ที่แท้ข้าก็คือลูกพี่เซียน - ตอนที่ 214 อวดความรักพร้อมกับว่าร้ายผู้อื่น
“ตูมๆๆ!”
ตำหนักหลังของสำนักเมฆาครามถูกเปลวไฟสีทองเผาไหม้อย่างรุนแรง ราวกับดวงอาทิตย์เล็กๆ ที่ลอยอยู่บนท้องฟ้า พลังยิ่งใหญ่
ศิษย์สำนักวารีนภาเผชิญหน้ากับศัตรู เมื่อเห็นตำหนักหลังบินมาทางพวกเขา สีหน้าพลันเปลี่ยนไปอย่างมาก พวกเขาใช้มือทั้งสองจับเสื้อผ้า รีบร้อนถอยร่นไป
รอบๆ ยังมีศิษย์หลายคนใช้เมฆคลุมกาย ใบหน้าเต็มไปด้วยความอับอายและโกรธเคือง ราวกับดูดอกไม้ในสายหมอก
“เผยอัน หยุดเดี๋ยวนี้!”
หลังจากเสียงตะโกนดัง หญิงงามนำผู้อาวุโสของสำนักวารีนภาเร่งรุดไปที่นั่น มองไปที่ตำหนักหลังที่กำลังลุกไหม้ด้วยความระแวดระวัง
“เสี่ยวจู๋ อย่าเข้ามา!”
เผยอันรีบร้องตะโกน “เปลวไฟนี้อาจเผาไหม้เสื้อผ้าเจ้า ระวังตัวด้วย! ดูแลตัวเองให้ดี!”
“หุบปาก!” ใบหน้าของหญิงงามดำมืด “พูดมา เหตุใดต้องใช้เปลวไฟนี้ทำร้ายสำนักวารีนภาของข้า?”
“เข้าใจผิดแล้ว เข้าใจผิดไปใหญ่แล้ว!”
ใบหน้าของเผยอันย่ำแย่ รีบอธิบาย “เปลวไฟนี้ไม่ใช่เรื่องของข้าจริงๆ ข้าเองก็เป็นเหยื่อ! เจ้าฟังข้าอธิบาย เรื่องมันเป็นแบบนี้…”
“จะบ้าหรือ! เจ้าโง่หรือเปล่า? ตอนนี้ใช่เวลาอธิบายหรือไม่?” ผู้อาวุโสใหญ่หน้าแดง เอ่ยขัดจังหวะด้วยความโกรธ
ผู้อาวุโสคนที่สองรีบเอ่ยขึ้น “เจ้าสำนักติง อธิบายไม่ทันแล้ว เจ้าสำนักติงโปรดรีบช่วยพวกเราก่อน ชีวิตเราตกอยู่ในอันตราย!”
ติงเสี่ยวจู๋ตกตะลึงครู่หนึ่ง ขมวดคิ้ว
เผยอันพูดเสริม “ใช่ๆๆ เสี่ยวจู๋ ช่วยคนก่อน ช่วยข้าที! ข้าจะไหม้อยู่แล้ว!”
“พวกเจ้ารีบหยุดตำหนักหลัง!” ติงเสี่ยวจู๋ฮึดฮัดทีหนึ่ง เท้าก้าวเหยียบเมฆเข้าใกล้ตำหนักหลัง สองมือขยับร่ายอาคม ของวิเศษมากมายปรากฏขึ้นพร้อมกัน ล้อมรอบกายเป็นเกราะป้องกัน เพื่อให้แน่ใจว่าเสื้อผ้าของตนได้ถูกปกป้องอย่างมิดชิด
ด้านหลัง ผู้อาวุโสทั้งสี่เหาะขึ้นไปในอากาศ ของวิเศษป้องกันเสริมทับทีละชั้น เข้าไปใกล้อย่างระมัดระวัง
เมื่อพวกเขาเข้าใกล้ตำหนักหลัง หัวใจของพวกเขาพลันจมดิ่ง ความระแวดระวังบนใบหน้ายิ่งฉายชัด
เวลานี้ พวกเขารู้แล้วว่าเข้าใจเผยอันผิด
เพราะเป็นไปไม่ได้ที่เผยอันจะบ่มเพาะเปลวเพลิงเช่นนี้ออกมาได้ เขาไม่คู่ควร
อืม รู้สึกเจ็บจี๊ดๆ
เปลวไฟนี้รุนแรงยิ่งนัก อุณหภูมิสูงจนน่าตกใจ กระทั่งเกิดภาพลวงตาว่ามันสามารถแผดเผาโลกทั้งใบ
ผู้อาวุโสคนหนึ่งเผยสีหน้าหวาดหวั่น พูดอย่างกังวล “ท่านเจ้าสำนัก หากเปลวไฟนี้ปะทุขึ้น พวกเราไม่มีทางหยุดมันได้เลย”
