ที่แท้ข้าก็คือลูกพี่เซียน - ตอนที่ 163 ท่ามกลางวงล้อมพี่ใหญ่
คราวนี้ต้าเฮยไม่แม้แต่จะเหลือบมอง บิดหน้าหันก้นสุนัขให้นาง
หางยังกวัดแกว่งซ้ายขวา ราวกับกำลังเยาะเย้ย
“หือ?”
หลี่เนี่ยนฝานผงะเล็กน้อย มองดูรูปปั้นในมือด้วยความประหลาดใจ “รูปปั้นนี่เหมือนขยับได้จริงๆ เมื่อครู่…ดูเหมือนสั่นนิดหน่อย?”
ช่างเถอะ ช่างเถอะ
หลี่เนี่ยนฝานวางรูปปั้นลง “ต๋าจี่น้อย ไปกันเถอะ ถือโอกาสตอนที่ยังเช้าอยู่ รีบไปกินกันเร็วหน่อย”
ต๋าจี่พยักหน้า “อื้ม”
ทั้งสองค่อยๆ ก้าวเดินออกจากเรือน ลงภูเขาไปด้วยกัน
“ต้าเฮย เฝ้าบ้านด้วยล่ะ” เสียงของหลี่เนี่ยนฝานดังมาจากนอกเรือน
ขณะที่เดินไป ในใจเขาพลันรู้สึกผิดขึ้นมา
จำได้ว่าเมื่อก่อน ตอนที่ยังไม่รู้จักกับต๋าจี่ ตนจะพาต้าเฮยไปด้วยทุกที่ แต่ตอนนี้…
ดังนั้น ความรักจางหายไปใช่ไหม?
ในเรือน
รูปปั้นสั่นไหวเล็กน้อย ควันดำกลุ่มหนึ่งพวยพุ่งออกมา ปรากฏกลิ่นอายชั่วร้าย กระทั่งดวงตารูปปั้นก็เปลี่ยนเป็นสีแดงเข้ม
มีน้ำเสียงกดต่ำปนความโกรธเกรี้ยวดังออกมา “เจ้าหมาโง่ ข้าจะให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง โอกาสที่จะไปถึงจุดสูงสุดของชีวิตสุนัขอยู่ตรงหน้าแล้ว เจ้าจะเลือกหรือไม่?”
ต้าเฮยเมินหน้า มุมปากเหยียดประชด “เจ้ารู้ไหมว่าเจ้ากำลังพูดกับใคร? ข้าจะให้โอกาสเจ้าเรียบเรียงคำพูดใหม่อีกที”
“เหอะๆ ที่แท้ก็เป็นสุนัขอสูร?”
ทีแรกเยว่ถูผงะไปครู่หนึ่ง จากนั้นก็หัวเราะอย่างขุ่นเคือง “กี่ปีมาแล้ว หลายพันปีมานี้ไม่มีผู้ใดกล้าพูดจาเช่นนี้กับข้า ไม่คิดว่าคนแรกที่กล้าพูดเช่นนี้กับข้า จะเป็นสุนัขอสู รในโลกมนุษย์ตัวหนึ่ง เจ้ารู้หรือไม่ว่าเจ้ากำลังพูดกับใคร?
พูดดีๆ ไม่ชอบ ดื้อด้านเสียจริง เช่นนั้นก็อย่ามาโทษข้า!” ควันดำพุ่งออกมาจากรูปปั้น ก่อตัวเป็นฝ่ามือสีดำจับต้าเฮยไว้
“เอาล่ะ ถึงเวลาต้องทำให้เจ้าได้เห็นความจริงกระจ่างสักที”
ต้าเฮยยืนนิ่ง ส่ายหัวอย่างเย็นชา ยกอุ้งเท้าขึ้นเล็กน้อยแล้วตวัดตบออกไปอย่างไม่ใส่ใจ
วูบ—
ท่ามกลางความว่างเปล่า จู่ๆ ก็ปรากฏพลังกดดันไปทางเยว่ถู ตามมาด้วยพลังมหาศาล ฝ่ามือสีดำถูกตีจนแตกสลาย กระเด็นออกไปพร้อมกับรูปปั้น
“ฟุบ”
รูปปั้นหล่นลงสู่พื้น ควันดำวูบไหวคลอนแคลน แสดงให้เห็นว่าจิตใจของเยว่ถูไม่สงบมั่นคง
บนหน้าผากของนางคล้ายกับมีเครื่องหมายคำถามนับไม่ถ้วน นิ่งตะลึงอยู่ตรงนั้น ยังไม่อาจยอมรับความจริง “เมื่อครู่นี้เหมือนว่าข้าโดนสุนัขอสูรในโลกมนุษย์ตบกระเด็น? แม้แต่ป้องกันขัดข ขืนสักนิดก็ยังไม่ได้ทำ?”
