ที่แท้ข้าก็คือลูกพี่เซียน - ตอนที่ 179 จิต...จิตโคม?
สายลมพัดมา ทั่วร่างทุกคนต่างหนาวเหน็บ ทว่ายามมองดูร่างไร้วิญญาณที่เย็นสนิทก็ใจชื้นขึ้นเล็กน้อย
คนผู้นี้ไร้สมองรนหาที่ตาย กลายเป็นตัวอย่างเชิงลบในตำราเรียนให้กับทุกคน
ชายชราผมขาวในชุดคลุมสีเขียวเข้มส่ายหัว พูดจาเยาะเย้ย “ตราบใดที่มีสมองอยู่บ้าง ก็จะไม่ถึงกับตายกะทันหันอย่างนี้”
“อย่างที่รู้กันดี ซากโบราณใดๆ ล้วนมาพร้อมกับภยันตราย คนผู้นี้แปดส่วนดีใจจนเลอะเลือน ลืมแม้กระทั่งอันตราย”
“เหลือเชื่อเลยว่าในหมู่ผู้บำเพ็ญเซียนรุ่นข้า ยังมีคนที่เลอะเลือนเช่นนี้อยู่”
ทุกคนได้แต่มองดูกันไปมา ทอดถอนใจด้วยความหดหู่
อย่างไรก็ตาม เวลานี้ผิวน้ำที่เคยสงบนิ่งกลับเริ่มเดือดพล่าน หินประหลาดที่ลอยขึ้นมาทำให้เกิดความผันผวนผิดปกติ
บรรยากาศบริเวณนั้นค่อยๆ กดดัน ความอันตรายครอบงำจิตใจทุกคนจนหนาวสะท้าน
“สวบๆๆ!”
แสงกระบี่มากมายนับไม่ถ้วนพุ่งออกจากปากหลุม เจือความเย่อหยิ่งจองหอง กลิ่นอายเฉียบคมทำให้ผู้บำเพ็ญเซียนทุกคนในที่แห่งนี้ขนลุกชัน ร่างกายสั่นสะท้าน
“ทุกท่านระวัง!”
ไม่ต้องให้เขาเตือน ผู้บำเพ็ญเซียนทุกคนต่างก็ใช้วิธีการของตน แสงสว่างเวทเริงระบำเต็มท้องฟ้า แต่ละคนสร้างอาวุธเวทป้องกันเป็นเกราะกำบัง
ชิ้งๆๆ!
ลำแสงกระบี่กระทบโล่ ราวกับวัวโคลนลุยทะเล หายไปอย่างไร้ร่องรอย
ลำแสงกระบี่มืดฟ้ามัวดิน ดีที่ผู้บำเพ็ญเซียนที่มาถึงที่นี่วรยุทธ์นับว่าไม่เลว อย่างน้อยก็เป็นถึงขั้นหยวนอิง แม้จะถูกผลักให้ล่าถอย ทว่าก็ยังสามารถต้านทานได้
“ที่แท้ลำแสงกระบี่นี่ก็ไม่เท่าไหร่ ข้ามีของวิเศษป้องกันตนก็ไม่ต้องกลัวแล้ว” ชายชราขั้นชูเชี่ยวระยะต้นผู้หนึ่งหัวเราะเหอะๆ ดวงตาเผยแววเย่อหยิ่งดูแคลน
เขาสะบัดแขนเสื้อ เปิดใช้อาวุธเวทมนตร์ป้องกันตนด้วยกำลังสูงสุด ค่อยๆ เข้าใกล้ปากหลุม ทันใดนั้นแสงสว่างเจิดจ้าก็แผ่ไปทั่วทุกสารทิศ โดดเด่นราวกับเทพเซียน แสดงกิริยาท่วงท่าของผู้ยิ่งใหญ่
“ทุกท่าน การทดสอบแรกของซากโบราณไม่มีอะไรมากไปกว่านี้แล้วล่ะ พวกท่านต้องพยายามกันหน่อย ข้านำไปก่อนก้าวหนึ่ง เข้าสู่ระดับสองก่อนล่ะนะ! ฮ่า….” ขณะที่เขาหัวเราะลั่นก็ยกขาก้าวเข้าไป
