ที่แท้ข้าก็คือลูกพี่เซียน - ตอนที่ 174 ข้าไปล่ะ
“ท่านปู่!”
กู้ฉางชิงตะโกนด้วยความตกใจ รีบเก็บม้วนภาพวาด ทว่าก็ยังช้าไปก้าวหนึ่ง ภาพจำแลงได้จางหายไปแล้ว
อะ เอ่อ…
ทุกคนต่างมองไปยังพื้นที่ว่างเปล่า ตะลึงตาค้าง ดวงตาเบิกกว้าง ตกอยู่ในภวังค์ว่างเปล่า
กู้ฉางชิงมองม้วนภาพในมืออย่างล่องลอย จากนั้นก็มองสถานที่ที่ท่านปู่สลายหายไป เขาสูดหายใจเฮือก ดวงตาฉายแววหวาดเกรง
ปรมาจารย์สมกับเป็นปรมาจารย์ ม้วนภาพนี้เพียงส่งกลิ่นอายเบาบางออกมา ก็สามารถรบกวนภาพจำแลงของเซียนปู่ให้สลายหายไปได้แล้ว ต้องทรงพลังเพียงใดกัน!
เขารีบเก็บม้วนภาพวาด พูดอย่างเคร่งขรึมจริงจัง “เอาล่ะ เช่นนั้นพวกเรามาอัญเชิญกันอีกครั้ง”
ตามขั้นตอน
โค้งคำนับ พรมเลือด จุดธูป อัญเชิญ
กู้ฉางชิงหน้าซีดลงเล็กน้อย ที่เขากระอักออกมาไม่ใช่เลือดธรรมดา แต่เป็นแก่นแท้ของเลือดปริมาณมาก แค่กระอักสองครั้ง ก็สูญเสียพลังบำเพ็ญไปถึงสิบยี่สิบปีแล้ว ไม่อาจชดเชยได้
ต้องการอัญเชิญเซียนมาสถิต ย่อมต้องมีสิ่งแลกเปลี่ยนไม่น้อย
หวึ่ง!
ควันหนาลอยตัวขึ้น ภาพจำแลงปรากฏขึ้นอีกครั้ง
เขาเหลือบมองม้วนภาพในมือกู้ฉางชิง ดวงตาเผยความหวาดกลัวอย่างไม่อาจเก็บงำ
ทำนองมรรคาในภาพวาดแผ่นนี้แข็งแกร่งเกินไป อย่าว่าแต่ภาพจำแลงเลย ตัวจริงมาอยู่ที่นี่ยังเกรงว่าจะอดไม่ได้ที่จะกราบสักการะ
ต่อให้อยู่ในโลกเซียน ภาพวาดแผ่นนี้ก็ต้องถูกยกให้เป็นสมบัติล้ำค่าอย่างแน่นอน
โลกมนุษย์ถือกำเนิดเทพแล้วอย่างนั้นหรือ?
ขณะที่ตกตะลึง ปู่ของกู้ฉางชิงใบหน้าแดงเรื่อ รู้สึกอัปยศอดสูเล็กน้อย
เมื่อครู่ตนยังอวดเก่งต่อหน้าลูกหลาน พริบตาเดียวกลับถูกตบหน้า ทำลายภาพลักษณ์ของตนในใจลูกหลานเสียแล้ว!
เดิมทียังต้องการให้พวกเขาได้สัมผัสความเท่ของเซียนบรรพบุรุษของพวกเขา ยามนี้ทุกอย่างไร้ประโยชน์แล้ว
เฮ้อ ข้าเหนื่อยเหลือเกิน
“เหลือเชื่อ น่าตกใจ!”
เขาอุทานอย่างประหลาดใจ ลูบเคราไปพลาง พยายามทำสีหน้าตนให้สงบราบเรียบสุดกำลัง กริยาดั่งเทพเซียน รักษาท่วงท่าอันสง่างามของผู้ยิ่งใหญ่
เขาพูดด้วยน้ำเสียงราบเรียบ “ขอบเขตพลังของเจ้ายังต่ำไป เกรงว่ายังสัมผัสได้ไม่ลึก ทว่าในภาพวาดนี่ไม่ได้มีเพียงทำนองมรรคาเท่านั้น ยังเป็น…เทียบเทพ! แม้ว่าข้าจะไม่ได้เห็นภ ภาพวาดทั้งหมด แต่ดูจากกลิ่นอายเมื่อครู่ ภาพวาดนี้มีทำนองเทพแฝงอยู่แน่นอน! พูดง่ายๆ คือภาพวาดนี้…มีชีวิต!”
“มี…มีชีวิต?”
