ทุกคนได้ยินเสียงในใจข้า ครอบครัวตัวร้ายพลิกชะตาฝืนฟ้า - บทที่ 121 จงใจซ้ำเติมความเจ็บปวดในใจ
- Home
- ทุกคนได้ยินเสียงในใจข้า ครอบครัวตัวร้ายพลิกชะตาฝืนฟ้า
- บทที่ 121 จงใจซ้ำเติมความเจ็บปวดในใจ
[ไม่แปลกใจเลยที่พี่เหยาบอกว่าจะมาหา แต่กลับไม่มาตลอดทั้งวัน ที่แท้ข้านึกว่านางพูดไปอย่างนั้นเพื่อปลอบใจข้าเสียอีก ไม่คิดเลยว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้น]
[ท่านพ่อ เกิดอะไรขึ้นกับพี่เหยากันแน่เจ้าคะ?]
[นางไม่เป็นไรใช่ไหมเจ้าคะ? ท่านพ่อควรพาข้าไปดูพี่เหยาหน่อยหรือไม่?]
[เห้อ… เกือบลืมไปเลย ท่านพ่อไม่ใช่เทพเซียนเสียหน่อย ย่อมไม่มีทางรู้ว่าข้ากำลังคิดอะไรอยู่แน่นอน เพราะงั้นท่านพ่อคงไม่พาข้าไปดูพี่เหยากลางดึกแบบนี้หรอก]
หยุนว่านหนิงถอนหายใจยาว ใบหน้าจิ้มลิ้มขมวดคิ้วยุ่ง ฉายแววกลุ้มอกกลุ้มใจอย่างที่สุด
เมื่อได้ยินความคิดของทารกน้อย อารมณ์หม่นหมองของหยุนเจิ้งที่ขุ่นมัวมาตลอดทั้งวันก็ผ่อนคลายลง รอยยิ้มจางๆ ปรากฏขึ้นที่มุมปาก พร้อมกับความภาคภูมิใจเล็กๆ ที่ผุดขึ้นในใจ
ลูกรัก ถึงพ่อจะไม่ใช่เทพเซียน แต่พ่อก็รู้จริงๆ นะว่าเจ้ากำลังคิดอะไรอยู่!
[จริงสิ ข้าจำได้ว่าเรือนของพี่เหยาอยู่ติดกับเรือนท่านแม่ ห่างกันไม่ถึงสองลี้ พลังวิญญาณของข้าย่อมแผ่ไปถึงแน่นอน]
[แต่ปัญหาก็คือ ดูเหมือนท่านพ่อจะสัมผัสพลังวิญญาณของข้าได้ หากข้าปล่อยพลังวิญญาณต่อหน้าเขา เขาต้องสงสัยอีกแน่ๆ]
[ถึงข้าจะไม่กลัวว่าเขาจะสงสัย แต่การเปิดเผยตัวตนบ่อยเกินไปก็ไม่ดี เพราะงั้นข้าจะอดทนไว้ก่อน รอให้ท่านพ่อไปแล้วค่อยแอบไปหาพี่เหยา]
หยุนเจิ้ง: “…”
หมายความว่าอย่างไรที่บอกว่าสงสัย? ข้าไม่ได้สงสัยอะไรเลยสักนิด!
อีกอย่าง ไม่ต้องกังวลเรื่องเปิดเผยตัวตนหรอก เพราะเจ้าเปิดเผยจนไม่เหลืออะไรให้ปิดบังแล้ว เข้าใจหรือไม่!
ทันใดนั้น เสียงฝีเท้าที่เร่งรีบแต่แผ่วเบาก็ดังมาจากนอกประตู หยุนว่านหนิงได้สติกลับคืนมาทันที นางหันไปมองพร้อมกับหยุนเจิ้ง เห็นท่านหญิงหยุนที่เรือนผมยุ่งเหยิงเล็กน้อยกำลังรีบก้าวเข้ามา
“ท่านแม่กลับมาแล้ว! อุ้มข้าหน่อยเจ้าค่ะ!”
