ว่าดีที่ส สุดอาจจะสามารถฝึกผู้ศรัทธาสักสองสามคน มารับใช้โลกมารก็เป็นได้!”
ทันใดนั้นสีของรูปปั้นก็เข้มขึ้นเรื่อยๆ
วันรุ่งขึ้น
แสงอาทิตย์ลอดผ่านต้นไม้ส่องไปยังลานด้านในเรือนสี่ประสาน เงาของต้นไม้ตกลงมา เกิดเป็นภาพเงาใบไม้บนพื้น
“แอด”
หลังเสียงเปิดประตูเบาๆ หลี่เนี่ยนฝานก็เปิดประตูเดินออกมา
เขาหันหน้าไปทางที่พระอาทิตย์ขึ้น รอยยิ้มน้อยๆ ผุดขึ้นที่มุมปาก “วันที่สดชื่นเริ่มต้นขึ้นแล้ว”
ต๋าจี่นั่งอยู่ในลานเล่นกับดอกไม้ใบหญ้า พูดด้วยรอยยิ้ม “คุณชาย อรุณสวัสดิ์เจ้าค่ะ”
“ต๋าจี่น้อย อรุณสวัสดิ์”
หลี่เนี่ยนฝานตอบกลับคำหนึ่ง แล้วพูดต่อ “จากไปนานขนาดนี้ ไม่รู้ว่าเมืองลั่วเซียนเป็นยังไงบ้าง วันนี้เราไปกินมื้อเช้าที่เมืองดีหรือไม่ ข้ารู้จักร้านซาลาเปาที่รสชาติไม่ เลวอยู่ร้านนึง”
ต๋าจี่เดินเข้าไปจัดระเบียบคอเสื้อที่ยับเล็กน้อยให้หลี่เนี่ยนฝาน และเอ่ยด้วยรอยยิ้ม “ข้าแล้วแต่คุณชาย”
“ข้าก็เดาว่าเจ้าต้องพูดแบบนี้” หลี่เนี่ยนฝานส่ายหัวยิ้มแหย ก่อนจะเอ่ยต่อ “เช่นนั้นก็เอาแบบนี้ ถือโอกาสไปเดินเล่นสักหน่อยก็พอ”
เวลานี้เองเขาเหลือบมองไปเห็นรูปปั้นบนโต๊ะ ถึงกับต้องส่งเสียง “หือ” ออกมาเบาๆ
“ต๋าจี่น้อย เมื่อเช้าเจ้าได้ขยับรูปปั้นนี้หรือเปล่า?”
“เปล่า” ต๋าจี่ส่ายหัว
หลี่เนี่ยนฝานขมวดคิ้วเล็กน้อย เอ่ยพึมพำ “ไม่ใช่สิ ข้าจำได้ว่ามันควรจะหันหน้าไปทางประตูนี่นา ทำไมตอนนี้หันมาทางประตูห้องข้าล่ะ?”
หรือว่าตนจะจำผิด?
หลี่เนี่ยนฝานอดหยิบมันขึ้นมาดูไม่ได้
แม้แต่สีก็ยังดูเข้มกว่าเมื่อวาน
“แปลกจัง” หลี่เนี่ยนฝานอดไม่ได้ที่จะถอนหายใจ “สิ่งของในโลกบำเพ็ญเซียนนั้นแตกต่าง น่าอัศจรรย์จริงๆ ไม่แน่อาจจะเป็นสมบัติก็ได้”
เวลานี้รูปปั้นกลับมีลำแสงสีดำเปล่งออกมา ควันดำกลุ่มหนึ่งแพร่กระจายโอบรอบมือของหลี่เนี่ยนฝาน
เยว่ถูดีอกดีใจ ไม่คิดว่าเพิ่งถึงโลกมนุษย์ก็จะได้พบกับมนุษย์ปุถุชนคนหนึ่งแล้ว สวรรค์ช่างเป็นใจเสียจริง
ตนสามารถหล่อหลอมปุถุชนผู้นี้ให้กลายเป็นผู้ศรัทธาของตนได้อย่างง่ายดาย จากนั้นก็ให้เขาพาตัวเองไปบ่มเพาะผู้ศรัทธาคนอื่นๆ ต่อไปให้มากขึ้น เป็นอะไรที่ยอดเยี่ยมไปเลย!