แต่แล้วเสียงหัวเราะก็หยุดชะงักลงทันที ในชั่วพริบตาคนทั้งคนถูกแทงทะลุถึงหัวใจ
ทุกคนพร้อมใจกันส่ายหน้า นำไปก่อนก้าวหนึ่งอีกแล้ว
ชายชราในชุดคลุมสีเขียวเข้มพูดอย่างอดไม่ได้ “ขนาดซากโบราณเซียนยังมีคนกล้าดูเบา รนหาที่ตายเสียจริง”
ขณะนี้เอง จู่ๆ ร่างสีทองร่างหนึ่งก็พุ่งออกมาและตรงไปที่ปากหลุม
ร่างนั้นไม่พูดอะไรสักคำ ยิ่งไม่ต้องพูดถึงคำสาปนำไปก่อนก้าวหนึ่ง
ร่างกายทั้งหมดถูกห่อหุ้มด้วยระฆังทองขนาดใหญ่ ขณะเหาะเหินมีเสียงฟ้าร้อง ไอกระบี่เหล่านั้นยังไม่ทันจะเข้าใกล้ก็สลายหายไปอย่างไร้ร่องรอย
ทันทีที่เข้าไปในหลุมก็มีกระบี่มากมายนับไม่ถ้วนพุ่งออกมาเช่นเคย ทว่าหลังจากเสียง “เคร้ง” พวกมันก็ถูกผลักกระเด็นออกไป
เมื่อมีคนแรกเข้าไปในปากหลุมได้สำเร็จ จึงกระตุ้นจิตวิญญาณทุกคนในทันที
ใครคนหนึ่งตะโกนด้วยความตื่นเต้นดีใจ “เอาล่ะทุกคน ดูเหมือนพลังกระบี่นี้จะมีจำกัด อ่อนแอลงไปตามการต่อต้านของเรา ต้านไปด้วยกัน ไม่เกินครึ่งชั่วยาม พวกเราทุกคนก็จะสามารถเข้าไปได้!”
จิตวิญญาณทุกคนยิ่งฮึกเหิม ต่างฝ่ายต่างพยายามหนักขึ้น “สหายเต๋าสู้ๆ โอกาสอันยิ่งใหญ่อยู่ตรงหน้าแล้ว ลุยๆๆ!”
“สหายเต๋า สามัคคีมีพลังยิ่งใหญ่ ชัยชนะก็อยู่เบื้องหน้า!”
บางคนที่มีความมั่นใจในพลังการป้องกันของตน ก็นำหน้าไปก้าวหนึ่ง พุ่งไปที่ปากหลุม
ทุกคนต่างใช้วิธีการของตน แสงสว่างเจิดจ้าเต็มท้องฟ้า เจ๋งเป้งสุดๆ
ขณะนี้บนขอบฟ้าห่างไกล เรืออู๋เผิงที่ไม่โดดเด่นสะดุดตาเคลื่อนคลอนเข้ามาช้าๆ
หลินมู่เฟิงและหลินชิงอวิ๋นยังคงระมัดระวัง ไม่กล้าแม้แต่หายใจแรง ทว่าต้นไม้ใบหญ้าล้วนเป็นกองทหารทั้งสิ้น ด้วยความหวาดผวาระแวงเกินไป ทำให้หน้าผากเต็มไปด้วยเม็ดเหงื่อที่ผุดพรายออกมา
เวลานี้ สีหน้าทั้งสองต่างแปรเปลี่ยนกะทันหัน มองไปยังทิศของซากโบราณ
“นั่น นั่นมันซากโบราณ?”
ม่านตาพวกเขาพลันเบิกกว้าง เผยแววตาเหลือเชื่อ แทบไม่อยากจะเชื่อสายตาตัวเอง
พวกเขาแน่ใจมากว่าไม่ได้เคลื่อนย้ายเรืออู๋เผิงแม้แต่น้อย และไม่รู้ด้วยซ้ำว่าซากโบราณอยู่ที่ใด เรืออู๋เผิงลอยไปตามน้ำด้วยตัวเอง
เรือลำหนึ่ง มาหาซากโบราณเอง?
พวกเขาพร้อมใจก้มหน้า สั่นสะท้านอย่างไม่อาจควบคุม
น่ากลัว น่ากลัวเกินไปแล้ว!
