ที่แท้ข้าก็คือลูกพี่เซียน - ตอนที่ 195 พลังนี้...รุนแรงไร้เทียมทาน!
วันเวลาผ่านไป
สามวันผ่านไปในพริบตา
ไม่รู้ว่ากลุ่มผู้บำเพ็ญเซียนกำลังยุ่งอยู่กับอะไร แต่พวกเขาไม่มาอีกแล้ว ทำให้เรือนสี่ประสานกลับมาสงบอีกครั้ง
ชีวิตของหลี่เนี่ยนฝานได้กลับสู่ความเรียบง่ายและเงียบสงบ
ในเรือนสี่ประสาน ตั้งแต่หลอดไฟ ตู้เย็น โทรทัศน์ หินวิญญาณ ผลไม้ก็มีมากมาย แล้วยังมีไก่ที่สามารถวางไข่ได้ดีมาก ไม่ใช่แค่พอกินพอใช้ แต่มีถึงขั้นอู้ฟู่ทีเดียว
เพียงแต่เมื่อชินกับการอยู่ในสภาพแวดล้อมที่มีผู้คนพลุกพล่าน การถูกทอดทิ้งอย่างกะทันหันก็ทำให้เขารู้สึกไม่สบายใจแปลกๆ
“จะหลงตัวมากไปแล้ว เป็นมนุษย์ปุถุชนธรรมดา ยังคาดหวังให้ผู้บำเพ็ญเซียนมาเยี่ยมเยียน ความคิดแบบนี้ไม่ไหวเลย! ไหนเลยพวกเขาจะชอบพวกเรา!” หลี่เนี่ยนฝานหัวเราะเยาะตัวเอง
“ต๋าจี่น้อย วันนี้ไปทานอาหารเช้าที่เมืองลั่วเซียนกันเถอะ ได้เวลาออกไปเดินเล่นบ้างแล้ว”
“ได้สิ คุณชายว่าอย่างไรก็อย่างนั้น” ต๋าจี่ยิ้มงดงาม เก็บของนิดหน่อย แล้วจึงยืนอยู่ที่ประตูกับหลี่เนี่ยนฝาน
“แอด”
เมื่อประตูเปิดออก ทั้งสองก็เดินออกไปพร้อมกัน
“ต้าเฮย เฝ้าบ้านดีๆ ล่ะ”
เสียงของหลี่เนี่ยนฝานดังมาจากไกลๆ ตัวเดินเข้าไปในป่ากับต๋าจี่แล้ว
ต้นฤดูใบไม้ร่วง แสงอาทิตย์ยามเช้ามาพร้อมกับลมฤดูใบไม้ร่วงที่พัดมากระทบร่างกาย แต่กลับมาพร้อมกับความหนาวเย็น
ทั้งสองเดินเหยียบใบไม้บนพื้นไปอย่างช้าๆ ลงจากภูเขา มุ่งหน้าสู่เมืองลั่วเซียน
ไม่นานก็มาถึงร้านแผงลอยที่คุ้นเคย
หลี่เนี่ยนฝานกล่าวด้วยรอยยิ้ม “เถ้าแก่ เหมือนเดิม ซาลาเปาเข่งนึง เต้าหู้สองชาม”
“อ้าว คุณชายหลี่ ลูกค้าเก่า ยินดีต้อนรับ!” เถ้าแก่รีบเก็บโต๊ะ เช็ดม้านั่ง เชิญหลี่เนี่ยนฝานนั่งลง “รอสักครู่ ข้าจะยกมาให้ท่านเดี๋ยวนี้”
ไม่นานอาหารเช้าร้อนๆ ก็ถูกวางลงบนโต๊ะ
หลี่เนี่ยนฝานยิ้มหยิบน้ำส้มสายชูขวดเล็กๆ และจานรองออกมาวางลงบนโต๊ะเงียบๆ
ดวงตาของต๋าจี่พลันเปล่งประกาย พูดด้วยความประหลาดใจ “คุณชาย ท่านนำสิ่งนี้มาด้วย”
“ใช่ ต๋าจี่น้อยชอบกินน้ำส้มสายชู ข้าย่อมต้องพกติดตัวมาด้วย” หลี่เนี่ยนฝานยิ้ม
ต๋าจี่ซาบซึ้งใจเป็นอย่างมาก ดวงตางามจ้องมองหลี่เนี่ยนฝานเนือยนิ่ง ราวกับมีคลื่นน้ำไหลผ่าน “คุณชาย ท่านดีกับข้าจริงๆ”
พลังนี้…รุนแรงไร้เทียมทาน!
