ทุกคนได้ยินเสียงในใจข้า ครอบครัวตัวร้ายพลิกชะตาฝืนฟ้า - บทที่ 244 เขาถูกคู่ต่อสู้จากมิติที่ต่ำกว่าบดขยี้อย่างสิ้นเชิง
- Home
- ทุกคนได้ยินเสียงในใจข้า ครอบครัวตัวร้ายพลิกชะตาฝืนฟ้า
- บทที่ 244 เขาถูกคู่ต่อสู้จากมิติที่ต่ำกว่าบดขยี้อย่างสิ้นเชิง
มิใช่แค่ตระกูลหยุนของพวกเขเท่านั้น ทว่าเกรงว่าผู้ฝึกยุทธ์ทั่วทั้งแผ่นดินก็คงต้องบ้าคลั่งเป็นแน่?
หลังจากฟังคำพูดของเขาจบ หยุนว่านหนิงก็เอียงหัวเล็กๆ ครุ่นคิดอย่างจริงจัง
[พี่รองอยากเรียน ข้าย่อมยินดีสอนให้อยู่แล้ว แต่ว่า หากพี่ใหญ่ก็อยากเรียนด้วย ข้าก็ไม่อาจลำเอียงรักพี่เสียดายน้องได้ พี่รองไปตามพี่ใหญ่มาด้วยกันเถอะ]
[หากข้าแอบสอนพี่รองคนเดียว แล้วเกิดทำให้พี่ใหญ่รู้สึกว่าข้ารักพี่รองมากกว่า รู้สึกว่ารักเขาน้อยกว่าพี่รองขึ้นมาจะทำอย่างไร?]
[ข้าไม่อยากให้พี่ใหญ่รู้สึกน้อยใจหรอกนะ]
“อะไรกัน นี่น้องสาวไม่ได้รักพี่รองที่สุดหรอกหรือ? พี่รองหลงคิดมาตลอดว่าน้องสาวรักพี่รองที่สุด เฮ้อ พี่รองช่างสะเทือนใจยิ่งนัก”
หยุนว่านเยี่ยส่ายหน้า แสร้งทำสีหน้าโศกเศร้าเสียใจเพื่อแกล้งหยุนว่านหนิง
ทว่าขอเพียงนึกถึงว่าหยุนว่านหนิงยินดีจะสอนพลังจิตวิญญาณให้เขา อีกไม่นานเขาก็กำลังจะได้เรียนรู้พลังอันอัศจรรย์และทรงพลังนั้น เขาก็แทบจะดีใจจนเนื้อเต้น มุมปากยกสูงขึ้นจนกักเก็บร่องรอยการเสแสร้งเอาไว้ไม่อยู่เลยสักนิด
[พี่รอง ท่านจะเล่นใหญ่เกินไปแล้วมั้ง?]
หยุนว่านหนิงยื่นมือออกไป บีบแก้มของเขาอย่างไม่ปรานี ทว่านิ้วมือของนางสั้นเกินไป กอปรกับแรงอันน้อยนิด แม้จะงัดแรงกายทั้งหมดที่มีออกมา ก็มิได้ทำให้เขารู้สึกเจ็บเลยแม้แต่น้อย
[ในใจข้า ท่านกับพี่ใหญ่ก็เหมือนๆ กันนั่นแหละ ทำไม หรือในใจท่าน ข้ากับพี่หญิงไม่เหมือนกันหรืออย่างไร?]
“นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว!”