ทารกน้อยมองมารดาด้วยความดีใจ พลางโบกแขนสั้นป้อมไปมาอย่างแรง
เมื่อเห็นดวงตาบวมแดงของลูกน้อย ท่านหญิงหยุนรู้สึกสงสารจับใจ รีบเร่งฝีเท้าเข้าไปรับทารกน้อยมาจากอ้อมแขนของหยุนเจิ้ง
“เสี่ยวซีตื่นแล้วหรือ แม่ขอโทษนะลูก แม่ลืมเวลาให้นมเจ้าเสียได้”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หยุนว่านหนิงก็กระพริบตาปริบๆ ปลอบใจตัวเองในใจ
[ไม่เป็นไรเจ้าค่ะท่านแม่ ท่านพ่อเล่าเรื่องพี่เหยาให้ข้าฟังแล้ว]
[ปกติท่านแม่คอยดูแลข้าตลอด ยามนี้พี่เหยาประสบอุบัติเหตุ ท่านแม่ย่อมต้องอยู่ดูแลพี่เหยาเป็นธรรมดา]
[ท่านแม่เป็นห่วงพี่เหยามาก จนต้องกังวลอยู่ตลอดเวลา เข้าใจได้เจ้าค่ะว่าอาจจะมีลืมกันบ้าง ข้าเข้าใจท่านแม่เจ้าค่ะ]
ลูกคนเล็กของนางช่างแสนรู้และเข้าใจความจริงแท้
ท่านหญิงหยุนหัวเราะเบาๆ ยื่นหน้าเข้าไปแนบแก้มนุ่มฟูของเด็กน้อย หัวใจแทบละลายด้วยความเอ็นดู
“ท่านพี่ ไปยกชามนมมาให้ลูกหน่อยเจ้าค่ะ”
“ได้ ข้าจะไปเดี๋ยวนี้”
ปริมาณน้ำนมของท่านหญิงหยุนมีไม่เพียงพอ ในเรือนจึงต้องเลี้ยงแม่แพะนมไว้ และหย่าเต้าหยุนว่านหนิงอย่างสมบูรณ์แล้ว ยามนี้หยุนว่านหนิงจึงดื่มเพียงนมแพะเท่านั้น
ไม่นานนัก หยุนเจิ้งก็ยกชามนมอุ่นๆ กลับเข้ามาครึ่งชาม
ท่านหญิงหยุนรับมา ลองตรวจดูอุณหภูมิว่าไม่ร้อนเกินไป แล้วจึงเริ่มป้อนนมให้หยุนว่านหนิง
หยุนว่านหนิงนอนดื่มนมอย่างสบายอารมณ์ ทว่าในใจยังคงกังวลเรื่องสถานการณ์ของหยุนว่านเหยาไม่ห่าง
[เกิดอะไรขึ้นกับพี่เหยากันแน่เนี่ย?]
[ข้อสันนิษฐานก่อนหน้านี้จะเป็นจริงหรือเปล่านะ?]
[ซู่เฉียนเสวี่ยกับระบบนั่น ลงมือกับพี่เหยาเพื่อแย่งชิงโชคชะตาของนางจริงๆ หรือ?]
[ตอนนี้พี่เหยาเป็นอย่างไรบ้างนะ?]
[หวังว่าพี่เหยาจะปลอดภัยดี]
[อยากไปดูพี่เหยาจริงเลย แต่ท่านพ่อยังอยู่ตรงนี้ ข้าเลยทำอะไรไม่ได้สักอย่าง]
[…]
จนกระทั่งดื่มนมหมดชาม ความคิดของหยุนว่านหนิงก็ยังไม่หยุดวนเวียนอยู่แต่เรื่องของหยุนว่านเหยา
เมื่อเห็นว่าลูกคนเล็กเป็นห่วงพี่สาวใหญ่ถึงเพียงนี้ ท่านหญิงหยุนก็รู้สึกปลื้มใจยิ่งนัก
นางวางชามและช้อนลง หยิบผ้าเช็ดหน้ามาเช็ดคราบนมที่มุมปากและคางของหยุนว่านหนิงอย่างเบามือ แล้วจึงเปลี่ยนผ้าอ้อมผืนใหม่ให้
หลังจากจัดการทุกอย่างเรียบร้อย นางก็อุ้มหยุนว่านหนิงขึ้นมา แล้วหันไปมองหยุนเจิ้ง
“ท่านพี่ คืนนี้ข้าจะพาเสี่ยวซีไปนอนเฝ้าเหยาเอ๋อร์ที่เรือนจูเมิ่งนะเจ้าคะ รบกวนท่านช่วยสั่งให้คนจัดเตรียมชามนม ผ้าอ้อม และของใช้ของเสี่ยวซีตามไปให้ด้วยเจ้าค่ะ”
“ได้สิ ข้าจะพาพวกเจ้าไปส่งเอง”
หยุนเจิ้งขมวดคิ้ว ตอนแรกเขาไม่อยากแยกนอน แต่เมื่อนึกถึงความห่วงใยของหยุนว่านหนิง สุดท้ายเขาก็ตอบตกลง
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หยุนว่านหนิงก็เบิกบานใจทันที
[เยี่ยมไปเลย! ในที่สุดข้าก็ได้ไปหาพี่เหยาอย่างเปิดเผยแล้ว! ท่านแม่เข้าใจข้าที่สุดจริงๆ!]
