ทุกคนได้ยินเสียงในใจข้า ครอบครัวตัวร้ายพลิกชะตาฝืนฟ้า - บทที่ 184 ถ้าเราจะต้องตาย เราก็จะตายไปด้วยกัน
- Home
- ทุกคนได้ยินเสียงในใจข้า ครอบครัวตัวร้ายพลิกชะตาฝืนฟ้า
- บทที่ 184 ถ้าเราจะต้องตาย เราก็จะตายไปด้วยกัน
ในความฝัน…
นางจงใจดึงรั้งสาบเสื้อให้แยกออก ยามล้มลงไปในอ้อมอกของฮ่องเต้ด้วยความไม่ระมัดระวัง พร้อมกับงัดเอาสารพัดกลอุบายมารยาออกมาหว่านเสน่ห์ยั่วยวน
ทว่า ฮ่องเต้กลับมิได้หวั่นไหวเลยสักนิด ทรงผลักนางล้มลงบนพื้นอย่างเย็นชาไร้เมตตา ใบหน้าหล่อเหลาราบเรียบติดบึ้งตึง ตรัสเรียกมหาดเล็กให้ลากตัวนางออกไปตีด้วยท่อนไม้จนตาย
“ไม่นะหม่อมฉันมิกล้าอีกแล้ว เพคะ ได้โปรดฝ่าบาททรงละเว้นชีวิตด้วย…”
หยุนว่านเหยาร้องไห้สะอึกสะอื้นเอ่ยขอชีวิต ก่อนจะตื่นขึ้นมาอย่างตกใจกลัว
สายตาที่มองเห็นคือความมืดมิดของยามราตรี บนใบหน้ายังคงมีรอยน้ำตาที่ยังไม่แห้งเหือด นางจึงเพิ่งจะรู้สึกตัวว่า เรื่องราวทั้งหมดเมื่อครู่นี้ล้วนเป็นเพียงความฝันเท่านั้น
เพียงแต่ ความฝันนั้นช่างสมจริงยิ่งนัก สมจริงเสียจนยามนี้นางยังคงจดจำสีหน้าน่าหวาดกลัวของฮ่องเต้ยามสั่งให้คนลากนางไปตีจนตายได้อย่างแจ่มชัด
หัวใจของนางพลันสั่นสะท้านขึ้นมาด้วยความหวาดหวั่น อดมิได้ที่จะรู้สึกเสียใจภายหลัง… เสียใจที่ไม่ควรตกปากรับคำหยุนว่านเย่ไปทำเรื่องพิเรนทร์เช่นนั้นเลย
วันถัดมา
หยุนว่านเย่มาหานางตั้งแต่เช้าตรู่ ทว่ากลับพบว่าสีหน้าของนางดูไม่ค่อยดีนัก ทั้งยังมีท่าทีซึมเซาไร้ชีวิตชีวา
“เป็นอันใดไป? เมื่อคืนนอนหลับไม่สบายหรือ?”
“ใช่แล้ว ข้าฝันร้ายน่ะ หยุนว่านเย่ ข้าจะกลับคำแล้ว ข้าไม่ทำแล้ว”
นางอยากหาเงินนั่นก็จริง แต่เงื่อนไขคือต้องมีชีวิตอยู่ใช้เงินด้วย!
ฝันร้ายเมื่อคืนนี้ ทำเอานางขวัญผวาไปหมดแล้ว หากเกิดฮ่องเต้สั่งให้คนมาตีนางจนตายขึ้นมาจริงๆ จะทำเช่นไรเล่า?
นางยังเยาว์วัยถึงเพียงนี้ ยังไม่อยากตายเสียหน่อย
หยุนว่านเย่ชะงักไปเล็กน้อย สงสัยว่าตนเองฟังผิดไปหรือเปล่า วินาทีต่อมา เขาก็อดมิได้ที่จะเกิดความโกรธเคืองขึ้นมา
“เพิ่งตกลงกันไปเมื่อคืนแท้ๆ ผ่านไปแค่คืนเดียวเจ้าก็กลับคำแล้วหรือ? เพียงเพราะฝันร้ายแค่ตื่นเดียวเนี่ยนะ? หยุนว่านเหยา คนเราต้องรู้จักรักษาคำพูดสิ”
“หากเจ้าอยากเป็นคนไม่รักษาคำพูดจริงๆ ก็ได้ คืนปิ่นหงส์มาให้ข้า แล้วก็จ่ายเงินคืนข้ามาอีกสามร้อยตำลึง”
เมื่อได้ยินคำพูดนี้ หยุนว่านเหยาก็อดมิได้ที่จะเบิ่งตาโต มองเขาด้วยความไม่อยากจะเชื่อสายตา
“อันใดนะ? สามร้อยตำลึง? ข้าเพิ่งรับเงินมาแค่สามสิบตำลึง เหตุใดต้องคืนเจ้าถึงสามร้อยตำลึงด้วย? เจ้าพูดผิดไปใช่หรือไม่?”
