ทุกคนได้ยินเสียงในใจข้า ครอบครัวตัวร้ายพลิกชะตาฝืนฟ้า - บทที่ 261 เขียนได้ดี แต่ผมจะไม่ฟัง
- Home
- ทุกคนได้ยินเสียงในใจข้า ครอบครัวตัวร้ายพลิกชะตาฝืนฟ้า
- บทที่ 261 เขียนได้ดี แต่ผมจะไม่ฟัง
[‘ตอนนี้ความสัมพันธ์เดียวระหว่างเจ้ากับเขาก็คือ เขาเป็นหนึ่งในภารกิจของเจ้า โปรดจำภารกิจไว้ให้ดี และต้องรีบทำให้สำเร็จโดยเร็วที่สุด!!!’]
“…”
ขณะที่ซูเชียนเสวี่ยกำลังหาเหตุผลมาช่วยแก้ตัวให้หยุนว่านเฉินอยู่นั้น ในสมองพลันมีเสียงอันร้อนรนของระบบดังแทรกขึ้นมา ขัดจังหวะความคิดของนางเสียกระทันหัน
เหอะ เจ้าสิ่งนี้นี่ช่างชวนให้หมดสนุกเสียจริง!!! ซูเชียนเสวี่ยเบ้ปาก พลางตัดการติดต่อกับระบบโดยไม่ปรานีแม้แต่น้อย ในหัวพลันสงบเงียบลงในทันตา
น่ารำคาญเสียจริง เรื่องพวกนี้นางใช่ว่าจะไม่รู้เสียหน่อย มีความจำเป็นต้องคอยย้ำเตือนอยู่เรื่อยเลยหรือ? ขี้เกียจจะฟังต่อจริงๆ
[…] ระบบที่ถูกตัดการติดต่อถึงกับงุนงง มันยังมีคำพูดอีกตั้งมากมายที่ยังไม่ทันได้เอ่ย ตั้งใจจะพูดต่อแท้ๆ แต่ผลลัพธ์กลับพบว่าตนเองถูกขังไว้ในห้องมืดเสียแล้ว มันจึงโทสะแล่นริ้วด้วยความโกรธจัด
ทว่า ไม่ว่ามันจะคับแค้นใจเพียงใดก็ไม่อาจติดต่อซูเชียนเสวี่ยได้อีก
ส่วนปฏิกิริยาเหล่านั้นของมัน ซูเชียนเสวี่ยย่อมไม่รับรู้เลยแม้แต่น้อย ยามนี้ความสนใจทั้งหมดของนางตกไปอยู่ที่ตัวหยุนว่านเฉินคนเดียว
“เอ่อ มีคุณชายที่เป็นถึงบุคคลระดับนี้อยู่ แล้วคุณหนูตระกูลไท่เว่ยจะไปพึงใจผู้อื่นได้อย่างไร? ไม่แน่อาจเป็นคุณชายที่เข้าใจผิดไปเองก็ได้นะเจ้าคะ…”
ยามเอ่ยคำเหล่านี้ ซูเชียนเสวี่ยกลับรู้สึกละอายใจอยู่ลึกๆ
อย่างไรเสีย นางเคยอ่านเนื้อเรื่องมา ย่อมรู้ดีแก่ใจว่ายามที่ร่างเดิมยังมีพันธะหมั้นหมายอยู่นั้น ได้ทำเรื่องหน้าด้านไร้ยางอายด้วยการตามตอแยโม่หยวนฮ่าวไม่เลิกราอย่างชัดแจ้งเพียงใด
แต่ปัญหาก็คือ ยามนี้คนที่คือซูเชียนเสวี่ยก็คือนาง ส่วนเรื่องน่าอัปยศอัปโภชน์เหล่านั้นก็มิใช่นางที่เป็นคนทำ อย่างมากที่สุดนางก็เป็นแค่คนรับเคราะห์แทนเท่านั้น
ดังนั้น นางจึงรู้สึกว่าจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องล้างมลทินให้ตนเองเสียหน่อย เพื่อกอบกู้ภาพลักษณ์อันน้อยนิดของตนเองกลับคืนมา
เมื่อได้ยินคำพูดของนาง หยุนว่านเฉินมิได้เอ่ยขัด เพียงแต่ยิ้มขื่นออกมาคำหนึ่ง สีหน้าเช่นนั้นกระตุ้นให้ซูเชียนเสวี่ยอดจินตนาการไปไกลมิได้
หรือว่า หยุนว่านเฉินผู้นี้จะชอบพอกับซูเชียนเสวี่ยถึงเพียงนั้นจริงๆ?