[ไปกันเถอมนุษย์แม่! ข้าอยากไปหาพี่เหยาแล้ว!]
ภายใต้แสงโคมสลัวยามค่ำคืน ครอบครัวสามคนเดินมุ่งหน้าไปยังเรือนจูเมิ่งของหยุนว่านเหยา
หยุนเจิ้งอุ้มหยุนว่านหนิงไปจนถึงห้องนอน ก้าวเข้าไปมองหยุนว่านเหยาครู่หนึ่งด้วยความห่วงใย ก่อนจะขอตัวกลับไป
เตียงไม้สลักลายในห้องนอนมีขนาดใหญ่โต แม้จะคลุมผ้าห่มไว้ ร่างของหยุนว่านเหยาก็ครองพื้นที่ไม่ถึงครึ่งเตียง ยังเหลือพื้นที่ว่างอีกมาก
ท่านหญิงหยุนก้มลงวางหยุนว่านหนิงตัวนุ่มฟูลงบนเตียง ให้นางนอนลงข้างๆ หยุนว่านเหยา
[ท่านแม่เจ้าคะ! ระยะห่างระหว่างข้ากับพี่เหยามันไกลเกินไปแล้วนะเจ้าคะ! ขยับข้าเข้าไปใกล้ๆ พี่เหยาอีกหน่อยได้ไหมเจ้าคะ?]
หยุนว่านหนิงมองมารดาด้วยดวงตากลมโตคลอน้ำตา เอ่ยอ้อนวอนในใจสุดชีวิต
ท่านหญิงหยุน: “…”
แม่ขอโทษนะลูก แต่ไม่ได้จริงๆ!
หยุนว่านหนิงยังเด็กมากเกินไป แม้แต่การพลิกตัวโดยไม่ตั้งใจเพียงเล็กน้อยของหยุนว่านเหยา ก็อาจทำอันตรายแก่เด็กทารกได้ ดังนั้นจึงจำเป็นต้องรักษาระยะห่างที่ปลอดภัยไว้
เมื่อเห็นมารดายังคงยืนนิ่ง หยุนว่านหนิงก็ถอนหายใจออกมาด้วยความผิดหวัง
[ว่าแล้วเชียว ท่านแม่ไม่เคยเข้าใจความคิดของข้าเลย]
[ไม่เป็นไร ถึงข้าจะยื่นมือไปจับชีพจรให้พี่เหยาไม่ได้ แต่ข้าใช้พลังจิตได้นี่นา]
[อย่างไรเสียท่านแม่ก็ตรวจจับพลังจิตของข้าไม่ได้อยู่แล้ว เพราะงั้นก็ไม่มีอะไรต้องกังวลอีก!]
[ขอข้าดูหน่อยสิว่าพี่เหยาเป็นอย่างไรบ้าง]
เมื่อคิดได้ดังนั้น พลังจิตของหยุนว่านหนิงก็แผ่ขยายออกไป โอบล้อมร่างของหยุนว่านเหยาที่นอนหมดสติอยู่ข้างกายทันที
คิ้วเล็กลอกขมวดมุ่น
[บนร่างกายของพี่เหยามีรอยฟกช้ำหลายแห่ง เห็นได้ชัดว่าเกิดจากการกระแทกอย่างแรง ยังดีที่เป็นเพียงบาดแผลภายนอก กระดูกมิได้แตกหัก]
[เดี๋ยวก่อนนะ มิใช่แค่ร่างกาย แต่ที่ศีรษะก็ถูกกระแทกด้วย!]
