ทุกคนได้ยินเสียงในใจข้า ครอบครัวตัวร้ายพลิกชะตาฝืนฟ้า - บทที่ 159 หนิงหนิงน้อยมีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่
- Home
- ทุกคนได้ยินเสียงในใจข้า ครอบครัวตัวร้ายพลิกชะตาฝืนฟ้า
- บทที่ 159 หนิงหนิงน้อยมีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่
บทที่ 159 หนิงหนิงน้อยมีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่
ทันทีที่คำพูดนี้หลุดออกมา ทุกคนก็พร้อมใจกันหันไปมองหยุนฉู่ฉู่ ยืนยันในใจเป็นเสียงเดียวกันว่า นางจะต้องได้ยินเสียงในใจของหยุนว่านหนิงแล้วอย่างแน่นอน
หยุนว่านเฉินและสามพี่น้องฝาแฝดมิก้าส่งเสียงใดๆ ได้แต่นั่งมองท่านพ่อท่านแม่ของตนอยู่อย่างเงียบๆ
กระทั่งหยุนรุ่ยและซ่างรุ่งก็ยังเงยหน้าขึ้นมาจากชามข้าว มองหยุนฉู่ฉู่และสามีภรรยาตระกูลหยุนด้วยความไร้เดียงสา
ฮูหยินหยุนขมวดคิ้ว ในใจอดที่จะกังขาขึ้นมามิได้~
ในเมื่อหยุนฉู่ฉู่ได้ยินเสียงในใจของทารกน้อย แล้วเหตุใดเมื่อตอนกลางวัน ยามที่ทารกน้อยเอ่ยต่อหน้านางว่าซ่างรุ่งมิใช่บุตรีของนาง ส่วนบุตรีที่แท้จริงถูกสับเปลี่ยนตัวไปตั้งแต่แรกเกิด นางถึงยังคงสงบนิ่งได้ถึงเพียงนั้น?
ต่อให้นางจะไม่ปักใจเชื่อคำพูดเหล่านั้น แต่ถึงอย่างไรก็เป็นเรื่องใหญ่โตเพียงนี้ ไม่ว่าจะอย่างไรก็ไม่ควรแสดงท่าทีราวกับไม่ใส่ใจแม้แต่น้อยมิใช่หรือ?
นี่มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?
สะกดข่มความสงสัยในใจลงไป นางหันไปมองหยุนเจิ้ง ยิ้มแย้มพลางเอ่ยว่า “เสียงแปลกๆ อันใดกัน? ข้ามิได้ยินสิ่งใดเลย ท่านพี่เล่า?”
“อืม ข้าก็มิได้ยินเช่นกัน”
หยุนเจิ้งพยักหน้ารับคำไปตามน้ำ ก่อนจะก้มหน้าก้มตากินข้าวต่อ
เมื่อได้ยินดังนั้น คิ้วของหยุนฉู่ฉู่ก็ขมวดแน่นขึ้น ความคลางแคลงใจพาดผ่านจิตใจไปสายหนึ่ง หรือว่า จะมีเพียงนางคนเดียวเท่านั้นที่ได้ยินจริงๆ?
“ท่านแม่ ท่านได้ยินเสียงแปลกๆ อันใดหรือเจ้าคะ? เหตุใดรุ่งเอ๋อร์ถึงไม่ได้ยิน”
นางได้ยินเพียงเสียงทุกคนกำลังรับประทานอาหารเท่านั้นเอง
ซ่างรุ่งเอียงคอ กระพริบตาคู่โต มองหยุนฉู่ฉู่ด้วยความสงสัยเต็มอก
หยุนฉู่ฉู่ดึงสติกลับมา นางคีบเนื้อกุ้งให้นางชิ้นหนึ่ง ก่อนจะเอ่ยเสียงเบาว่า “ไม่มีอันใด หรอก แม่คงหูแว่วไปเอง รุ่งเอ๋อร์กินข้าวเถอะ”
“อ้อ”
[หืม เมื่อครู่นี้ข้าเผลอเหม่อไป คล้ายจะได้ยินท่านอาหญิงบอกว่าได้ยินเสียงแปลกๆ]
[มีเสียงแปลกๆ อันใดด้วยหรือ?]