เขาตอบโดยไม่ลังเลแม้แต่น้อย รวบนิ้วมือน้อยๆ น่ารักของนางมาจับไว้ด้วยรอยยิ้ม แล้วประทับจูบลงบนหลังมือนางเบาๆ
“ในใจข้า หยุนว่านเหยาเทียบกับน้องสาวไม่ได้เลยสักนิด พี่รองรักน้องสาวที่สุด”
[เหอะ~]
สีหน้าของหยุนว่านหนิงพลันเปลี่ยนเป็นรังเกียจอย่างถึงที่สุด มือน้อยๆ อีกข้างยื่นไปดึงเส้นผมของเขาไว้ ดวงตากลมโตฉายแววดุร้ายดุจลูกแมวขู่
[แม้ข้าจะรู้ว่าพี่รองแค่หยอกข้าเล่น แต่เรื่องล้อเล่นเช่นนี้ทางที่ดีควรพูดให้น้อยลงหน่อย หากพี่หญิงมายินเข้า คงได้เสียใจเป็นแน่]
[นางยอมจงใจไปยั่วยวนฮ่องเต้ก็เพื่อท่าน ทำการเสียสละอันยิ่งใหญ่ถึงเพียงนี้ ถือว่าเพียงพอจะพิสูจน์แล้วว่าท่านสำคัญในใจนางมากเพียงใด ท่านจะทำให้นางเสียใจไม่ได้เด็ดขาด]
หยุนว่านเยี่ย: “…”
พอพูดถึงเรื่องนี้ เขาก็อดมิได้ที่จะรู้สึกละอายใจอยู่บ้าง ทว่าเพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์ของตนในใจของหยุนว่านหนิง จึงทำได้เพียงเอ่ยอธิบายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาไร้เรี่ยวแรง
“ที่ข้าทำเช่นนี้ก็เพราะหวังดีต่อนางนะ น้องสาว ลองคิดดูสิ ตามฐานะของนางแล้ว หากไม่ตัดขาดกับโม่หยวนฮ่าวให้สิ้นซาก ไม่ถอนตัวออกมาจากเคราะห์กรรมครั้งนี้ ย่อมต้องถูกระบบและซูเชียนเสวี่ยจ้องเล่นงานเป็นแน่ ไม่แน่อาจจะถูกเนื้อเรื่องควบคุม จนกลายเป็นหุ่นเชิดของเนื้อเรื่องไปอีกคน”
“แต่โม่หยวนฮ่าวคือใคร? นั่นมันฉีอ๋อง เชษฐาพระเอกของโลกใบนี้ คิดจะตัดก็ตัดขาดได้ง่ายๆ อย่างนั้นหรือ?”
“ดังนั้น ฮ่องเต้จึงเป็นบุคคลที่ข้าคิดแล้วคิดอีก ไตร่ตรองเลือกสรรมาเป็นอย่างดีแล้วว่าเป็นตัวเลือกที่ดีที่สุด”
“ขอเพียงเขายังมีชีวิตอยู่ ก็สามารถยับยั้งไม่ให้โม่หยวนฮ่าวขึ้นครองราชย์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ ทั้งยังปกป้องไม่ให้พวกคนถ่อยเหล่านั้นมามาดร้ายเย๋าเอ๋อร์ได้อีก เขาเป็นคนเดียวที่จะสามารถตัดขาดเคราะห์กรรมระหว่างเย๋าเอ๋อร์กับโม่หยวนฮ่าวได้อย่างสิ้นซาก…”
[พูดเสียดิบดี แท้จริงแล้วท่านก็แค่ทำเพื่อจะได้อยู่กับองค์หญิงก็เท่านั้นแหละ]
หยุนว่านเหยาเอ่ยขัดเขาด้วยความโมโห
ยามถูกแฉอย่างตรงไปตรงมาเช่นนี้ หยุนว่านเยี่ยอับอายไปเพียงเสี้ยววินาทีก็กลับคืนสู่สีหน้าปกติ ช่างเป็นคนที่หน้าหนาอย่างแท้จริง
“เอาเถอะ ข้าไม่ปฏิเสธว่ามีเหตุผลนี้อยู่ด้วยจริงๆ แต่นี่มันก็ไม่ได้ขัดแย้งกับการทำเพื่อหวังดีต่อเย๋าเอ๋อร์นี่นา น้องสาว ในโลกของน้องสาวมิใช่มีคำว่า Win-Win (ชนะทั้งคู่) หรอกหรือ?”