การบาดเจ็บที่ศีรษะร้ายแรงกว่าบาดแผลตามร่างกายมาก อาจทำให้สมองกระทบกระเทือนได้
[เอาล่ะ ข้าจะใช้พลังจิตสลายรอยเลือดครั่งบนหน้าผากของพี่เหยาเอง ส่วนบาดแผลภายนอกอื่นๆ ให้ท่านหมอรักษาไปก็แล้วกัน]
โดยไม่ลังเล หยุนว่านหนิงส่งพลังจิตไปยังหน้าผากของหยุนว่านเหยา ระบุตำแหน่งรอยเลือดครั่งอย่างแม่นยำ แล้วค่อยๆ ฟื้นฟูเซลล์ที่เสียหาย ในเวลาเพียงชั่วครู่ รอยบวมปูดบนหน้าผากก็ค่อยๆ ยุบหายไปจนหมด
หยุนว่านหนิงจึงค่อยๆ ถอนพลังจิตกลับคืนมา
[เรียบร้อย! ตอนนี้พี่เหยาปลอดภัยแล้ว กินยาบำรุงสักสองสามวันก็คงหายดี]
[แต่ข้ายังสงสัยอยู่ดีว่าเกิดอะไรขึ้นกับพี่เหยากันแน่?]
คำถามนี้ยังคงค้างคาอยู่ในใจของหยุนว่านหนิง จนกระทั่งเป่ยหยูเดินทางมาเยี่ยมหยุนว่านเหยาในวันถัดมา นางจึงเริ่มได้เบาะแสบางอย่าง
“ท่านป้า หลานถือวิสาสะมาเยี่ยมพี่เหยาโดยมิได้แจ้งล่วงหน้า โปรดอย่าได้ถือสาเลยนะขอรับ”
ชายหนุ่มรูปงามถือเทียบสมุนไพรล้ำค่าหลายชนิด มองท่านหญิงหยุนด้วยสายตาอ่อนโยน
ท่านหญิงหยุนฝืนยิ้ม ทว่าในใจกลับไม่มีความยินดีเลยสักนิด
ชายผู้นี้อ้างว่ามาเยี่ยมเหยาเอ๋อร์ แต่กลับบุกเข้ามาถึงในเรือนบ่อยครั้งโดยไม่เกรงใจ มิได้คำนึงถึงชื่อเสียงของเหยาเอ๋อร์เลยแม้แต่น้อย—ช่างเหมือนหมาป่าในคราบแกะโดยแท้
“หลานรักมีน้ำใจมาเยี่ยมเหยาเอ๋อร์ ป้าย่อมยินดียิ่ง ขอบใจในความปรารถนาดีของเจ้า แต่ช่วงนี้เจ้าเองก็คงมีภาระวุ่นวาย เหยาเอ๋อร์ก็มิได้เป็นอะไรมากแล้ว ไม่จำเป็นต้องลำบากเดินทางมาด้วยตนเองเช่นนี้หรอก”
“หลานมิได้ลำบากอันใดเลยขอรับ เพียงแต่เป็นห่วงพี่เหยาจนนอนไม่หลับ หากมิได้มาเห็นด้วยตาตนเอง หลานคงไม่อาจวางใจได้ขอรับ”
ท่านหญิงหยุน: “…”
ชายผู้นี้ไม่รู้จักเกรงใจและไม่มีมารยาทบ้างหรือไร?
แววตาของนางเย็นชาลง ทว่ารอยยิ้มบนใบหน้ายังคงเดิม
“หลานรัก เจ้าเอ่ยเกินไปแล้ว เหยาเอ๋อร์มีสัญญาหมั้นหมายแล้ว ย่อมมีผู้อื่นคอยเป็นห่วงเป็นใย นางไม่จำเป็นต้องให้เจ้ามาคอยกังวลแทนหรอก”
“โปรดระวังคำพูดด้วยเถิดหลานรัก อย่าได้ก่อให้เกิดความเข้าใจผิดเช่นนี้อีก หากเรื่องนี้แพร่พรายออกไป จะมิทำลายชื่อเสียงของเหยาเอ๋อร์หรือ?”