กู้ฉางชิงและคนอื่นๆ ต่างพร้อมใจอ้าปากค้าง จ้องมองไปที่ภาพวาด ศีรษะชา เส้นขนทั่วร่างลุกชัน หวาดหวั่นถึงขีดสุด
“พวกเจ้าไม่ต้องกลัว แม้ว่ามันจะมีชีวิตอยู่ แต่ปรมาจารย์ผู้นั้นมอบให้พวกเจ้า จึงไม่มีทางเป็นศัตรูกับพวกเจ้าแน่นอน ไม่เช่นนั้น…ทั้งหุบเขาเมฆาครามคงจะหายไปนานแล้ว”
ร่างจำแลงยิ้มน้อยๆ แล้วถามว่า “จริงสิ ในภาพนี้วาดสิ่งใดหรือ?”
กู้ฉางชิงรีบตอบ “ท่านปู่ นี่เป็นภาพของอีกาสามขา พวกเราไม่เคยเห็นมาก่อน ท่านปรมาจารย์บอกว่ามันเป็นอีกาสีทองสามขา”
“อะไรนะ อีกาสามขา?!”
ภาพจำแลงสั่นคลอนอย่างรุนแรงอีกครั้ง คล้ายกับตกใจกลัวจนแทบจะสลายหายไปได้ทุกเมื่อ “เจ้าแน่ใจหรือ?”
“ข้าแน่ใจ” ขณะที่พูด กู้ฉางชิงก็กำลังจะคลี่เปิดภาพวาด “หากท่านปู่ไม่เชื่อ ข้าจะเอาให้ท่านดู”
“ไอ้หลานเวร หยุดเลย!”
ภาพจำแลงรีบร้อนตวาด “นี่เจ้าอยากไล่ให้ข้าไปเรอะ!”
กู้ฉางชิงใบหน้าเป็นตัวอักษร 囧 รีบยั้งมือทันที
“ที่แท้ชื่อของอีกาสามขาก็คืออีกาทองสามขา? ในโลกเซียน นั่นคือสิ่งที่อยู่ในบันทึกอาณาจักรลับโบราณ! หรือว่าเขาจะเป็นผู้ทรงพลังที่มีชีวิตอยู่มาตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน? ?” ภาพจำแลงพึมพำกับตัวเอง ความหวาดผวาในดวงตายิ่งแจ่มชัดขึ้นทุกที “ไม่ได้การ เรื่องนี้สำคัญใหญ่หลวง ต้องรีบไปรายงานเจ้าสำนักโดยเร็วที่สุด!”
เขามองกู้ฉางชิงด้วยสีหน้าจริงจัง กล่าวว่า “ความแข็งแกร่งของบุคคลผู้นี้สูงส่งเทียมฟ้า เรียกได้ว่าสะท้านฟ้าสะเทือนดิน พวกเจ้าต้องจำไว้ว่าอย่าได้ล่วงเกิน เข้าใจหรือไม่?”
กู้ฉางชิงพยักหน้าเห็นด้วย “ท่านปู่วางใจ พวกเราย่อมตระหนักเรื่องนี้ดี พยายามผูกมิตรทุกวิถีทาง มิกล้าเมินเฉยไม่เคารพแม้แต่น้อย”
“พยายามผูกมิตรทุกวิถีทางยังไม่พอ! การพบบุคคลระดับนี้นับว่าเป็นพรของเรา! พรอันประเสริฐยิ่ง! เจ้ารู้หรือไม่เหตุใดข้าถึงประสบความสำเร็จยิ่งใหญ่ได้ในโลกเซียน? แม้ว่าจะมีการร่ วมมือของหุบเขาเมฆาครามรุ่นที่หนึ่ง ทว่าแรงกดดันของการแข่งขันก็ยังมีมาก มีแต่ต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดีจริงๆ เท่านั้น จึงจะได้รับการต้อนรับอย่างดี สรุปแล้วพวกเจ้าต้องจำเอาไว้ ว่า หลายครั้งการสานสัมพันธ์กับผู้ทรงพลังสำคัญยิ่งกว่าขลุกอยู่กับการบำเพ็ญ เข้าใจหรือไม่?”
ร่างจำแลงยังคงพูดกำชับต่อไป “บุคคลระดับนี้ ข้างกายย่อมไม่ขาดแคลนคนดี มีเพียงการทุ่มเทใจเท่านั้นจึงจะสามารถแสดงฝีมือได้อย่างเต็มที่!”
กู้ฉางชิงและคนอื่นๆ ต่างนิ่งอึ้ง อ้าปากค้างมองภาพจำแลง
ชั่วพริบตา พวกเขารู้สึกว่าตนกับเซียนมิได้มีสิ่งใดแตกต่างกันเลย ที่แท้เป็นถึงเซียนก็ยังต้องเลียแข้งเลียขาไม่ต่างกัน และดูเหมือนว่าการแข่งขันจะยิ่งกดดันมากกว่า ดังนั้นจึงชำนาญก การประจบประแจงมากขึ้นตามไปด้วย
กู้ฉางชิงกล่าวอย่างเคารพ “ท่านปู่กล่าวถูกต้อง ฉางชิงน้อมรับคำสั่งสอน”
สีหน้าภาพจำแลงเผยให้เห็นว่าเด็กคนนี้โตพอจะสอนได้ เอ่ยขึ้นว่า “ในเมื่อผู้ยิ่งใหญ่ให้ของพวกเจ้าแล้ว ได้สั่งอะไรไว้หรือไม่?”
