ที่แท้ข้าก็คือลูกพี่เซียน - ตอนที่ 197 คุณชายหลี่ผู้มีพรสวรรค์ ได้ศิษย์อีกคน
หลี่เนี่ยนฝานรีบประสานมือโค้งคำนับ “ที่แท้ก็องค์ชายโจว เสียมารยาทแล้ว”
โจวอวิ๋นอู่ยังคงยืนโค้งคำนับ กล่าวอย่างจริงใจ “ข้าเกือบจะหลงทาง แต่โชคดีที่พบคุณชายหลี่ทำให้ข้าตาสว่าง จึงรู้สึกสำนึกผิด คุณชายหลี่โปรดรับข้าเป็นศิษย์”
ที่ผ่านมา ความคิดของเขาไม่ถูกต้อง ไม่เพียงแต่พึ่งพาผู้บำเพ็ญเซียนมากเกินไป ยังเคียดแค้นต่อผู้บำเพ็ญเซียนด้วย หากยังไม่กลับตัว เกรงว่าผลที่ตามมาคงเลวร้าย
ลองคิดดูตอนนี้ เหงื่อเย็นพลันผุดพรายออกมา ย้อนนึกหวาดกลัว
หลี่เนี่ยนฝานโบกมือ บอกปฏิเสธ “องค์ชายโจวชมเกินไปแล้ว ข้าก็แค่คนอยู่ป่าอยู่เขา จะเป็นอาจารย์ของท่านได้อย่างไร? เรื่องนี้ไม่ต้องพูดถึงแล้ว”
ข้าอยู่ที่นี่ตอนนี้ไม่ขาดแคลนสิ่งใด ยังมีหญิงงามคอยติดตาม บางครั้งยังสามารถคุยโวกับผู้บำเพ็ญเซียนได้
ไปที่ราชวงศ์มนุษย์เพื่อเหนื่อยยากกายใจ ตรากตรำยากเข็ญ ต่อสู้ในสนามรบหรือ?
คิดว่าข้าโง่หรือ?
กี่คนแล้วที่ต้องการรู้จักข้าในฐานะอาจารย์? แน่นอนว่าแม้จะเป็นโลกบำเพ็ญเซียน คนที่มีความสามารถนั้นก็ยังเป็นที่นิยมอย่างมาก
หลี่เนี่ยนฝานคิดอย่างภาคภูมิใจ
โจวอวิ๋นอู่กลับยิ่งรู้สึกชื่นชม ขณะเดียวกันก็ถอนใจด้วยความเสียใจ “คุณชายหลี่หน่ายแหนงชื่อเสียงโชคลาภ เพียงเล็กน้อย จิตใจสงบนิ่งดั่งน้ำ ทำให้รู้สึกต้อยต่ำละอายใจจริงๆ”
เขาไตร่ตรองอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดต่อ “คุณชายหลี่มีพรสวรรค์น่าทึ่ง ไม่ต้องการสนองความทะเยอทะยานในอกจริงๆ หรือ? ข้าเคยเดินทางท่องไปยังภูเขาลำธารที่มีชื่อเสียงมากมาย กลับพบว่า แม้ผู้บำเพ็ญเซียนมีพลังยิ่งใหญ่ แต่ทั้งโลก มนุษย์ก็เป็นกระแสหลักอยู่ดี หากสามารถรวมมนุษย์ในใต้หล้าเป็นหนึ่งได้ ข้าคิดว่าแม้แต่ผู้บำเพ็ญเซียนก็ยังไม่กล้าดูถูกข้า ให้มนุษย์ปุถุชนได้ผงาด!”