“หากเจ้าเป็นห่วงเหยาเอ๋อร์จากใจจริง เจ้าควรจะคำนึงถึงชื่อเสียงของนางเป็นสำคัญ”
คำพูดเหล่านี้ตรงไปตรงมาและไร้การรักษาน้ำใจ ใบหน้าของเป่ยหยูแข็งเกร็ง สองมือใต้แขนเสื้อกำหมัดแน่น แววตาฉายรังสีอาฆาตมุ่งร้ายออกมาชั่วครู่
ยายแก่สารเลว!
ข้าช่วยชีวิตลูกสาวของนางไว้แท้ๆ แต่นางกลับปฏิบัติต่อข้าด้วยท่าทีหยาบคายเช่นนี้ ช่างน่ารังเกียจนัก!
ทั้งที่รู้อยู่เต็มอกว่าข้ารักเหยาเอ๋อร์ แต่นางก็ยังเอาแต่ยกเรื่องสัญญาหมั้นหมายขึ้นมาข่ม จงใจซ้ำเติมความเจ็บปวดในใจของข้า!
มีหรือที่ข้าจะไม่รู้ว่าเหยาเอ๋อร์มีคู่หมั้นแล้ว? ก็เพราะรู้อย่างไรเล่า ข้าถึงได้ต้องรีบมาหา!
แม้ในใจจะโกรธจัดจนอยากจะฉีกอีกฝ่ายเป็นชิ้นๆ แต่เขาก็ไม่กล้าตึงตังใส่จวนหนิงกั๋วกงโดยตรง ยิ่งไม่กล้าล่วงเกินภรรยากั๋วกงผู้นี้
เขาทำได้เพียงระงับความโกรธเอาไว้ แล้วฝืนยิ้มประจบ
“ท่านป้ากล่าวได้ถูกต้องแล้วขอรับ เป็นเพราะหลานคิดไม่รอบคอบเอง แต่ในเมื่อวันนี้หลานมาถึงที่นี่แล้ว ขออนุญาตเข้าเยี่ยมพี่เหรดสักครู่ได้หรือไม่ขอรับ?”
“ข้าสัญญาว่า หลังจากวันนี้ ข้าจะไม่มารบกวนท่านป้าอีก”
ท่านหญิงหยุนถอนหายใจ ระงับความรู้สึกอยากขับไล่เขาออกไป แล้วจึงพยักหน้ารับคำ
ข้างๆ กันนั้น หยุนว่านหนิงกำลังกัดนิ้วป้อมๆ มองชายหนุ่มตรงหน้าอย่างครุ่นคิด
[อ๋อ… ที่แท้บุรุษผู้นี้เองหรือที่เป็นคนช่วยพี่เหยาและพานางกลับมา?]
[แต่เหตุใดข้าถึงรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติกันนะ?]
[ในเนื้อเรื่องเดิม บุรุษผู้นี้คบหากับซู่เฉียนเสวี่ยอยู่ก่อนแล้ว แต่ครั้งนี้ ข้าใช้ วิชาเบิกนิมิตสร้างความฝัน เพื่อเปิดเผยความสัมพันธ์ฉาวของพวกเขาให้ท่านแม่รู้]
[ท่านแม่จึงส่งข่าวบอกพี่ชายใหญ่ จากนั้นพี่ชายใหญ่ก็แจ้งพี่ชายรอง พี่น้องทั้งสามคนจึงร่วมมือกันขัดขวางแผนการของพวกเขาอย่างลับๆ]
[ดังนั้น ในการพบกันครั้งแรก แผนการร่วมมือของพวกเขาจึงพังทลาย แต่สุดท้ายพวกเขาก็ถูกจับได้ว่าอยู่ด้วยกันต่อหน้าผู้คนมากมาย จนข่าวฉาวแพร่สะพัดไปทั่วเมือง]
[ยามนี้ เหตุการณ์นั้นก็ผ่านพ้นมาหลายวันแล้ว]
[ในช่วงเวลานี้ สัญญาหมั้นหมายของเป่ยหยูกับตระกูลซ่งก็ถูกยกเลิกไปแล้ว ทว่าเป่ยหยูกับซู่เฉียนเสวี่ยกลับใช้ชีวิตกันอย่างสงบเรียบร้อย โดยไม่ก่อเรื่องก่อราวอันใดอีก นี่มัน… ไม่แปลกไปหน่อยหรือ?]