[ข้าไม่ทันสังเกตเห็นเลยสักนิด]
[อ้อจริงสิ ท่านพ่อท่านแม่ก็ไม่ได้ยิน ดังนั้น ท่านอาหญิงคงไม่ได้สุขภาพแย่เกินไปจนเริ่มหูแว่วไปเองหรอกนะ?]
หยุนฉู่ฉู่: “…”
ไม่ๆๆ นางแน่ใจยิ่งนักว่า นี่มิใช่การหูแว่วอย่างแน่นอน
แม้ว่านางเคยสงสัยเช่นนั้นมาก่อน แต่นั่นมันเมื่อตอนกลางวัน มิใช่ในตอนนี้
ทว่า เหตุใดนางถึงได้ยินเสียงของหนิงหนิงน้อยเล่า?
หยุนฉู่ฉู่ครุ่นคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ ทันใดนั้น ความคิดหนึ่งพลันแล่นเข้ามาในหัว รูม่านตาของนางหดเกร็งลงเล็กน้อย นางหันไปมองซ่างรุ่งที่อยู่ข้างกายโดยสัญชาตญาณ
เดี๋ยวก่อน…
หากเรื่องเมื่อตอนกลางวัน มิใช่ว่านางหูแว่วไปเอง เช่นนั้นนางคล้ายจะได้ยินหนิงหนิงน้อยบอกว่า รุ่งเอ๋อร์มิใช่บุตรีของนาง ส่วนบุตรีของนางนั้น ถูกสับเปลี่ยนตัวไปตั้งแต่แรกเกิดแล้ว
หนิงหนิงน้อยมีที่มาที่ไปอย่างไรกันแน่?
อยู่ดีๆ เหตุใดถึงได้เอ่ยเรื่องเช่นนี้ออกมา?
ภายในหัวของหยุนฉู่ฉู่สับสนวุ่นวายไปหมด ลมหายใจเริ่มกระชั้นชิดขึ้นเรื่อยๆ ทั่วทั้งร่างราวกับร่วงลงสู่บ่อเกล็ดน้ำแข็ง ความหนาวเย็นทำเอาร่างกายของนางสั่นสะท้านไปทั้งตัว
นี่… มันเกิดเรื่องอันใดขึ้นกันแน่?
นางตั้งครรภ์มาเก้าเดือน ฟูมฟักเลี้ยงดูเด็กคนนี้มาด้วยมือตัวเองถึงหกปีเต็ม เหตุใดจะไม่ใช่บุตรีของนางเล่า?
[พูดถึงเรื่องนี้ ก็อดที่จะเอ่ยถึงคนแซ่ซ่างผู้นั้นมิได้]
[เจ้าหมอนั่น ช่างเป็นสิ่งของไร้ยางอายโดยแท้]
เสียงในใจของหยุนว่านหนิงยังคงดำเนินต่อไป เมื่อได้ยินนางเอ่ยถึงซ่างอวี้ แววตาของหยุนฉู่ฉู่ก็สั่นสะท้าน นางดึงสติตนเองกลับมาทันที ตั้งใจฟังอย่างจดจ่อ
[ยามนั้นเขาเดินทางมาเที่ยวที่เมืองหลวง แล้วบังเอิญได้รู้จักกับท่านอาหญิง เมื่อรู้ถึงฐานะของท่านอาหญิง เขาก็เริ่มเกี้ยวพาราสีอย่างบ้าคลั่ง ขนคำหวานหูออกมาเป็นตะกร้าๆ]
[ความจริงแล้วสิ่งที่เขามุ่งหวังก็คืออำนาจบารมีของท่านพ่อ ทว่าท่านอาหญิงยังเยาว์วัย ไม่เชี่ยวชาญโลก จึงถูกเขาหลอกลวงอย่างโง่เขลา นึกว่าตนเองได้พบเจอรักแท้ ถึงขั้นไม่สนคำคัดค้านของท่านพ่อ ยืนกรานที่จะแต่งงานออกไปให้ได้]
[แม้นว่าท่านพ่อจะโมโห แต่ถึงอย่างไรท่านอาหญิงก็เป็นน้องสาวเพียงคนเดียว จึงได้จัดเตรียมสินเดิมให้อย่างมั่งคั่ง]
[และสินเดิมเหล่านั้น ย่อมตกไปอยู่ในมือของตระกูลซ่างทั้งหมด]