นางแทบรอไม่ไหวที่จะยื่นข้อเสนอชะตาชีวิตทั้งสามอย่างออกไป
“หนุ่มน้อย เจ้าอยากไร้เทียมทาน ยืนอยู่บนจุดสูงสุดในใต้หล้าหรือไม่?”
“หนุ่มน้อย เจ้าอยากมีทรัพย์ศฤงคารไม่สิ้นสุด มีหญิงงามใต้หล้ารายล้อมหรือไม่?”
“หนุ่มน้อย เจ้าอยากลบล้างความอัปยศ เหยียบย่ำผู้ที่เคยดูหมิ่นเจ้าลงแทบเท้าหรือไม่?”
แต่แล้วสิ่งที่ตอบกลับนางมีเพียงความเงียบงัน อีกฝ่ายไม่แม้แต่จะเปลี่ยนสีหน้าเลยแม้แต่น้อย
“หืม?”
นางผงะไปเล็กน้อย ตกอยู่ในความตะลึงไปชั่วขณะ
อะไรกัน ไม่ตอบสนองอะไรเลย? ไม่มีสิ่งใดใฝ่ฝันปรารถนาเลยหรือ?
เจ้าคนไร้ชีวิตชีวา! ไร้ชีวิตชีวาที่สุด!
ข้าเยว่ถูอยู่มาหลายหมื่นปี ยังไม่เคยเห็นคนไร้ชีวิตชีวาที่ไม่ต้องการให้ชีวิตก้าวหน้าขนาดนี้มาก่อน!
พอกันที คนผู้นี้ใช้ไม่ได้ ยังดีที่ข้างกายเขายังมีสตรีอีกคน ลองดูสักหน่อยก็แล้วกัน
“สาวน้อย เจ้าอยากเลอโฉมเหนือผู้ใด งดงามจนใครก็หลงรักหรือไม่?”
“สาวน้อย เจ้าอยากยืนอยู่บนจุดสูงสุดในใต้หล้า ไม่ถูกผู้ใดรังแกอีกหรือไม่?”
“สาวน้อย เจ้าอยากได้ความรัก สังหารคนชั่วร้ายให้หมดไปจากโลกหรือไม่?”
ต๋าจี่เพียงชำเลืองมองนางแวบหนึ่งก็ผละสายตาออก สีหน้าไร้ซึ่งการเปลี่ยนแปลงใดๆ
“นี่ข้าล้มเหลวอีกแล้วเหรอ?”
สมองของเยว่ถูส่งเสียงหวึ่งๆ แทบไม่อยากเชื่อ “หรือว่าข้าไม่ได้มายังโลกมนุษย์เสียนาน บัดนี้มนุษย์ไร้ความปรารถนาให้ไล่ตามถึงเพียงนี้แล้ว?”
พอกันทีๆ สองสามีภรรยาไร้ชีวิตชีวาคู่นี้ใช้ไม่ได้ก็ช่างเถอะ
นางเปลี่ยนเป้าหมายอีกครั้ง มองต้าเฮยที่อยู่ตรงเท้าหลี่เนี่ยนฝาน
“ได้สักอย่างก็ยังดีกว่าไม่ได้อะไรเลย เอาเจ้านั่นละกัน!”
“เจ้าหมาดำ เจ้าอยากเป็นราชาแห่งสุนัขทั้งปวง กลายเป็นตำนานในโลกสุนัข เป็นสุนัขที่งดงามที่สุดในใต้หล้าหรือไม่?”