ผู้เฒ่าอีกคนสูดหายใจเข้า น้ำเสียงสั่นเครือ “ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้ มิน่าล่ะหลังจากเข้าใกล้เสื้อผ้าจะถูกเผา เปลวไฟนี้ไม่ได้ตั้งใจจะโจมตี ไม่เช่นนั้นคนคงถูกเผาสลายไปพร้อมกับเสื้อผ้าแล้ว”
หลังจากเข้าไปใกล้ได้ซักพัก ทั้งห้าก็พร้อมใจกันหยุด
ไปต่อไม่ได้แล้ว หากเข้าไปใกล้อีกนิด ไม่อาจรับประกันว่าตนจะสามารถปกป้องเสื้อผ้าเอาไว้ได้
“หากเปลวไฟนี้คิดจะปะทุ มันคงปะทุไปนานแล้ว ไม่น่าจะมีเจตนาร้ายอะไรนัก ทุกท่านมาช่วยคนกับข้าก่อน” ติงเสี่ยวจู๋ใบหน้าเคร่งขรึม เอ่ยว่า “สร้างข่ายพลัง!”
คนทั้งห้ารายล้อมรอบตำหนักหลัง ขณะเดียวกันก็ร่ายคาถา พลังปราณพลันก่อตัวเป็นลำแสงห้าสาย ท้องฟ้ามืดครึ้มลง
ไม่นานฝนห่าใหญ่ก็ตกกระหน่ำลงมา
ทว่าฝนกลับไม่อาจเข้าใกล้ตำหนักหลังได้แม้แต่น้อย รอบเปลวเพลิงสีทองก่อตัวเป็นสุญญากาศขนาดใหญ่ ไม่มีแม้แต่ร่องรอยของไอน้ำลอดผ่านเข้าไปได้
ติงเสี่ยวจู๋ก็ไม่คิดว่าจะได้ผล นี่เป็นเพียงการโหมโรง รังสรรค์สเปเชียลเอฟเฟกต์
นางยกมือขึ้นชี้ไปทางสำนักวารีนภา ทันใดนั้นแสงสมบัติล้ำค่าก็พุ่งออกมาจากสำนัก มันก็คือกระจกบานหนึ่ง
กระจกบานนี้ลอยอยู่กลางอากาศ หันส่องเปลวไฟสีทอง เงาของเปลวไฟสีทองก็ปรากฏขึ้นในกระจกเช่นกัน
ทันใดนั้นกระจกก็เริ่มสั่นอย่างรุนแรง (อ่านนิยายก่อนใครได้ที่ Novel-Lucky)
ผู้อาวุโสทั้งสี่ใบหน้าเคร่งเครียด ยกมือขึ้นชี้ไปที่กระจก จากแท่นแสงของพวกเขา ก่อตัวเป็นลำแสงสายหนึ่งขึ้นในกระจกทันที
ดวงตาติงเสี่ยวจู๋มีประกายวาบ ร่ายคาถา “กระจกต้านภพ จงออกมา!”
โฮว้งๆๆ!
ทันใดนั้น น้ำแข็งจำนวนนับไม่ถ้วนก็พุ่งออกมาจากกระจก
น้ำแข็งก้อนนี้พิเศษอย่างมาก แฝงด้วยอากาศเย็นหนาแน่น แค่มองก็หนาวสะท้านแล้ว ราวกับจะแช่แข็งดวงตา
อากาศร้อนที่แผดเผาพลันบรรเทาลง
ฉากนี้ทำให้เผยอันซาบซึ้งสุดหัวใจ “เสี่ยวจู๋ เจ้าใจดีกับข้าจริงๆ เจ้ายินดีที่จะใช้กระจกต้านภพเพื่อช่วยข้า”
กระจกต้านภพเป็นศาสตราเซียนโดยแท้ เล่าขานกันว่าเลียนแบบมากจากกระจกเงาศาสตราเซียนบรรพกาล แม้แต่วัสดุที่ใช้ก็เหมือนกัน
สิ่งที่ไม่เหมือนกันคือ กระจกนี้สามารถส่องให้เห็นจุดอ่อนของสิ่งต่างๆ และสร้างสิ่งของที่สามารถควบคุมได้
ระดับของความล้ำค่าไม่ต้องบอกก็รู้
ติงเสี่ยวจู๋สีหน้าเคร่งขรึม “หุบปาก! เปลวไฟนี้ไม่มีจุดอ่อน ข้าทำได้แค่ควบคุมไว้ครู่หนึ่ง แล้วรอให้พวกเจ้าหนีออกมา!”