“ท่าน...ปู่ทวด” กู้จื่อเหยาก้าวไปข้างหน้าอย่างประหม่าเล็กน้อย พูดเสียงต่ำ “ดูเหมือนผู้ยิ่งใหญ่ต้องการปีศาจที่บินได้ตัวหนึ่ง”
“มีเรื่องเช่นนี้หรือ? ข้อมูลนี้สำคัญมาก!” ดวงตาของภาพจำแลงพลันเปล่งประกายเจิดจ้า “นี่นับเป็นการให้โอกาสพวกเราได้แสดงผลงานชัดๆ! หายาก หายากเกินไปแล้ว!”
กู้ฉางชิงกล่าวว่า “ท่านปู่ ข้าก็คิดเช่นนั้น ทว่ายังคิดไม่ออกว่าควรจะให้ปีศาจตนใด”
ภาพจำแลงหัวเราะร่า “สิ่งของที่มอบให้ไม่อาจละเลย อย่างน้อยก็ต้องเป็นสัตว์เซียน พวกเจ้าอยู่ในโลกมนุษย์ หาไม่พบย่อมเป็นเรื่องธรรมดา โลกเซียนที่ข้าอยู่นับว่ายังพอมีอยู่บ้า าง ไว้ข้าจะหามาให้พวกเจ้าสักตัว”
ทุกคนต่างเผยสีหน้าประหลาดใจ
กู้ฉางชิงเอ่ยอย่างอดตื่นเต้นดีใจไม่ได้ “ท่านปู่สามารถหาสัตว์เซียนมาได้จริงๆ หรือ?”
ภาพจำแลงโพล่งเสียงหัวเราะภาคภูมิใจ “เหอะๆ มีอะไรน่าแปลกหรือ? ก็แค่สัตว์เซียน สำหรับข้าแล้วไม่ใช่เรื่องใหญ่อะไร
เอาล่ะ พรุ่งนี้พวกเจ้าอย่าลืมอัญเชิญข้าอีกครั้ง ข้าจะเอาสัตว์เซียนมาให้พวกเจ้า ข้าไปล่ะ!”
พวกกู้ฉางชิงพูดด้วยความเคารพพร้อมกัน “น้อมส่งบรรพบุรุษ”
แต่แล้วขณะที่ภาพจำแลงค่อยๆ จางไป ก็กลับมารวมตัวกันอีกครั้ง “จริงสิ ภาพวาดแผ่นนั้นล้ำค่าสูงส่งหาใดเปรียบ พวกเจ้าต้องเก็บไว้ดีๆ ล่ะ!”
“พวกเราจะจำไว้”
“เช่นนั้นข้าก็วางใจ ข้าไปล่ะ”
“น้อมส่งบรรพบุรุษ”
ไหนเลยจะรู้ว่าตอนที่ภาพจำแลงจะสลายไป ก็กลับมารวมกันอีกครั้งหนึ่ง
เขาจ้องมองภาพวาดในมือของกู้ฉางชิง แล้วพูดว่า “ภาพวาดนั่นไม่ธรรมดาเลยจริงๆ ความแข็งแกร่งของพวกเจ้ายังต่ำอยู่สักหน่อย พวกเจ้าต้องเก็บมันไว้ให้ดีนะ!”
“ท่านผู้เฒ่า ไม่ต้องเป็นห่วง”
“ดี เช่นนั้นข้าไปล่ะ”
“น้อมส่งบรรพบุรุษ”
คราวนี้ภาพจำแลงไม่ขยับ มองกู้ฉางชิงอย่างแผ่วเบา “เฮ้ย ไม่ใช่ว่าข้าเป็นห่วงพวกเจ้าหรอกนะ แต่ภาพวาดแผ่นนี้สลักสำคัญนัก ข้ายากจะวางใจได้จริงๆ”
มุมปากกู้ฉางชิงกระตุก เขายกภาพวาดขึ้นมาแล้วพูดว่า “เช่นนั้น…ภาพวาดนี้ให้ท่านบรรพบุรุษเก็บรักษาดีหรือไม่?”
“ก็ได้ ในเมื่อเจ้าพูดเช่นนี้ ข้าก็จะเก็บรักษาไว้ให้พวกเจ้า เช่นนี้ค่อยปลอดภัยขึ้นมาหน่อย” ภาพจำแลงพยักหน้า ยกมือขึ้น ดูดภาพวาดนั้นมาไว้ในมือ
“ครั้งนี้ข้าไปจริงๆ ล่ะ พรุ่งนี้อย่าลืมอัญเชิญข้ามาเวลาเดิม!”
“น้อมส่งบรรพบุรุษ”