หลี่เนี่ยนฝานรู้สึกกินไม่ลง รีบพูดว่า “เอาล่ะ ไม่ต้องคิดมากแล้ว ข้าไม่ค่อยชอบชุดอาหารนี้ ใส่น้ำส้มสายชูกินคู่กับเสี่ยวหลงเปาค่อยอร่อยขึ้นมาหน่อย อีกอย่างอาหารจำพวกแป้งจิ้มกับน้ำส้มสายชูก็ช่วยย่อยอาหารได้เหมือนกัน”
ทั้งสองกำลังเพลิดเพลินกับอาหารเช้าอย่างสบายอารมณ์
เวลาเดียวกัน ที่ตลาดริมถนนในเมืองลั่วเซียน
ชายหนุ่มรูปงามผู้หนึ่งกับชายร่างกำยำกำลังเดินอย่างช้าๆ
ยามเดินท่ามกลางฝูงชน คนที่ตามีแววสักหน่อยย่อมดูออกว่าสองคนนี้มีต้นกำเนิดไม่ธรรมดา และเห็นได้ชัดว่าชายร่างกำยำเป็นองครักษ์คุ้มกันของคุณชายท่านนั้น
คิ้วของคุณชายขมวดเบาๆ มีร่องรอยของความโมโหอยู่ในนั้น
เสียงของชายร่างกำยำกังวานราวกับระฆัง เขาพูดด้วยความกังวล “องค์ชาย เราอยู่ที่นี่มาห้าวันแล้ว หากไม่กลับไป ฮ่องเต้อาจจะตำหนิได้”
“กลับไปแล้วจะมีประโยชน์อะไร?” คุณชายผู้นั้นโบกมือ พูดอย่างเฉยเมย “ข้าจะไม่กลับไปจนกว่าข้าจะพบผู้วิเศษผู้นั้น!”
“องค์ชาย ท่านคิดว่าในโลกนี้มีผู้วิเศษเช่นนั้นจริงหรือ?” ชายร่างกำยำขมวดคิ้ว “ไม่ใช่ผู้บำเพ็ญเซียน แต่สามารถผ่าท้องช่วยคน ทั้งยังสามารถเย็บแผลได้ ฟังดูเหมือนเรื่องสยองขวัญพื้นบ้าน คงเป็นข่าวลือเกินจริงเป็นแน่”
“นี่เป็นความหวังสุดท้ายแล้ว”
คุณชายถอนหายใจเบาๆ ยามเขาพูดเช่นนี้ ความโกรธบนใบหน้าก็ยิ่งรุนแรงขึ้น “หากไม่ใช่เพราะขุนนางต่างแดนพวกนั้นที่ข้าเลี้ยงไว้ไร้ประโยชน์เกินไป ไหนเลยข้าต้องมาทำเช่นนี้?”
เขาโกรธเกรี้ยวยากจะระงับ แววตาเคร่งขรึม “พ่อของข้าปฏิบัติต่อพวกเขาในฐานะแขก ปฏิบัติต่อพวกเขาด้วยความสุภาพสูงสุดในประเทศของเรา ทั้งยังให้สิทธิพิเศษแก่พวกเขามากมาย แต่กลับไม่สามารถช่วยอะไรได้เลย พวกเขายังมีประโยชน์อะไรอีก!”
องครักษ์สะดุ้งโหยงด้วยความตกใจ ใบหน้าซีดเผือด รีบพูดว่า “องค์ชาย ท่านอย่าพูดแบบนั้นสิ! พวกเขาเป็นผู้บำเพ็ญเซียน มีพลังยิ่งใหญ่มหาศาล หากพวกเขาได้ยิน คงเป็นเรื่องร้ายแรง!”
“พวกเขาบอกเองว่า ไม่สามารถทำร้ายคนได้ตามใจชอบ และยิ่งไม่สามารถเข้าร่วมในสงครามมนุษย์ได้! อย่างไรข้าก็เป็นองค์ชาย พวกเขาจะกล้าทำอะไรข้า?” คุณชายยิ้มเหยียดหยาม “ให้ช่วยเราปราบพวกโจรก็ไม่กล้า ให้ช่วยหายารักษาโรคระบาดก็ทำไม่ได้! ช่างไร้ประโยชน์เสียนี่กระไร!”
“องค์ชาย ผู้บำเพ็ญเซียนไม่ข้องเกี่ยวทางโลก หมายกลายเป็นเซียนบรรลุเต๋า ย่อมไม่มีทางให้ผลจากกรรมทางโลก ส่งผลต่อการบำเพ็ญของพวกเขา”
องครักษ์ส่ายหน้ายิ้มขื่น แล้วพูดต่อ “แต่ถึงอย่างไรพวกเขาก็มีเวทมนตร์ ฝนตกต้องตามฤดูกาลยังต้องพึ่งพวกเขา อีกทั้ง…ข้าน้อยคิดว่า ข่าวโรคระบาดเพิ่งแพร่กระจายมาถึง ยังห่างไกลจากเรา ไม่ต้องกังวลไปพ่ะย่ะค่ะ”
คุณชายเหลือบมองเขาเบาๆ “วางแผนล่วงหน้าเป็นรากฐานของการอยู่รอดของประเทศ เจ้าไม่ต้องคิดมากได้ แต่ข้าต้องคิดให้ดี!”