หยุนว่านเย่หัวเราะเยาะเหยียดหยาม เอ่ยว่า “มิได้พูดผิดหรอก ก็นั่นแหละสามร้อยตำลึง ในเมื่อเจ้าเป็นฝ่ายไม่รักษาคำพูด ทรยศหักหลัง กลับคำไปมา ย่อมต้องชดใช้คืนข้าเป็นสิบเท่า”
“รีบคืนเงินข้ามาเสียดีๆ หากเจ้ากล้าขาดไปแม้แต่ตำลึงเดียว ข้าจะตีเจ้าให้สลบ แล้วจับโยนขึ้นไปบนพระแท่นบรรทมของฮ่องเต้เสีย”
หยุนว่านเหยา: “…”
ช่างไร้เหตุผลสิ้นดี!
หน้าเลือดถึงเพียงนี้ แน่ใจนะว่าเป็นพี่ชายของนางจริงๆ?
“ข้าไม่มีสามร้อยตำลึงหรอก มีแค่สามสิบเอ็ดตำลึงเท่านั้นแหละ”
หยุนว่านเหยาก้มหน้า เอ่ยเสียงเบาอย่างอ่อนแอ
เงินสามสิบตำลึงที่เขาให้มาเมื่อคืนยังไม่ทันได้ใช้ ส่วนเบี้ยเลี้ยงประจำเดือนก็เหลืออยู่แค่ตำลึงเดียว ต่อให้จับนางไปขาย ก็หาเงินสามร้อยตำลึงมาให้ไม่ได้หรอก
“เหอะ ไม่มีเงินแล้วยังกล้ามาโวยวายหยุดงานกับข้าอีกหรือ? ให้โอกาสเจ้าอีกครั้ง จะทำหรือไม่ทำ? ข้าขอเตือนให้เจ้าคิดดูให้ดีก่อนจะตอบ”
เขาหลี่ตาลง แม้เสียงจะมิได้ดุดัน ทว่ากลับมีกลิ่นอายเหี้ยมเกี้ยมอำมหิตอย่างน่าประหลาด
หยุนว่านเหยายื่นมือไปจับแขนของเขา เอ่ยเสียงเบาว่า “หากข้าสมรู้ร่วมคิดกับเจ้า ทำให้อ๋องเต้กริ้ว จนสั่งให้คนมาตีข้าจนตายจะทำเช่นไรเล่า?”
“สมรู้ร่วมคิดอันใดกัน? พูดจาให้มันดีๆ หน่อยไม่ได้หรืออย่างไร? เอาล่ะ ช่างเถอะ สรุปว่า สิ่งที่เจ้าเรียกว่าฝันร้าย ก็คือเรื่องนี้น่ะหรือ?”
หยุนว่านเย่ยื่นมือไปเขกหน้าผากของนางเบาๆ หนักไม่เบาไม่ ทีหนึ่ง พลางมองนางด้วยสายตาดูแคลนระอาใจ
“นั่นมันก็แค่ความฝันเท่านั้น หยุนว่านเหยา เหตุใดเจ้าถึงได้ขี้ขลาดตาขาวเช่นนี้นะ? แค่ความฝันตื่นเดียวก็ขู่เจ้าจนขวัญผวาได้แล้วหรือ?”
อีกทั้ง เมื่อคืนเพิ่งจะปรึกษากันเสร็จ นางก็มาฝันร้ายเช่นนี้ทันที ช่างขี้ขลาดราวกับหนูโดยแท้
หยุนว่านเหยากุมหน้าผาก ถลึงตาแลมองเขาด้วยความโมโหอย่างยิ่ง
“บอกเจ้ากี่ครั้งแล้ว ว่าห้ามมาเขกหัวข้า”
สมองของนางเดิมทีก็ไม่ได้เปรื่องปราดเท่าเขาอยู่แล้ว หากถูกเขกจนโง่เขลาหนักกว่าเดิมจะทำเช่นไร?