หลี่เนี่ยนฝานจ้องไปที่โจวอวิ๋นอู่
รู้สึกว่าคำสารภาพอย่างจริงใจก่อนหน้านี้ของคนผู้นี้ไม่ใช่ความจริง ท้ายที่สุดก็ยังต้องการใช้ร่างมนุษย์ปุถุชนแข็งขืนต่อผู้บำเพ็ญเซียน
ก็ไม่แปลก เขาเป็นถึงองค์ชาย คงไม่คุ้นเคยที่จะเห็นผู้บำเพ็ญเซียนอยู่เหนือกว่ากระมัง ความไม่สมดุลในใจเช่นนี้ ไม่สามารถลบล้างได้
ทว่า…ความทะเยอทะยานช่างสูงส่งนัก
ยามนี้มีราชวงศ์มากมายในโลกบำเพ็ญเซียน โลกมนุษย์ไม่มีราชวงศ์ดั้งเดิมแม้แต่ราชวงศ์เดียว หากรวมเข้าด้วยกันจริงๆ ย่อมมีกำลังมาก อย่างไรคนมากก็กำลังมาก คำพูดนี้นับว่ามีเหตุผล
ไม่ต้องคิดให้มากความ หลี่เนี่ยนฝานส่ายหัว “ไม่ต้องการๆ อันที่จริงข้าไม่มีความทะเยอทะยานในใจเลยสักนิด”
การรวมโลกมนุษย์ต้องใช้เวลานานแค่ไหนกัน หลี่เนี่ยนฝานแทบรอไม่ไหวที่จะขีดเส้นอยู่ให้ห่างจากโจวอวิ๋นอู่
โจวอวิ๋นอู่สีหน้าสลด อ้าปากค้าง ได้แต่ยอมรับ
หลังจากเงียบไปนาน เขาก็พูดขึ้นอีกครั้ง “ดูเหมือนว่าคุณชายหลี่ทะเยอทะยานในสิ่งอื่น เช่นนั้นข้าก็ไม่บีบบังคับ อันที่จริง…นอกจากโรคระบาด ข้ายังมีปัญหาที่ต้องการขอให้คุณชายหลี่ช่วยแก้ปัญหา”
“พูดมาได้เลย” หลี่เนี่ยนฝานไม่ปฏิเสธ อย่างไรอีกฝ่ายก็เป็นองค์ชายที่มีความทะเยอทะยาน เขายังคงต้องสร้างความสัมพันธ์ที่ดี
“ราชวงศ์เซี่ยของข้าตั้งอยู่ในพื้นที่ภาคกลาง แต่มีโจรล้อมอยู่สามด้าน หากมีเพียงหนึ่งกลุ่มก็ไม่มีสิ่งใดต้องกลัว แต่ทั้งสามกลุ่มล้อมรอบประเทศเรา แอบสร้างพันธมิตร รักใคร่กลมเกลียวดุจพี่น้อง หากเราโจมตีฝ่ายหนึ่ง อีกสองฝ่ายก็จะเข้ามาช่วย และตลบโจมตีพวกเรา”
พูดจบสีหน้าของโจวอวิ๋นอู่ก็เต็มไปด้วยความโศกเศร้า ปวดหัว สำหรับเขานี่เป็นสถานการณ์ที่แก้ไม่ตก รู้สึกเพียงต้องอาศัยกำลังกายนวดกดเพื่อระงับ
ทุกครั้งที่คิดถึง ความทะเยอทะยานในอกยิ่งห่างไกลเกินเอื้อม แม้แต่โจรสามฝ่ายก็แก้ไขไม่ได้ คิดจะรวมโลกบำเพ็ญเซียนคงเป็นเพียงเรื่องตลก?
“ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้”
หลี่เนี่ยนฝานเหลือบมองที่โต๊ะ หยิบซาลาเปาออกจากเข่ง แล้วล้อมด้วยตะเกียบ ช้อน และจาน
“เพื่อให้เห็นชัดเจนยิ่งขึ้น เราอาจเปรียบซาลาเปานึ่งเป็นราชวงศ์เซี่ย เปรียบตะเกียบ จาน และช้อนเป็นโจรทั้งสาม หนึ่งในนั้น โจรฝ่ายใดที่ใหญ่ที่สุด?”
โจวอวิ๋นอู่ตกตะลึงครู่หนึ่ง จากนั้นชี้ไปที่จานที่อยู่ตรงกลางแล้วพูดว่า “จานใหญ่ที่สุด!”
หลี่เนี่ยนฝานมองดูฉากบนโต๊ะ ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง วางแผนในใจ “ตะเกียบ จาน และช้อน ดูเหมือนจะเชื่อมโยงกัน ทว่าไม่ใช่เหล็กก้อนเดียวกัน ระหว่างโจรเป็นความเห็นแก่ตัวและไม่ไว้วางใจ อยากจะทำลายเกม…ก็ไม่ยาก”
โจวอวิ๋นอู่ใจเต้นแรง รู้สึกดีใจขึ้นมาก
เดิมทีเขาแค่คิดจะลองทำดูเท่านั้น ไม่คิดว่าจะมีวิธีแก้ปัญหาจริงๆ
ผู้วิเศษ เป็นผู้วิเศษโดยแท้!
ดวงตาของเขาเป็นประกาย แทบรอไม่ไหวที่จะพูดว่า “ไม่ทราบว่าแล้วจะทำอย่างไรกับซาลาเปาหรือ?”
“ข้ามีแผน เรียกว่ายุแยงตะแคงรั่ว!” หลี่เนี่ยนฝานยิ้มเล็กน้อย ปล่อยให้สงสัย
เสียดายไม่มีเครา หากลูบสักหน่อยคงกลายเป็นฤๅษีแล้ว
ด้านยุทธวิธีศึกสงคราม ตนหาวนอนก็สามารถคิดหาวิธีทำลายเกมได้เป็นสิบวิธี เก่งกว่านี้ไม่มีอีกแล้ว!
โจวอวิ๋นอู่ลุกขึ้นคำนับ พูดอย่างตื่นเต้น “คุณชายหลี่โปรดชี้แนะข้า!”