“การกระทำนี้ ได้ทั้งสมปรารถนาในตัวข้า ทั้งยังส่งผลดีต่อหยุนว่านเหยา เรียกได้ว่าเป็นสถานการณ์ที่ได้ประโยชน์ทั้งสองฝ่าย ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว มิใช่หรือ?”
หยุนว่านหนิง: “…”
ยามเห็นท่าทางของนางที่นึกคำแย้งไม่ออก หยุนว่านเยี่ยก็อารมณ์ดีเป็นอย่างยิ่ง มุมปากหยักยิ้มหัวเราะออกมา
“ก่อนหน้านี้มีเรื่องสำคัญเรื่องหนึ่งยังไม่ทันได้พูด ก็ถูกน้องสาวขัดเสียก่อน ข้าต้องขอชี้แจงอย่างเป็นทางการเสียหน่อย ข้าไม่ได้บังคับให้หยุนว่านเหยาทำเรื่องนี้เลยนะ เพียงแค่เอ่ยปากร้องขอเท่านั้น นางเป็นคนยินยอมตกลงด้วยตนเอง”
“ดังนั้นน้องสาว เจ้าไม่รู้สึกหรือว่า นางเองก็มีความรู้สึกดีๆ ให้กับฮ่องเต้เหมือนกัน? หากข้าให้นางไปเข้าหาบุตรชายบ้านอื่น เจ้าเชื่อหรือไม่ว่านางคงได้บีบคอข้าตายแน่?”
หยุนว่านหนิง: “…”
[มีความรู้สึกดีๆ ให้หรือไม่ข้าไม่รู้ แต่รู้สึกว่าพี่หญิงคงไม่ได้รังเกียจฮ่องเต้หรอก]
“ไม่รังเกียจแน่นอน ข้าจำได้ว่า ตอนเด็กๆ ฮ่องเต้ไอสังหารรุนแรงมาก มักจะทำหน้าครึ้มดำอยู่เสมอ แม้แต่ฉีอ๋องและเจาเจายังกลัวเขา แต่เย๋าเอ๋อร์กลับชอบเกาะแกะเขาเป็นที่สุด”
“ตอนนั้น ระดับความชอบที่เย๋าเอ๋อร์มีต่อฮ่องเต้ ยังมากกว่าที่ชอบท่านอาเจ็ดและพี่ใหญ่เสียอีก…”
ส่วนเขานั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง หยุนว่านเหยามักจะไม่สนใจเขา ด้วยเหตุนี้ เขาจึงแอบโมโหอยู่นานทีเดียว
ตอนอายุสามสี่ขวบ เขายังไม่ได้ชอบโม่เจาเจามากมายอะไร เด็กผู้หญิงที่เขาชอบที่สุดก็คือหยุนว่านเหยา แต่หยุนว่านเหยากลับไม่เหมือนเขา
คนที่นางชอบที่สุดคือฮ่องเต้ซึ่งตอนนั้นยังเป็นองค์รัชทายาท รองลงมาคือท่านอาเจ็ดและพี่ใหญ่ แล้วคิดว่าถัดจากนั้นจะถึงคิวเขาแล้วอย่างนั้นหรือ?
นั่นนับว่าผิดถนัด ในใจของหยุนว่านเหยา แม้แต่เจ้าหวงที่อยู่เรือนหลังยังมีความสำคัญแซงหน้าเขาไปเสียอีก
พอนึกถึงเรื่องราวเหล่านั้น หยุนว่านเยี่ยก็อดที่จะหัวเราะออกมาไม่ได้
ตัวเขาในตอนนั้นก็น่ารังเกียจจริงๆ พอรู้ว่าหยุนว่านเหยาชอบคนอื่นก่อนตั้งหลายคน เขาก็ไม่สนใจนางอีกเลย ทว่าเบื้องหลังกลับแอบกลั่นแกล้งนางอยู่ไม่น้อย ด้วยเหตุนี้ จึงถูกท่านพ่อโบยเสียน่วมไปหลายหน
“ข้าก็เลยคิดอย่างไรเล่า ให้เย๋าเอ๋อร์ลองกับฮ่องเต้ดู ข้ารู้สึกว่า ฮ่องเต้นอกจากจะคุ้มครองนางได้แล้ว ด้านอื่นๆ ก็ไม่เลวเลย จัดอยู่ในกลุ่มบุตรชายตระกูลใหญ่ก็นับว่าโดดเด่นอย่างยิ่งแล้ว น้องสาวคิดว่าฮ่องเต้เป็นอย่างไรบ้าง?”