ติงเสี่ยวจู๋ควบคุมน้ำแข็ง เป็นทางน้ำแข็งบนอากาศไปทางตำหนักหลัง
“ติ๋งๆๆ!”
น้ำแข็งเริ่มละลายลงอย่างรวดเร็ว
ทว่าติงเสี่ยวจู๋กับผู้อาวุโสทั้งสี่ได้ทดพลังปราณอย่างบ้าคลั่ง ในไม่ช้าก็รวมตัวกันอีกครั้ง เขยิบเข้าใกล้ตำหนักหลังทีละนิด
เผยอันพูดอย่างจริงจัง “เตรียมถอนคาถา”
พวกเขาต้องพึ่งพาข่ายอาคมของสำนักเมฆาครามเพื่อกำราบภาพวาด แม้กระทั่งตนเองก็ถูกขังอยู่ในตำหนักหลัง หากจะออกไป ทำได้เพียงถอนคาถาเสียก่อน
เมื่อบอกเรื่องการกำราบภาพวาดให้แก่ติงเสี่ยวจู๋แล้ว พวกเขาก็สามารถถอนคาถา ฉวยโอกาสหนีออกมา
ความเป็นตายอยู่ที่เวลานี้แล้ว
หัวใจเต้นระส่ำอย่างไม่อาจควบคุม อดไม่ได้ที่จะมองดูภาพวาดอีกครั้งด้วยความหวาดผวา
ม้วนภาพถูกคลี่ออกแล้วเจ็ดแปดส่วน อีกาทองคำด้านในได้รับไอเซียนเพิ่มเติม คล้ายกับมีชีวิตขึ้นมาจริงๆ กางปีกคล้ายกับพร้อมจะพุ่งออกจากภาพวาดตลอดเวลา
โชคดีที่ผู้วาดไม่ได้มีจิตสังหารแม้แต่น้อย ไม่เช่นนั้นเกรงว่าทั้งสำนักเมฆาคราม และในรัศมีหลายพันลี้คงกลายเป็นความว่างเปล่า
น่ากลัวจริงๆ!
หากไม่ใช่ประสบมากับตัว ผู้ใดจะจินตนาการได้ว่ามีเรื่องแบบนี้เกิดขึ้น
เวลานี้ เสียงของติงเสี่ยวจู๋ดังขึ้น “พวกเจ้าเตรียมตัว!”
เผยอันเกิดความคิดแล่นแปลบ อุทานออกมาด้วยความกังวล “จริงสิ เสี่ยวจู๋ อีกเดี๋ยวเจ้าต้องปิดตานะ พวกเราห้าคนไม่ได้สวมเสื้อผ้าสักชิ้น เห็นข้าน่ะไม่เป็นไรหรอก แต่ถ้าเห็นอีกสี่คนที่เหลือ เช่นนั้นคงอุจาดตาสิ้นดี! จำไว้ จำไว้ล่ะ!”
ใบหน้าสี่คนที่เหลือเปลี่ยนเป็นสีดำในฉับพลัน
อวดความรักพร้อมกับว่าร้ายผู้อื่น นี่มันเกินไปจริงๆ!
“ข้าจำน้องสาวท่านได้! เห็นท่านจึงจะอุจาดตากระมัง?”
“เฮ้อ ในที่สุดข้าก็รู้แล้วทำไมเจ้าสำนักติงถึงไม่ชอบท่าน ชีวิตยากเย็นอยู่แล้วอย่าได้เปิดเผย!”
“ทุกท่านพูดน้อยลงหน่อย เรียนรู้ที่จะเข้าใจ เจ้าสำนักเผยอันคงกลัวว่าเจ้าสำนักติงจะเห็นความยิ่งใหญ่ของเรา แล้วจะยิ่งรังเกียจเขาน่ะสิ”
“บอกตามตรง ดูพวกท่านแล้ว ข้าถึงได้รู้ว่าที่แท้ผู้ที่มีพรสวรรค์ที่ไม่ธรรมดาก็คือข้า”
………………………………………………