องครักษ์กล่าวต่อ “องค์ชาย ผู้บำเพ็ญเซียนกลุ่มนั้นบอกว่าหากเกิดอะไรขึ้นจริงๆ พวกเขาสามารถช่วยชีวิตท่านกับองค์จักรพรรดิได้”
“หากถึงตอนนั้นจริง ข้าไม่ต้องการให้พวกเขาช่วย ปล่อยให้ข้าตายไปพร้อมกับประชาชนของข้าเถอะ!”
คุณชายโบกมือ ไม่อยากพูดอะไรไปมากกว่านี้ แล้วเดินไปตามถนน
ที่ร้านแผงลอยก่อนหน้านี้
หลี่เนี่ยนฝานกับต๋าจี่เช็ดปาก
หลี่เนี่ยนฝานหยิบเศษเงินออกมาจำนวนหนึ่ง แล้วพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เถ้าแก่ เก็บเงิน”
“ได้เลย ขอบใจคุณชายหลี่” เจ้าของร้านรับเงินไปอย่างมีความสุข แล้วจู่ๆ ก็พูดขึ้นว่า “อ้อจริงสิ ข้านึกขึ้นได้ว่าระยะนี้มีคุณชายท่านหนึ่งมาถามถึงท่าน ไล่ถามหลายบ้านในเมืองลั่วเซียนเลย”
หลี่เนี่ยนฝานสีหน้างุนงง “ถามหาข้า?”
เถ้าแก่ตอบ “ใช่ แต่ข้าลองสังเกตดูแล้ว ไม่ใช่เรื่องไม่ดีอะไร คุณชายท่านนั้นดูแล้วไม่ธรรมดา แต่ค่อนข้างสุภาพทีเดียว”
เวลานี้เถ้าแก่ร้านชะงัก มองไปยังสถานที่แห่งหนึ่ง รีบกระซิบเตือนเบาๆ “คุณชายหลี่ นั่นไงพวกเขา”
หลี่เนี่ยนฝานเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย เห็นชายคนหนึ่งสวมชุดคลุมสีขาว บนศีรษะสวมกวานกำลังเดินมาทางนี้ ข้างหลังมีชายร่างกำยำเดินตามหลังครึ่งก้าว ติดตามมาอย่างใกล้ชิด
คุณชายผู้นั้นก็เห็นหลี่เนี่ยนฝาน สีหน้าตกตะลึงเล็กน้อย หันไปกระซิบกับองครักษ์ “เพื่อป้องกันไม่ให้เจ้าพูดอะไรที่ยังไม่ผ่านสมองออกมา ต่อจากนี้ห้ามพูดอะไรทั้งนั้น!”
จากนั้นเขาก็เดินไปด้วยรอยยิ้ม ยื่นห่างครึ่งเมตร โค้งคำนับหลี่เนี่ยนฝานครึ่งหนึ่ง แล้วพูดว่า “โจวอวิ๋นอู่ ขอคารวะคุณชายท่านนี้”
หลี่เนี่ยนฝานลุกขึ้นโค้งมือ แนะนำตัวเองว่า “หลี่เนี่ยนฝาน”
โจวอวิ๋นอู่เอ่ยปากพูด “รบกวนคุณชายหลี่ ขอถาม ข้านั่งโต๊ะเดียวกับคุณชายหลี่ได้หรือไม่?”
“เชิญนั่งเถอะ”
หลี่เนี่ยนฝานทำท่าเชิญชวน ดั่งที่เรียกกันว่ามือที่ยื่นมาย่อมไม่ตบคนที่ส่งยิ้มให้ ดูแล้วคุณชายผู้นี้ไม่ได้มีเจตนาร้าย หลี่เนี่ยนฝานก็ไม่อาจปฏิเสธคนให้ห่างไปเป็นพันลี้ได้
ต๋าจี่ลุกขึ้นไปนั่งข้างหลี่เนี่ยนฝาน
“ขอบคุณ!” โจวอวิ๋นอู่พลันเผยสีหน้ามีความสุข นั่งลงตรงข้ามหลี่เนี่ยนฝาน
แต่องครักษ์ข้างกายเขาไม่นั่ง กลับไปยืนอยู่ข้างหลังแทน
………………………………………………