[นอกจากนี้ หลายปีมานี้ เจ้าคนแซ่ซ่างนั่นก็แอบส่งจดหมายหาท่านพ่อลับหลังท่านอาหญิงอยู่บ่อยครั้ง เพื่อขอให้ท่านพ่อช่วยจัดการเรื่องราวต่างๆ ให้]
[แม้ท่านพ่อจะไม่ได้เดินทางไปด้วยตนเอง แต่ก็ส่งคนไปจัดการเรื่องราวให้อย่างเรียบร้อยไม่ตกบกพร่อง]
[อาศัยพึ่งพาบารมีของท่านพ่อ ตระกูลซ่างจากเศรษฐีธรรมดาๆ จึงก้าวกระโดดขึ้นมาเป็นตระกูลชั้นนำแห่งมณฑลหนานโจว]
[เจ้าคนแซ่ซ่างนั่นฉวยโอกาสตักตวงผลประโยชน์ไปจนพอดิบพอดี แต่กลับยังคงคับแคบใจ รับไม่ได้กับท่านอาหญิง]
[เพราะเกรงกลัวในอำนาจของท่านพ่อ เขาจึงมิกล้าสังหารท่านอาหญิงอย่างเปิดเผย]
[ดังนั้น เขาจึงคิดอุบายขึ้นมา โดยอ้างว่าจะช่วยบำรุงร่างกายให้ท่านอาหญิง แล้วเกลี้ยกล่อมให้ท่านอาหญิงกินยาบางอย่างติดต่อกันเป็นเวลานาน]
[ขึ้นชื่อว่ายาสารพัดชนิดย่อมมีพิษสะสม ยาเหล่านั้นล้วนเป็นสิ่งที่ไม่อาจรับประทานติดต่อกันได้ ร่างกายที่ดีๆ ของท่านอาหญิง จึงถูกบั่นทอนจนพังพินาศไปเช่นนี้]
[ในเนื้อเรื่อง จนกระทั่งตาย ท่านอาหญิงก็ยังไม่เคยรู้เลยว่า คนที่นางยอมขัดใจพี่ชายเพื่อแต่งงานด้วยนั้น จะเป็นคนลงมือวางยาพิษทำร้ายนางด้วยมือของตนเอง]
[และก็ไม่รู้ว่า หากท่านอาหญิงรู้ความจริงทั้งหมดนี้แล้ว จะมีความรู้สึกอย่างไรกันนะ]
[…]
เมื่อได้ยินเสียงในใจเหล่านี้ แววตาของหยุนฉู่ฉู่ก็สั่นไหวเล็กน้อย นางเผยอปากขึ้นด้วยความตกตะลึงเต็มอก
หนิงหนิงน้อยรู้เรื่องของซ่างอวี้ได้อย่างไร?
อีกทั้งยังรู้เรื่องที่เขาอ้างว่าบำรุงร่างกายให้นาง แล้วเกลี้ยกล่อมให้นางกินยาอีกด้วย?
ร่างกายของนาง ถูกยาเหล่านั้นบั่นทอนจนพังพินาศจริงๆ หรือ?
แล้วก็เรื่องที่ซ่างอวี้แอบส่งจดหมายหาพี่ใหญ่ลับหลังนาง เพื่อขอให้พี่ใหญ่ช่วยจัดการเรื่องราวต่างๆ ให้นั้น เป็นความจริงอย่างนั้นหรือ?
นางหันไปมองหยุนเจิ้ง โดยสัญชาตญาณแล้วอยากจะเอ่ยปากถามเพื่อพิสูจน์ความจริง ทว่ายามคำพูดมาถึงริมฝีปาก นางกลับข่มใจสะกดมันเอาไว้ได้อย่างทันท่วงที
ไม่ได้ หนิงหนิงน้อยยังคงอยู่ที่นี่ อีกทั้งดูเหมือนจะไม่เหมือนกับเด็กธรรมดาทั่วไป ดังนั้น นางจะถามพี่ใหญ่ต่อหน้าหนิงหนิงน้อยมิได้เป็นอันขาด
มิเช่นนั้น หากทำให้หนิงหนิงน้อยเกิดความสงสัยขึ้นมา คงจะไม่เป็นผลดีแน่
หยุนฉู่ฉู่เม้มริมฝีปากแน่น เสียงในใจเหล่านั้นของหยุนว่านหนิงดังก้องสะท้อนอยู่ในหัวของนางซ้ำแล้วซ้ำเล่า นางทั้งตื่นตกใจทั้งสับสนวนเวียน ภายในใจยุ่งเหยิงไปหมด
เนื้อเรื่องคืออันใดกัน?