[ข้าไม่ได้รู้เรื่องเขามากมายนัก อีกอย่างคนผู้นี้ก็เชี่ยวชาญการเสแสร้งที่สุด อ่านยากที่สุด ยากจะบอกได้ว่าฮ่องเต้ในฐานะสามีแล้วจะเป็นอย่างไร]
[แต่มีประโยคหนึ่งของพี่รองที่ข้าเห็นด้วย]
“ประโยคไหนหรือ?” หยุนว่านเยี่ยถามด้วยความอยากรู้อยากเห็น
[ฮ่องเต้สง่างามผ่าเผยสมเป็นมังกรในหมู่คน ทั้งยังรักสันโดษและมีความอดกลั้นเป็นเลิศ นอกจากข้อเสียเรื่องอายุสั้นแล้ว หากจัดอยู่ในกลุ่มบุตรชายตระกูลใหญ่ก็นับเป็นที่สุดของที่สุดจริงๆ]
ได้ยินดังนั้น หยุนว่านเยี่ยก็เลิกคิ้วด้วยความประหลาดใจ
นึกไม่ถึงเลยว่า น้องสาวจะให้ประเมินฮ่องเต้ไว้สูงถึงเพียงนี้ ทำเอาเขารู้สึกอิจฉาขึ้นมาเล็กน้อย
[เฮ้อ คนเราไม่มีใครสมบูรณ์แบบ ในโลกนี้ไม่มีคนสมบูรณ์แบบ และก็ไม่มีชีวิตคู่ที่สมบูรณ์แบบเช่นกัน ขอเพียงเป็นสามีภรรยา ย่อมต้องเผชิญกับปัญหาบ้าง ขอเพียงทั้งสองฝ่ายมีใจและพร้อมจะแก้ไขมันอย่างเหมาะสมก็พอแล้ว]
[มาถึงขั้นนี้แล้ว เรื่องของพี่หญิงกับฮ่องเต้ก็ถือว่าตกลงกันมั่นคงแล้ว คิดจะตัดความสัมพันธ์ย่อมทำไม่ได้แน่ พวกเราแทนที่จะมานั่งคิดว่าฮ่องเต้เป็นอย่างไร สู้มาคิดว่าหากเกิดปัญหาขึ้นในวันหน้า จะปกป้องพี่หญิงอย่างไรดีกว่า]
[พี่รอง พี่หญิงเป็นคนคุ้มกะลาหัวที่ท่านดันออกไปเองนะ วันหน้าหากนางเจออุปสรรคอันใด ท่านจะนั่งมองดูอยู่เฉยๆ ไม่ได้เด็ดขาด]
[ข้ายังเด็ก นอกเหนือจากการเคลื่อนไหวไม่สะดวกแล้ว แม้จะอยากคุ้มครองพี่หญิง ก็มีใจแต่ไร้กำลัง พี่หญิงต้องพึ่งพาพวกท่านคุ้มครองแล้วล่ะ]
“นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว!”