หยุนว่านเย่ขี้เกียจจะสนใจคำพูดของนาง เอ่ยต่อว่า “ท่านพ่อเป็นถึงหนิงกั๋วกง ผู้นำแห่งสี่กั๋วกงที่มีความดีความชอบจากการรบ ทั้งยังมีส่วนช่วยสร้างแผ่นดิน”
ดินแดนต้าอู่ตั้งแต่งสี่กั๋วกง แปดโหว สิบหกเบ๋ย
พระยศแห่งสี่กั๋วกงได้แก่ หนิง เว่ย หรง ติ้ง โดยมีหนิงกั๋วกงเป็นใหญ่ที่สุด
“อีกทั้งฮ่องเต้ก็ทรงมีความสัมพันธ์แน่นแฟ้นกับท่านอาเจ็ดและพี่ใหญ่ ไม่ดูหน้าเจ้าอาศัยบารมีผู้ใหญ่ เจ้าก็แค่ไปหว่านเสน่ห์ยั่วยวนพระองค์ มิได้ไปลอบสังหารเสียหน่อย…”
“นี่เป็นเรื่องทางศีลธรรม มิใช่การก่ออาชญากรรม พระองค์อย่างมากก็แค่ไม่พอพระทัยใส่เจ้า แต่ไม่มีทางสั่งตีเจ้าจนตายเด็ดขาด”
“บุตรีของขุนนางผู้มีคุณูปการ ตราบใดที่มิได้กระทำความผิดอาญาร้ายแรง ย่อมมิได้รับโทษหนัก”
“อีกอย่างหนึ่ง ไม่ว่าการเดินทางครั้งนี้จะสำเร็จหรือไม่ ชื่อเสียงของเจ้าย่อมไม่มีทางเสียหายอย่างแน่นอน”
“ข้ารู้ว่าเจ้ากังวลว่าหากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไปแล้วจะขายหน้า แต่เจ้าวางใจได้เลย ฮ่องเต้ไม่มีทางปล่อยให้เรื่องนี้รั่วไหลออกไปแม้แต่น้อยอย่างแน่นอน”
“เพราะพระองค์ต้องทรงรักษาพระพักตร์ของพระราชวงศ์เอาไว้”
“เจ้าเป็นพระหมั้นของฉีอ๋อง แต่กลับวิ่งไปหว่านเสน่ห์ยั่วยวนพระองค์ หากเรื่องนี้แพร่งพรายออกไป คนที่ขายหน้ามิได้มีแค่เจ้าคนเดียว ฉีอ๋องและพระราชวงศ์จะยิ่งขายหน้าหนักกว่าเจ้าเสียอีก”
“ชื่อเสียงของพระราชวงศ์ สำคัญกว่าชื่อเสียงของเจ้ามากมายนัก เจ้าคิดว่าฮ่องเต้ยังจะปล่อยให้เรื่องนี้รั่วไหลออกไปอีกหรือ?”
สิ่งเหล่านี้ หยุนว่านเหยาไม่เคยนึกถึงมาก่อนเลยสักนิด
ดังนั้น เมื่อได้ยินเช่นนี้ ย่อมเปรียบเสมือนได้กินยาบำรุงขวัญเม็ดโต ความลังเลและความหวาดกลัวในใจพลันอันตรธานหายไปจนสิ้น
นางพยักหน้ารับ เอ่ยว่า “เจ้าพูดก็มีเหตุผล ตกลง เช่นนั้นข้าทำ…”
“แต่หยุนว่านเย่ ทางที่ดีเจ้าอย่าได้หลอกข้าเชียวนะ หากฮ่องเต้จะสั่งตีข้าจนตายขึ้นมาจริงๆ ข้าจะลากตัวเจ้าที่เป็นบงการอยู่เบื้องหลังออกมาแน่นอน หากจักต้องตาย ก็ตายไปพร้อมกันเสีย!”
หยุนว่านเย่: “…”
คุณหนูใหญ่ผู้ขี้ขลาดและไม่ค่อยจะฉลาดผู้นี้ ตั้งแต่เมื่อใดกันที่ชั่วร้ายเต็มท้องเช่นนี้?