[ซู่เฉียนเสวี่ยถูกหลอกจนเสียทีไปฟรีๆ นางจะยอมปล่อยโอกาสทองที่จะยึดตัวเป่ยหยู บุรุษคนสำคัญในเนื้อเรื่องไปง่ายๆ เช่นนี้จริงหรือ?]
[ช่วงนี้พวกเขามิได้แอบติดต่อกันเป็นการส่วนตัวเลยหรืออย่างไร?]
[ไม่ๆๆ! ตามนิสัยของซู่เฉียนเสวี่ย นางต้องหาทางดึงเนื้อเรื่องกลับมาแน่นอน นางไม่มีทางปล่อยเป่ยหยูไปแน่!]
[พวกเขาต้องแอบลักลอบติดต่อกันเป็นการส่วนตัว เพื่อสานต่อความร่วมมือที่เคยพังไปครั้งก่อนเป็นแน่!]
[และหากเป็นเช่นนั้น การร่วมมือครั้งใหม่นี้ก็ต้องเกี่ยวข้องกับพี่เหยาของข้าด้วย!]
[ใช่แล้ว! ต้องเป็นเช่นนี้แน่ๆ! ซู่เฉียนเสวี่ยต้องทำข้อตกลงบางอย่างกับเป่ยหยูเป็นการส่วนตัว และร่วมกันวางแผนชั่วร้ายอยู่หลังฉาก!]
[อุบัติเหตุของพี่เหยาในครั้งนี้น่าจะมีส่วนเกี่ยวข้องกับเจ้าคนตระกูลเป่ยผู้นี้แน่ๆ มันเป็นส่วนหนึ่งของแผนการของพวกเขา!]
[แต่ข้ายังคิดไม่ออกว่าพวกเขากำลังวางแผนอะไรอยู่กันแน่]
[รู้สึกว่าสิ่งที่พวกเขากำลังทำอยู่นี้ ไม่ใช่แค่แผนการกระจอกๆ อย่าง ‘วีรบุรุษช่วยงาม’ เพื่อให้พี่เหยารู้สึกซาบซึ้งในตัวเป่ยหยูแค่นั้นแน่]
[แล้วแท้จริงแล้วมันคืออะไรกันแน่นะ?]
หยุนว่านหนิงขมวดคิ้วแน่น พยายามคิดหาคำตอบอย่างหนัก แต่ก็ยังนึกนัยสำคัญไม่ออก จึงอดรู้สึกหงุดหงิดใจไม่ได้
ยิ่งได้ยินความคิดของทารกน้อย สีหน้าของท่านหญิงหยุนก็ยิ่งเคร่งเครียดขึ้นเรื่อยๆ
เสี่ยวซีเองก็ปักใจเชื่อว่าเป่ยหยูมีส่วนเกี่ยวข้องกับเรื่องของเหยาเอ๋อร์ และดูท่าแล้วคงเป็นเช่นนั้นไม่ผิดแน่!
ชายผู้นี้กล้าคิดร้ายกับเหยาเอ๋อร์ ไม่ว่าเขาจะวางแผนชั่วอะไรไว้ นางจะไม่มีวันยอมให้มันเกิดขึ้นเด็ดขาด!
ท่านหญิงหยุนก้มหน้าลง ซ่อนความเคียดแค้นสายหนึ่งไว้ในความมืดมิดของดวงตา
“อืม…”
ทันใดนั้น เสียงครางเบาๆ ก็ดังขึ้นจากบนเตียง ทุกคนในห้องจึงหันไปมองเป็นตาเดียว
[พี่เหยาตื่นแล้ว! ดีใจจัง! พี่เหยาตื่นแล้ว! พอตื่นแล้วจะได้ถามเสียทีว่าเกิดอะไรขึ้น!]
[โธ่เอ๊ย… ลืมไปเลย! ข้ายังพูดไม่ได้นี่นา แล้วข้าจะไปถามนางได้อย่างไรเล่า!]
[เห้อ… หวังว่าท่านแม่จะช่วยถามแทนข้านะ]
หยุนว่านหนิงเอียงคอพยายามมองหยุนว่านเหยา แต่นางนอนราบเกินไป นอกจากผืนผ้าห่มปักลายสีหวานแล้ว นางมองไม่เห็นใบหน้าของหยุนว่านเหยาเลยสักนิด
“เหยาเอ๋อร์ เหยาเอ๋อร์ เจ้าตื่นแล้วหรือลูก?”