หยุนว่านเยี่ยตบอกตนเอง รับปากด้วยสีหน้าจริงจังอย่างยิ่ง
“น้องสาววางใจเถอะ หากมีวันนั้นจริงๆ ต่อให้พี่รองต้องแลกด้วยชีวิต ก็จะคุ้มครองนางให้ปลอดภัย”
คราวนี้ เขาไม่มีทางปล่อยให้นางต้องตกต่ำจนมีจุดจบอันน่าอนาถเหมือนในเนื้อเรื่องเด็ดขาด
[เอาล่ะ เช่นนั้นพี่รองก็รีบไปตามพี่ใหญ่มาเถอะ ในเมื่อพวกท่านตัดสินใจจะฝึกฝนพลังจิตวิญญาณแล้ว เช่นนั้นก็ยิ่งเร็วยิ่งดี]
[โดยเฉพาะพี่รอง ท่านเป็นเป้าหมายของระบบ หากท่านอ่อนแอเกินไป ในใจข้าคงรู้สึกไม่มั่นคงอยู่ดี]
หยุนว่านเยี่ย: “…”
อยู่ร่วมกับหยุนว่านหนิงมานานปานนี้ เขารู้อยู่นานแล้วว่า ยามที่คำว่า ‘กระจอก’ ถูกนำมาใช้ในบริบทนี้ มันไม่ได้มีความเกี่ยวข้องกับผักหรืออาหารเลยสักนิด แต่หมายถึง อ่อนแอ ไร้ประโยชน์ ฝีมือห่วย ระดับต่ำต่างหาก
คิดไม่ถึงเลยว่า จะมีวันที่เขาถูกนำไปเชื่อมโยงกับคำว่าไร้ประโยชน์และอ่อนแอ
ทว่าเมื่อนึกถึงระบบและหยุนว่านหนิง หยุนว่านเยี่ยก็หุบปากลงอย่างรู้ความ เอาเถอะ เมื่อเทียบกับตัวตนระดับนั้นแล้ว เขาก็กระทั่งถูกสยบราบคาบแบบข้ามมิติแล้วจริงๆ ช่างมิคู่ควรแก่การเอ่ยถึงเลยสักนิด
ขณะที่หยุนว่านเยี่ยไปตามหยุนว่านเฉิน หยุนว่านหนิงที่อิ่มหนำสำราญและไม่มีอะไรทำพลันนึกถึงซูเชียนเสวี่ยขึ้นมา ดังนั้น นางจึงจมดิ่งจิตนึกคิดลงไปในสมอง เพื่อตรวจดูบันทึกเหตุการณ์ในช่วงสองวันที่ผ่านมา
เนื่องจากการฝันเข้าสู่นิมิตทำให้พลังงานไม่เพียงพอ จึงไม่ได้สนใจระบบและซูเชียนเสวี่ยชั่วคราว เรื่องนี้ทำให้นางรู้สึกไม่มั่นใจอย่างมาก
นางกังวลเหลือเกินว่า หญิงชั่วชายชั่วคู่นั้นจะวางแผนประทุษร้ายฮ่องเต้และหยุนว่านเยี่ย
อนาคตจะเป็นอย่างไรคงยากจะเอ่ย แต่ณ ยามนี้ ฮ่องเต้ยังตายไม่ได้ ยังจำเป็นต้องให้เขามีชีวิตอยู่เพื่อเป็นขวากหนามขัดขวางการขึ้นครองราชย์ของโม่หยวนฮ่าว
กวาดสายตาอ่านบันทึกก่อนหน้านี้อย่างรวดเร็ว หยุนว่านหนิงก็รับรู้ถึงความเคลื่อนไหวล่าสุดของซูเชียนเสวี่ย
ในบรรดาอุปกรณ์เหล่านั้น มีตัวยาชนิดหนึ่งที่แจกออกมาเพื่อลู่หวยจิ่นโดยเฉพาะ ช่วงเวลานี้ นอกจากนางจะจ้องมองโม่หยวนฮ่าวแล้ว นางยังช่วยรักษาโรคแอบแฝงให้ลู่หวยจิ่นอีกด้วย