นี่มันสุนัขอสูรระดับใด?
เยว่ถูรีบสูดหายใจระงับความตื่นตระหนก สายตากวาดมองด้านข้างอย่างอดไม่ได้ จากนั้นดวงตาก็พลันแข็งค้าง
ข้างๆ จุดที่นางตกลงมายังมีกระบี่จุ้ยหมัววางอยู่เงียบๆ
เยว่ถูดีใจ ไม่คิดว่าจะได้เจอตัวช่วยที่นี่ ชีวิตคนมีเรื่องให้ประหลาดใจทุกที่จริงๆ!
นางรีบเอ่ย “มารกระบี่ รีบออกมาเร็ว สุนัขอสูรตัวนี้ไม่ธรรมดา เจ้ากับข้าร่วมมือกัน ไม่แน่อาจจะปราบชนะก็เป็นได้!”
วิ้ง!
กระบี่จุ้ยหมัวเรืองแสงส่องสว่างขึ้น
สมณะกระบี่ในผ้ากาสาวพัสตร์ลอยออกมา สองมือประนม จ้องมองเยว่ถู แววตาเผยรำพึงฟ้าเวทนาคน ก่อนจะพูดเอื่อยๆ ว่า “อมิตตาภพุทธ โยมเยว่ถู เห็นแก่ที่เจ้าเป็นคนรู้จักเก่า ข้าก็จะ ะขอความเมตตาจากท่านสุนัขอสูรแทนเจ้า อนุญาตให้เจ้าเข้าสู่นิกายพุทธของเรา”
นี่มันอะไรกันอีกเนี่ย?
เยว่ถูรู้สึกว่าโลกทัศน์ของนางถูกท้าทายครั้งแล้วครั้งเล่าติดต่อกันในวันเดียว
เอ่ยอย่างอดไม่ได้ “มารกระบี่ เหตุใดเจ้าแต่งตัวเช่นนี้? เข้าสู่นิกายพุทธอะไร? อย่าลืมสิว่าเจ้าเป็นคนของโลกมาร!”
สมณะกระบี่เอ่ยด้วยเมตตา “โยมเยว่ถู อย่าบอกว่าข้าไม่เตือนเจ้า ลองดูสถานการณ์รอบข้างแล้วค่อยว่ากันอีกทีเถอะ”
สถานการณ์รอบข้าง?
ที่นี่มีอะไรน่าดูกัน?
เยว่ถูเบะปากรังเกียจ กวาดสายตามองคร่าวๆ
แต่แล้วแค่กวาดตามองปราดหนึ่งหนึ่งกลับถึงกับตกตะลึง แข็งทื่อดังหุ่นไก่ ความหนาวเหน็บผุดขึ้นจากส่วนล่าง
ไม่รู้เมื่อไรที่นางถูกห้อมล้อม
น่ะ…นี่มันไข่มุกเพลิงมังกร?
หือ? กระดิ่งจิตสวรรค์?
ฟืด! หยาดน้ำแข็งทมิฬพันปี?
ผลึกธาตุน้ำแข็ง? พระธาตุแผ่ธรรม? ไข่มุกปลุกจิต?!
เมื่อถูกจับจ้องด้วยของวิเศษมากมาย แม้นางจะเห็นฉากใหญ่ๆ มาแล้วจนชินตา ก็ยังรู้สึกว่าภายในสั่นสะท้าน
ไม่ทันรู้เนื้อรู้ตัว ตนก็ถูกล้อมรอบไปด้วยเจ้าพ่อตัวใหญ่มากมายเช่นนี้เสียแล้ว?
นี่มันดินแดนเทพเซียนอะไรกัน? หรือว่าจะไม่ใช่โลกมนุษย์ แต่เป็นโลกเซียน?
เยว่ถูพลันตื่นตระหนก หนังศีรษะชา รีบพูดด้วยน้ำเสียงที่สั่นเทา “เร็วสิ! มารกระบี่ เจ้าร่วมมือกับข้า ไม่แน่อาจยังมีหวังหลบหนีจากที่นี่ได้! เร็วเข้า!”
สมณะกระบี่ส่ายหน้า “ข้าได้เปลี่ยนชื่อเป็นสมณะกระบี่แล้ว ไม่เพียงแต่ไม่ไปกับเจ้า ข้ายังจะเทศนาธรรมขัดเกลาเจ้าด้วย เจ้าจะรับการเทศนาธรรมขัดเกลา หรืออยากบีบบังคับให้ข้าลงมือกับ เจ้า?”