ถึงกับรู้จักเอ่ยข่มขู่เขาแล้วด้วย ใช้ได้ มีความก้าวหน้าขึ้นมาบ้าง
“ตกลง เช่นนั้นข้าขอตรวจดูผลลัพธ์เสียหน่อย เจ้าลองแสดงให้ข้าดูสิว่า คืนนี้หลังจากเข้าวังไปแล้ว ตั้งใจจะหว่านเสน่ห์ยั่วยวนฮ่องเต้อย่างไร”
เขานำนิ้วมือยันศีรษะไว้ มองนางด้วยท่าทางเกียจคร้าน
หยุนว่านเหยาทำท่าทางคลื่นไส้อยากจะอาเจียน มองเขาด้วยสายตาเหยียดหยามเต็มประดา
“ขออภัยด้วยนะ มองหน้าเจ้านี่แล้ว ข้าไม่รู้เลยจริงๆ ว่าจะหว่านเสน่ห์ยั่วยวนอย่างไรดี”
หยุนว่านเย่: “…”
ใบหน้าของเขามันเป็นอย่างไรกัน?
ก็คล้ายคลึงกับนางตั้งแปดเก้าส่วน มิใช่ว่านางกำลังรังเกียจกระทั่งตนเองไปด้วยหรอกหรือ?
เอาเถิด หว่านเสน่ห์ใส่เขาไม่เป็นก็ไม่เป็นไร ขอแค่หว่านเสน่ห์ใส่ฮ่องเต้เป็นก็พอแล้ว
หลังรับประทานอาหารเสร็จ
หยุนว่านเหยาก็ไปค้นเอาเสื้อผ้าและเครื่องประดับที่เก็บไว้ก้นหีบออกมา ประดิดประดอยแต่งตัวอย่างตั้งอกตั้งใจยิ่งนัก
เกล้าผม แต้มชาด แต่งกาย ใช้เวลาไปเต็มๆ กว่าสองชั่วยาม
“หยุนว่านเย่ เป็นอย่างไรบ้าง? เสื้อผ้าและแต่งหน้าของข้าชุดนี้พอใช้ได้หรือไม่?”
หลังจากแต่งตัวเสร็จเรียบร้อย นางก็ผลักประตูเดินออกไป ยืนอยู่ตรงหน้าหยุนว่านเย่ พลางยกชายกระโปรงหมุนตัวเบาๆ หนึ่งรอบ
ดรุณีน้อยตรงหน้า เรือนผมดกดำเงางามเกล้าเป็นมวยผมคู่เล็กๆ อันงดงาม ประดับประดาด้วยปิ่นพู่ระย้าเลอค่า สองข้างแก้มปล่อยปอยผมดำขลับทิ้งตัวลงมาคลอเคลียหน้าอก
สวมใส่ชุดกระโปรงยาวสีชาดปักดิ้นทอง สองแขนพาดทับด้วยผ้าคลุมไหล่สีอ่อน
สีสันสดใส ยิ่งขับเน้นให้ผิวพรรณของนางขาวผ่องราวกับหิมะ เครื่องหน้าอันประณีตงดงามแต่งแต้มเครื่องหอมเพียงบางเบา งดงามตระการตาจนทำเอาผู้คนต้องตกตะลึง
ปกติแล้วนางมักจะไม่ค่อยแต่งหน้า แต่ทว่ายามใดที่ตั้งใจแต่งกายประดิดประดอยขึ้นมา กลับมีความงามอันน่าตื่นตะลึงชนิดหนึ่ง ต่อให้เป็นหยุนว่านเย่ที่อยู่ร่วมกันมาเช้าเย็น ก็ยังคงมองจนตะลึงลานไปชั่วขณะ
ครู่ต่อมา เขาดึงสติตนเองกลับมา เอ่ยชมเชยจากใจจริงคำหนึ่ง
“อืม งดงามยิ่งนัก”
เขารู้สึกว่า แผนการในคืนนี้น่าจะไม่มีปัญหาอันใด หากจะมีปัญหา นั่นก็แสดงว่า ฮ่องเต้มิใช่บุรุษแล้วล่ะ
เรือนว่านอัน
ฮวาอู๋รีบวิ่งเข้ามา หาฮูหยินหยุนเพื่อรายงานเรื่องราว
“เรียนฮูหยิน คุณหนูใหญ่ให้ข้าน้อยมารายงานท่านเจ้าค่ะ ว่านางจะไปเล่นกับองค์หญิงพร้อมกับคุณชายรอง คืนนี้จะไม่รับประทานอาหารที่เรือนเจ้าค่ะ”
“ตกลง ข้ารู้แล้ว”
ฮูหยินหยุนรับคำเบาๆ ภายในใจกลุ้มใจเป็นอย่างยิ่ง
เจ้าเย่เอ๋อร์คนนี้ มิใช่เอ่ยเตือนไปแล้วหรือว่าช่วงนี้อย่าได้ทำอะไรพิเรนทร์ อย่าได้ไปใกล้ชิดองค์หญิง?