หากไม่ได้พบเจอเรื่องนี้ด้วยตัวเอง คงไม่มีวันเชื่อ กระทั่งคิดก็ยังไม่กล้าคิด
หลินชิงอวิ๋นรู้สึกถึงความเย็นเยียบจากฝ่าเท้าพุ่งขึ้นนภาจนแทบศีรษะเปิดออก พูดด้วยเสียงที่สั่นเทาว่า “ท่านพ่อ ท่าน ท่านรู้หรือไม่ว่านี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
“ไม่…ไม่เข้าใจนัก” หลินมู่เฟิงก็ไม่ได้อาการดีไปกว่ากัน ในใจตื่นตระหนก เหลือบมองเข้าไปในอู๋เผิงอย่างระมัดระวังและรีบผละสายตาออกอย่างรวดเร็ว
“เจ้ารอเดี๋ยว ให้ข้าลองคิดดูสักหน่อย”
เขาสูดหายใจเข้า ในสมองครุ่นคิดถึงเรื่องราวทุกอย่างที่วันนี้เขาได้พบกับหลี่เนี่ยนฝานอย่างรวดเร็ว
ขณะเดียวกัน สมองของเขาก็ทำงานด้วยความเร็วสูง แต่ไม่ว่าอย่างไรก็ยังคิดไม่ตก
หรือว่าปรมาจารย์อยากมา? ไม่ใช่ ปรมาจารย์บอกมาคำเดียวก็ได้แล้ว ไหนเลยจำเป็นต้องใช้วิธีการเช่นนี้?
“เหอะๆ โง่เขลาซะจริง เป็นพวกข้าทำน่ะสิ”
เสียงที่ดังขึ้นกะทันหันในสถานการณ์เช่นนี้ ทำให้หลินมู่เฟิงและบุตรสาวแทบกระโดดโหยง
พวกเขาหันขวับมองด้านบนเรืออู๋เผิง โคมไฟที่ห้อยแกว่งไกวไปมาตามแรงคลื่น
ก่อนหน้านี้พวกเขาไม่ได้ใส่ใจโคมไฟที่ไม่โดดเด่นดวงนี้เลย บัดนี้ถึงคิดได้ว่าโคมไฟที่ผู้ยิ่งใหญ่จุดไว้ จะธรรมดาได้อย่างไร?
เมื่อคิดได้เช่นนี้ก็ตกใจเมื่อพบว่าตนยังมองไม่ออกแม้กระทั่งโคมไฟดวงหนึ่ง!
หัวใจหลินมู่เฟิงเต้นถี่ พูดลิ้นแข็ง “จิต…จิต จิตโคม?!”
“ไม่ใช่ พวกข้าคือปีศาจหิ่งห้อย!”
แสงในตะเกียงสว่างสลับมืด จุดแสงนับไม่ถ้วนเริงระบำอยู่ในตะเกียง น้ำเสียงเอื่อยดังมาจากด้านใน “เหอะๆ สมองอย่างพวกเจ้า ข้ายอมเลย! พวกเจ้าฟังไม่ออกหรือว่าเจ้านายของข้าต้องการเข้าไปในซากโบราณ?”
หลินมู่เฟิงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก็รู้สึกละอายใจขึ้นมา “ข้ายังคิดจะให้ปรมาจารย์พูดตรงๆ ข้านี่โง่เขลาเสียจริง! ปรมาจารย์บอกเป็นนัยชัดเจนแล้ว แต่ข้าก็ไม่เข้าใจ ข้ามีความผิด!”
ปีศาจหิ่งห้อยกล่าวว่า “โชคดีที่วันนี้พวกเจ้าได้พบข้า ประจวบเหมาะ ข้าถูกปรมาจารย์สร้างเสร็จพอดี ยังไม่มีโอกาสได้ตอบแทนนายท่าน จึงต้องใช้โอกาสนี้แสดงผลงานให้ดีสักหน่อย”
หลินมู่เฟิงกระซิบ “เช่นนั้นพวกเราจะเข้าไปในซากโบราณได้อย่างไร?”
ปีศาจหิ่งห้อยโอ้อวด “ยืนดูก็พอแล้ว อย่าให้คนภายนอกพวกนั้นรบกวนนายท่านได้ก็พอ”
หลินมู่เฟิงยืนตะลึงครู่หนึ่ง “ยืน…ยืนดู?”
ปีศาจหิ่งห้อยกล่าวอย่างภาคภูมิว่า “ดูอักษรด้านบนของข้าสิ นี่เป็นจารึกของนายท่าน ดูให้ดีๆ”
หลินมู่เฟิงมองเข้าไปใกล้ๆ ถึงได้เห็นตัวอักษร ‘โชค’ ขนาดใหญ่บนตะเกียง!
ยามมองผ่านๆ ไม่รู้สึกอะไร ทว่าบัดนี้มองอย่างพินิจ กลับรู้สึกว่าตนเองคล้ายกับถูกดูดเข้าไป จิตเต๋าแรงกล้าแผ่ซ่านออกมาจากอักษรนี้ ยามมองดูคำนี้ หลินมู่เฟิงพลันเกิดภาพลวงตามองเห็นโลกทั้งใบ
อัก อักษรนี่…
“ฟืด—”
………………………………………………