“ดูเหมือนเจ้าจะบ้าไปแล้วจริงๆ! ที่ผ่านมาพวกเราสะกดจิตผู้อื่น ไม่คิดว่าวันนึงเจ้าจะถูกคนอื่นสะกดจิต น่าผิดหวังจริงๆ!”
น้ำเสียงเยว่ถูเต็มไปด้วยการดูถูก “หากเป็นข้า แม้นถึงตายก็จะเป็นผู้สนับสนุนที่มั่นคงที่สุดของโลกมาร!”
ใบหน้าสมณะกระบี่เคร่งขรึม ยกสองมือขึ้น “ในเมื่อเป็นเช่นนี้ ยากจะพูด ต้องให้เจ้าได้ลิ้มรสมังกรศักดิ์สิทธิ์ของข้า!”
…
ณ เมืองลั่วเซียน
หลี่เนี่ยนฝานและต๋าจี่เดินอยู่บนถนน มองดูผู้คนที่ขวักไขว่ไปมา ชวนให้รู้สึกคุ้นชินและคุ้นเคย
ไม่นานพวกเขาก็มาถึงแผงขายอาหารเช้าเล็กๆ ริมถนน
แผงขายอาหารไม่ใหญ่โต แต่กลับค้าขายดิบดีอย่างน่าประหลาดใจ ผู้คนมากินมาเที่ยว นั่งกันเต็มไปหมด
ไอร้อนระอุที่โชยมาจากแผงขายอาหาร นำพาบรรยากาศคึกคักมาสู่เมืองลั่วเซียนในยามเช้า
“เถ้าแก่ เสี่ยวหลงเปาเข่งนึง แล้วก็เต้าฮวยอีกสองชาม”
“อ้าว คุณชายหลี่!” เจ้าของแผงเห็นหลี่เนี่ยนฝาน พลันเผยรอยยิ้มดีใจ “วันนี้ลมอะไรพาท่านมา”
หลี่เนี่ยนฝานคลี่ยิ้มเล็กน้อย “ข้าแค่ขี้เกียจทำอาหารที่บ้าน ธุรกิจของเถ้าแก่รุ่งเรืองมากเลยนะ”
เถ้าแก่เอ่ยอย่างซาบซึ้งบุญคุณ “ต้องขอบคุณคำแนะนำของคุณชายหลี่ ท่านสอนข้านวดเส้นก๋วยเตี๋ยว แล้วยังสอนข้าทำเต้าฮวยด้วย ไม่ต้องพูดถึงเลย อร่อยกว่าที่ไหนๆ! ข้าจำได้ไม่ลืม!”
“ตอนนั้นข้าก็แค่พูดไปอย่างนั้น ไม่ต้องเก็บมาใส่ใจหรอก” หลี่เนี่ยนฝานโบกมือ “ยังมีที่นั่งอีกไหม?”
“มี! มีแน่นอน!”
เถ้าแก่พาหลี่เนี่ยนฝานไปที่ศาลาทันที กวาดตามองปราดหนึ่งแล้วพูดเสียงดังว่า “เอ้อร์โก่ว ตูดเจ้าจะใหญ่ไปไหน นั่งทั้งโต๊ะคนเดียวหรือ? ไปนั่งเบียดข้างๆ ต้าหนิวนู่น ให้ที่ ว่างคุณชายหลี่หน่อย!”
“จางเหล่าลิ่ว ข้าเห็นแก่หน้าคุณชายหลี่หรอกนะ หากเป็นคนอื่น ข้าไม่ยอมหรอก!” เอ้อร์โก่วฟึดฟัดตะบึงตะบอนใส่เถ้าแก่ ลุกขึ้นแล้วถัดไปนั่งข้างๆ ยิ้มให้คุณชายหลี่ “คุณชายหลี่ เชิญ”
หลี่เนี่ยนฝานยกมือคารวะด้วยรอยยิ้ม “ขอบคุณ”
เอ้อร์โก่วรีบโบกมือแล้วพูดว่า “คุณชายหลี่ไม่ต้องเกรงใจ ข้าเอ้อร์โก่วไม่รู้หนังสือ น่ายกย่องนับถือที่สุดก็คือปัญญาชนอย่างพวกท่าน ก่อนหน้านี้ข้าฟังท่านเล่าบันทึกท่องประจิม จนกลับบ้านช้า โดนเมียดุไปยกนึง”
“ฮ่าๆๆๆ”
คำพูดของเอ้อร์โก่วสร้างเสียงหัวเราะขึ้นทันใด
มีคนพูดเสริมว่า “คุณชายหลี่อย่าได้เกรงใจ ยากนักที่ท่านจะพาภรรยาออกมากินข้าว เหตุใดเล่าจะไม่ช่วยท่านหาที่ว่างสักหน่อย?”