หนิงหนิงน้อยบอกว่า นางจะถูกซ่างอวี้ลงมือวางยาพิษทำร้าย โดยที่ตัวนางเองกลับยังคงไม่รู้อะไรเลย
ซ่างอวี้เขา…
ในสายตาของเขามีเพียงอนุซ่างเท่านั้น ต่อตัวนางแล้ว เขาปฏิบัติตัวเช่นนี้ได้อย่างลงคอจริงๆ
นางจมอยู่ในความคิดลึกซึ้งเกินไป จนมิได้สังเกตเห็นเลยว่า ภายในแววตาของสองพี่น้องหยุนเจิ้งและหยุนจ้าน มีไอสังหารสายหนึ่งพาดผ่านไปอย่างรวดเร็ว
พวกเขาคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่า ร่างกายของหยุนฉู่ฉู่ที่ย่ำแย่ลงจนถึงเพียงนี้ แท้จริงแล้วจะเป็นผลมาจากความตั้งใจอันชั่วร้ายของซ่างอวี้
เป็นเพียงพ่อค้าตระกูลเล็กๆ กลับบังอาจวางยาพิษสังหารคนของจวนหนิงกั๋วกง ดี… ช่างดีดียิ่งนัก…
ในเนื้อเรื่อง ตระกูลหยุนของพวกเขาถูกฆ่าล้างตระกูล จึงไม่อาจยื่นมือไปดูแลหยุนฉู่ฉู่ได้ ทว่าในครั้งนี้ เฮอะ… จะต้องทำให้คนแซ่ซ่างนั่นชดใช้คืนให้อย่างคุ้มค่าให้จงได้
หลังมื้ออาหาร
สามพี่น้องตระกูลหยุนพาหยุนรุ่ยแยกย้ายกลับเรือนของตนเอง ส่วนหยุนว่านหนิงก็ถูกสาวใช้ อุ้มกลับไปพักผ่อนที่เรือนว่านอัน
ทางด้านซ่างรุ่ง ที่เร่งเดินทางมาครึ่งค่อนวัน ทั้งยังงอแงไปตลอดช่วงบ่าย หลังจากรับประทานอาหารเสร็จ นางก็ล้มตัวลงนอนบนเตียงเล็กในห้องข้างของโถงเรือน แล้วหลับใหลไปอย่างเต็มอิ่ม
ภายในโถงเรือน จึงเหลือเพียงสามีภรรยาตระกูลหยุน หยุนจ้าน และหยุนฉู่ฉู่ รวมสี่คนเท่านั้น
หลังจากอดทนมาเป็นเวลานาน ในที่สุดหยุนฉู่ฉู่ก็ไม่อาจสะกดข่มเอาไว้ได้อีกต่อไป นางมองไปทางหยุนเจิ้งด้วยความร้อนใจแล้วเอ่ยว่า “พี่ใหญ่ ข้ามีเรื่องหนึ่งอยากจะถามท่านเจ้าค่ะ”
คิ้วของหยุนเจิ้งขยับเล็กน้อย ในใจคาดเดาถึงคำถามที่นางต้องการจะถามได้เกือบทั้งหมดแล้ว
ทว่า บนใบหน้าของเขากลับมิได้แสดงความรู้สึกใดๆ ออกมา เอ่ยตอบด้วยความสงบนิ่งว่า “อืม อยากถามสิ่งใด ก็ถามมาเถอะ”
“หลายปีมานี้ ซ่างอวี้เคยส่งจดหมายหาท่านหลายต่อหลายครั้ง เพื่อไหว้วานให้ท่านช่วยจัดการเรื่องราวให้เขา จริงหรือไม่เจ้าคะ?”
คิดไว้อยู่แล้วว่าเป็นเรื่องนี้ หยุนเจิ้งพยักหน้ารับคำ
“จริงสิ เจ้าถามเรื่องนี้ทำไมหรือ?”
สิ่งที่หนิงหนิงน้อยพูด… แท้จริงแล้วล้วนเป็นความจริงทั้งหมดอย่างนั้นหรือ?
หยุนฉู่ฉู่ก้มหน้าลง ขอบตาของนางพลันแดงเรื่อขึ้นมาทันที น้ำตาไหลเอ่อออกมาอย่างไม่อาจควบคุมได้