ท่านหญิงหยุนรีบก้าวเข้าไปนั่งที่ขอบเตียง ยื่นมือไปกุมมือลูกสาวไว้พลางเรียกด้วยความเร่งร้อน
แม้แต่เป่ยหยูก็ด้านหน้าเดินตามเข้ามาด้วยสีหน้ายินดี
“ยอดเยี่ยมไปเลย! ในที่สุดพี่เหยาเอ๋อร์ก็ตื่นเสียที! พี่เหยาเอ๋อร์ นี่ข้าเอง พี่เป่ย…”
หยุนว่านหนิง: […]
[คำว่า ‘พี่เหยาเอ๋อร์’ กับ ‘พี่เป่ย’ นี่มันอะไรกันเนี่ย? ดูกวนโทสะชะมัด!]
[ดูสีหน้าตื่นเต้นเสแสร้งของหมอนี่สิ หากเขาเป็นต้นเหตุให้พี่เหยาต้องประสบอุบัติเหตุจริงๆ ละก็ ข้าต้องยอมรับเลยว่าฝีมือการแสดงของเขามันขั้นเทพชัดๆ]
[ต่อให้เป็นนักแสดงรางวัลยอดเยี่ยมในยุคของข้า ก็อาจจะยังแสดงได้ไม่เนียนเท่าเขาเลยมั้งเนี่ย]
บนเตียงนอน…
แพขนตาของหยุนว่านเหยาสั่นระริกเล็กน้อย ก่อนที่นางจะพึมพำออกมาเบาๆ
“น้ำ… ขอน้ำ…”
“เหยาเอ๋อร์ เจ้าพูดว่าอะไรนะลูก?”
ท่านหญิงหยุนรีบก้มหน้าลง แนบหูลงไปฟังอย่างตั้งใจ ทว่ากลับไม่ได้ยินความใดชัดเจน
ขณะที่นางกำลังจะหมดความอดทน เสียงในใจของหยุนว่านหนิงก็ดังขึ้นพอดี
[ท่านแม่เจ้าคะ! พี่เหยาพูดว่า ‘น้ำ’ เจ้าค่ะ! นางคงกระหายน้ำและอยากดื่มน้ำ!]
[พี่เหยาเพิ่งกินยาไป ยานั่นขมมาก ยามหมดสตินางคงไม่รู้สึกอะไร แต่พอฟื้นขึ้นมา ย่อมรู้สึกขมไปทั่วทั้งปากแน่นอน!]
“ใช่แล้ว… ต้องเป็นน้ำแน่ๆ! เหยาเอ๋อร์อยากดื่มน้ำ! ฮวาอู๋ รีบรินน้ำมาให้เหยาเอ๋อร์แก้วหนึ่งเร็วเข้า!”
ท่านหญิงหยุนแสร้งทำเป็นเพิ่งเข้าใจ เงยหน้าขึ้นสั่งสาวใช้ด้วยน้ำเสียงเร่งร้อน
หยุนว่านหนิงคลียิ้มละมุนด้วยความดีใจ
[ในที่สุดท่านแม่ก็เดาออกเสียที!]
[ถูกต้องแล้วเจ้าค่ะ! น้ำนั่นแหละ!]
[ข้าตรวจดูแล้ว พอพี่เหยาได้ดื่มน้ำชุ่มคอแล้ว นางก็จะตื่นขึ้นมาอย่างเต็มตาเจ้าค่ะ!]
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ท่านหญิงหยุนก็ผ่อนคลายลงทันที นางถอนหายใจด้วยความโล่งอก รับแก้วน้ำมาจากมือของฮวาอู๋ ช่วยประคองหยุนว่านเหยาให้นั่งขึ้นอย่างระมัดระวัง แล้วค่อยๆ ป้อนน้ำให้
หลังจากได้ดื่มน้ำล้างคอ ตามที่หยุนว่านหนิงบอกไว้ หยุนว่านเหยาก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้นมาอย่างช้าๆ มองมารดาด้วยสายตาว่างเปล่าพร่ามัว
“เหยาเอ๋อร์ ในที่สุดเจ้าก็ฟื้นแล้ว! รู้สึกเจ็บปวดตรงไหนหรือไม่ลูก?”