หลี่เนี่ยนฝานถามด้วยรอยยิ้มว่า “ตะเกียบ ช้อน และจาน ทั้งสามมีเชลยอยู่ในมือของซาลาเปาหรือไม่?”
“แน่นอนว่ามี” ดวงตาของโจวอวิ๋นอู่ฉายแววเคร่งขรึม
“จัดการกับนักโทษอย่างไร?”
“ฆ่า ฆ่าหนึ่งเพื่อเตือนร้อย!” องครักษ์ที่อยู่ข้างหลังโจวอวิ๋นอู่โพล่งออกมา
หลี่เนี่ยนฝานโบกมือ “เหอะๆ ฆ่าให้ตายสามารถแสดงศักดิ์ศรีได้ ทว่าไม่ใช่วิธีแก้ปัญหา แต่มันจะทำให้ตะเกียบ จาน และช้อนยิ่งใกล้ชิดกันมากขึ้น”
โจวอวิ๋นอู่ขมวดคิ้ว “เช่นนั้นไม่ฆ่าหรือ?”
“ย่อมต้องฆ่าแน่ แต่สามารถฆ่าเพียงส่วนหนึ่งได้!” หลี่เนี่ยนฝานชะงัก “หากฆ่าเชลยของช้อนและตะเกียบ แต่ปล่อยเชลยของจาน ช้อนและตะเกียบจะรู้สึกอย่างไร?”
ดวงตาของโจวอวิ๋นอู่สว่างขึ้นทันที เผยให้เห็นแววตาครุ่นคิด
หลี่เนี่ยนฝานพูดต่อ “เวลานี้ซาลาเปาส่งทูตไปหาจาน พร้อมกับของบรรณาการส่วนหนึ่ง เพื่อเอาใจจาน ผลจะเป็นเช่นไร?”
โจวอวิ๋นอู่ยืนขึ้นแล้ว รู้สึกราวกับเมฆเคลื่อนออกไป พึมพำว่า “จานจะคิดว่าซาลาเปากลัวมัน ใจเกิดความเย่อหยิ่ง แต่ตะเกียบกับช้อนจะไม่พอใจ!”
ความไม่สมดุลในใจ มิใช่ทุกข์เพราะได้น้อยหรือมาก ทว่าทุกข์จากความไม่เท่าเทียม!
แค่…แค่นี้ยังไม่พอ
หลี่เนี่ยนฝานกล่าวต่อว่า “เวลานี้ ซาลาเปาส่งคนไปรายงานข่าวลับ บอกว่าจานยอมจำนนต่อซาลาเปา เตรียมร่วมมือกำจัดตะเกียบและช้อน แต่แล้ว ซาลาเปากลับออกคำสั่ง ยกทัพล้อมจาน บอกว่าจะทำลายจาน จะเกิดอะไรขึ้น?”
“ช้อนและตะเกียบจะคิดว่านี่เป็นกลยุทธ์ของซาลาเปาและจาน ไม่กล้าทำอะไรบุ่มบ่าม และยิ่งไม่กล้านำทัพออกไปสนับสนุนจาน!”
โจวอวิ๋นอู่ขนลุกตัวชา เริ่มเดินไปเดินมา น้ำเสียงแทบจะสั่นเครือ “วิเศษ วิเศษมาก!”
หลี่เนี่ยนฝานไม่จำเป็นต้องพูดต่อ เขาก็ตอบเองว่า “ระหว่างที่ช้อนกับตะเกียบกำลังลังเล ซาลาเปาก็รีบใช้โอกาสนี้ทำลายล้างจานให้ราบคาบในคราวเดียว! เกมนี้…ก็จบแล้ว!”
“คุณชายหลี่มีพรสวรรค์นัก ได้โปรดรับการคำนับจากข้าด้วย!”
เขาสีหน้าเคร่งขรึม คำนับหลี่เนี่ยนฝานด้วยความเคารพอย่างสูง และกล่าวอย่างจริงใจ “ถ้ามีคุณชายหลี่ช่วยข้า โลกนี้ไม่มีสิ่งใดต้องกังวล คุณชายหลี่โปรดคิดทบทวนดูอีกครั้งเถอะ ศิษย์ยินดีแบ่งใต้หล้านี้กับท่าน!”
เขาเรียกตัวเองว่าศิษย์ ท่าทีถ่อมตัวเป็นอย่างมาก
หลี่เนี่ยนฝานตอบโดยไม่คิด “ไม่คิดล่ะ ท่านพยายามด้วยตัวเองเถอะ”
“หากคุณชายหลี่คิดได้แล้ว มาหาข้าได้ทุกเมื่อ ศิษย์จะรอรถม้าของท่าน!” โจวอวิ๋นอู่โค้งคำนับอีกครั้ง “วันนี้ขอบคุณท่านมากที่ให้การต้อนรับ การทหารสำคัญที่ความเร็ว ข้าต้องกลับแล้ว ขอลา!”
………………………………………………