เหตุใดถึงไม่ฟังคำเตือนเลยนะ?
เฮ้อ ช่างเถอะๆ คนก็ออกไปแล้ว นางจะมานั่งกลุ้มใจไปจะมีประโยชน์อันใดอีก?
ยามนี้ ได้แต่หวังว่าเจ้าเด็กคนนี้จะรู้จักสำรวมขึ้นมาบ้าง อย่าได้มีข่าวลืออันใดแพร่งพรายออกไปก็พอ
ฮูหยินหยุนผู้ใสซื่อ มิได้รู้เลยสักนิดว่า นางถูกสองพี่น้องหลอกลวงเข้าเสียแล้ว
คนทั้งสองมิได้ไปหาองค์หญิงเพื่อเล่นสนุกเลยสักนิด หากแต่เข้าวังไปต่างหาก เพียงแต่เพราะไม่กล้าเอ่ยความจริง จึงได้ดึงองค์หญิงออกมาเป็นเกราะบังหน้าเท่านั้นเอง
[พี่หญิงวันนี้ไปเล่นที่จวนองค์หญิง เหตุใดถึงไม่พาข้าไปด้วยนะ? เมื่อก่อนชัดเจนว่าพากลางไปด้วยทุกครั้งแท้ๆ]
หยุนว่านหนิงเริ่มไม่พอใจ ปากยื่นขมวดจนแทบจะแขวนกาต้มน้ำมันได้อยู่แล้ว
นางเองก็ไม่ได้ออกไปข้างนอกนานแล้ว อยากจะออกไปเปิดหูเปิดตาบ้างจัง
เมื่อได้ยินเสียงในใจของทารกน้อย ฮูหยินหยุนก็ถอนหายใจออกมาคำหนึ่ง
เฮ้อ ลูกๆ ในบ้านล้วนมีนิสัยไม่อยู่ติดบ้านกันทั้งนั้น เจ้าพวกตัวโตคนอื่นๆ ชอบวิ่งออกไปข้างนอก แม้แต่เจ้าตัวเล็กคนนี้ ก็ชอบเหมือนกันเสียได้
ยามอาหารค่ำ หยุนจ้านพาอึนซวงมาด้วย
หลังจากไปเยี่ยมหยุนฉู่ฉู่แล้ว คนทั้งสองก็มาหาหยุนว่านหนิง
[หืม เป็นท่านอาเจ็ดกับพี่สาวอึนซวงนี่เอง พวกท่านมาทำอันใดกันหรือ?]
ทันทีที่คนทั้งสองเข้ามาใกล้ หยุนว่านหนิงก็พลิกตัวทันที กะพริบตาคู่โตมองดูพวกเขา
ท่าทางเช่นนี้ ทำเอาหัวใจของอึนซวงแทบจะละลายหลอมเหลว นางยกยิ้มมุมปาก อดมิได้ที่จะช้อนตัวทารกน้อยขึ้นมาอุ้มไว้
“ไม่ได้พบกันหลายวัน หนิงหนิงยิ่งน่ารักขึ้นเรื่อยๆ เลยนะจ๊ะ”
หยุนว่านหนิงถูกชมจนหัวใจพองโต ยื่นมือไปคล้องคอของอึนซวง พลางหอมแก้มของนางไปฟอดหนึ่ง ทว่ากลับบังเอิญเห็นบางสิ่งตรงลำคอของนางเข้าเสียก่อน
[หืม นี่มันอันใดกัน?]
ด้วยความสงสัยในใจ นางจึงยื่นมือไปจับคอเสื้อของอึนซวง ดึงรั้งลงมาเบาๆ จากนั้น ก็เห็นรอยจ้ำสีม่วงคล้ำอยู่หลายรอย
ทารกน้อยชะงักไปเล็กน้อย ก่อนจะเบิ่งตาโตด้วยความเข้าใจในทันใด
[ที่แท้ก็คือรอยสตรอว์เบอร์รี (รอยจูบ) นี่เอง แปลกจริง รอยสตรอว์เบอร์รีบนคอของพี่สาวอึนซวง มาได้อย่างไรกันนะ?]
สิ้นคำพูดนี้ลง หยุนจ้านและฮูหยินหยุนก็พลันหันขวับไปมองนางในทันที!