หลังจากกินยาที่นางมอบให้ ความสามารถในด้านนั้นของลู่หวยจิ่นก็ค่อยๆ ฟื้นตัวขึ้นมา ในช่วงไม่กี่วันนี้ ก็แทบจะสามารถตอบสนองได้ตามปกติแล้ว
เรื่องนี้ทำเอาลู่หวยจิ่นดีใจแทบบ้า นอกจากความซาบซึ้งแล้ว เขาก็ยิ่งชอบพอนางมากขึ้น ทุกวันเป็นต้องหิ้วของขวัญมาหานาง
คนที่มีตาดีต่างก็ดูออกว่า ลู่หวยจิ่นกำลังตามจีบนางอยู่
และเพราะเหตุผลของลู่หวยจิ่นนี่เอง ที่เบี่ยงเบนความสนใจของนางไปมากกว่าครึ่ง ทำให้นางไม่มีเวลาไปยุ่งเกี่ยวกับฮ่องเต้และหยุนว่านเยี่ยชั่วคราว
[เหอะ ยามมีโรคแอบแฝง ก็ยังคงตอบสนองต่อนางเอกได้ ยามนี้โรคแอบแฝงถูกนางเอกรักษาหาย บัฟหวั่นไหวเรียกว่าซ้อนทับกันจนเต็มขั้นแล้ว ลู่หวยจิ่นยามนี้ต้องกำลังคลั่งรักนางเอกอย่างหนักแน่ๆ]
[ข้าอยากรู้จริงๆ ว่า นางเอกจะทำอย่างไร ถึงจะกลี้ยกล่อมให้เขาไปตามจีบองค์หญิงได้?]
ใช่แล้ว ซูเชียนเสวี่ยยามนี้ยังไม่ได้บอกลู่หวยจิ่น เรื่องที่จะให้เขาไปตามง้อองค์หญิงแต่งงานกับองค์หญิง นางยังคงดึงเชือกเขาไว้ สร้างความสัมพันธ์กับเขาอยู่ ซึ่งเรื่องนี้ทำให้หยุนว่านหนิงรู้สึกไม่เข้าใจอยู่บ้าง
[หรือว่า นางตั้งใจจะรอให้ลู่หวยจิ่นรักนางจนถอนตัวไม่ขึ้น ยินยอมตายเพื่อนางได้ แล้วค่อย提กับเขาอย่างนั้นหรือ?]
[ช่างเถอะๆ ในเมื่อนางยังไม่ได้บอกลู่หวยจิ่น เช่นนั้นก็ปล่อยไปก่อน ด้านหลังเหมือนจะมีข่าวสารอีกมาก ดูต่อดีกว่า]
หยุนว่านหนิงส่ายหน้า สลัดเรื่องของลู่หวยจิ่นทิ้งไปจนหมดสิ้น จมดิ่งจิตนึกคิดลงไปในสมองเตรียมจะพลิกดูต่อ ทันใดนั้นก็มีเสียงของหยุนว่านเยี่ยดังขึ้นข้างหู
“น้องสาว ข้ากลับมาแล้ว”
ตัวยังไม่ทันมาถึง เสียงก็มาก่อนแล้ว
ยามก้าวเข้าประตูห้อง หยุนว่านเยี่ยก็โบกมือไล่สาวใช้ให้ออกไป แล้วอุ้มหยุนว่านหนิงขึ้นมา
“น้องสาว ข้าไปตามพี่ใหญ่มาแล้ว”
ในขณะเดียวกัน เสียงประตูก็ดัง ‘แอ๊ด’ ขึ้น พร้อมกับที่หยุนว่านเฉินงับปิดประตูลง
สติของหยุนว่านหนิงถูกบังคับให้ถอนออกมา นางลืมตาขึ้น มองไปทางหยุนว่านเยี่ย
[พี่รอง ท่านเร็วจริงๆ เลยนะเนี่ย ไปกลับใช้เวลาถึงห้านาทีไหมเนี่ย?]
หยุนว่านเยี่ยย่อมรู้อยู่แล้วนานแล้วว่า วิธีการนับเวลาในโลกก่อนของหยุนว่านหนิงไม่เหมือนกับพวกตนที่นี่ เวลาห้านาทีของนางสามครั้ง เท่ากับหนึ่งเค่อของพวกตนที่นี่