ก็จริงอยู่ แม้ซูเชียนเสวี่ยจะโง่เขลาไปเสียหน่อย แต่เรื่องความงดงามนั้นนับว่าเป็นของจริง รูปโฉมเช่นนั้นจะเอ่ยว่าราวกับนางฟ้าจำแลงก็ไม่เกินเลยไปนัก การที่มีคนตกหลุมรักจึงเป็นเรื่องปกติธรรมดาอย่างยิ่ง
น่าเสียดายก็นึกตรงที่ เขาไม่ใช่พระเอก มิเช่นนั้น นางก็อยากจะลองคบหาดูใจกับเขาดูสักครั้งจริงๆ
ส่วนฉางเหยียน หลังจากตั้งสติได้ก็รู้สึกไม่สบอารมณ์อย่างยิ่ง เขาคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่าแม่นางผู้นั้นจะปฏิบัติต่อซื่อจื่อเช่นนั้น ทว่าในใจของซื่อจื่อกลับยังคงถวิลหานางอยู่
ไม่ได้ การที่ซื่อจื่อยังเป็นเช่นนี้ ต้องเป็นเพราะลืมเรื่องที่แม่นางผู้นั้นเคยทำไว้กับเขาในกาลก่อนไปแล้วแน่ๆ ดังนั้น เขาจึงจำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องช่วยเตือนสติเสียหน่อย
“มิใช่เรื่องเข้าใจผิดหรอกขอรับ แต่เป็นเพราะแม่นางซูผู้นั้นตาบอดเองต่างหาก ทั้งสองสามีภรรยาตระกูลซูรวมถึงคุณหนูใหญ่คนนั้น ล้วนเป็นพวกไม่รักษาสัจจะ ทั้งยังตระหนี่ถี่เหนียว ไม่มีดีสักคน”
“โดยเฉพาะคุณหนูใหญ่ซูนั่น นอกจากจะโง่เขลาเป็นเบาปัญญาแล้ว จิตใจยังต่ำช้า มากรักหลายใจ ไร้ความยางอาย หน้าด้านหน้าทน…”
“นางไม่แยแสพันธะหมั้นหมาย เอาแต่ไล่ตามคู่หมั้นของคุณหนูเรือนข้าไปวันๆ ทำเอาคุณชายและคุณหนูเรือนข้าต้องพลอยอับอายขายหน้าไปด้วย”
“นี่ยังไม่เท่าไร ที่เกินไปยิ่งกว่านั้นคือ นางเสียพรหมจรรย์ก่อนแต่งตั้งหลายหน ยามนี้ เรียกว่าชื่อเสียงฉาวโฉ่เน่าเหม็น ใครเอ่ยถึงเป็นต้องถ่มน้ำลายรดด้วยความรังเกียจ”
“ยังโชคดีที่นายท่านของข้าใช้อำนาจยกเลิกการหมั้นหมายระหว่างคุณชายกับนางเสียตั้งแต่เนิ่นๆ มิเช่นนั้น หากต้องแต่งสตรีประเภทนี้เข้าบ้านจริงๆ คุณชายของข้าคงได้โชคร้ายไปแปดชาติแน่”
ยามที่ฉางเหยียนเอ่ยปาก เขาก็เอ่ยพลางลอบสังเกตสีหน้าของหยุนว่านเฉินไปด้วยความระมัดระวัง ด้วยเกรงว่าซื่อจื่อเรือนตนจะเกิดความไม่พอใจขึ้นมา
อย่างไรเสีย จากท่าทางก่อนหน้านี้ของซื่อจื่อ ในใจคงจะชอบพอกับซูเชียนเสวี่ยอยู่ไม่น้อย
ทว่าใครจะไปรู้ แม้เขาจะเอ่ยด้วยถ้อยคำที่หยาบคายรุนแรงถึงเพียงนั้น ทว่าสีหน้าของหยุนว่านเฉินกลับไร้ซึ่งความเปลี่ยนแปลงเลยแม้แต่น้อย เขาจึงได้ใจเอ่ยต่อออกมาเสียมากมาย
หยุนว่านเฉินยังคงไม่มีร่องรอยแห่งความโทสะเลยสักนิด เรื่องนี้ทำให้ในใจของฉางเหยียนเกิดความสงสัยขึ้นมาอย่างใหญ่หลวง
แปลกจริง ซื่อจื่อชอบหรือไม่ชอบซูเชียนเสวี่ยกันแน่?
หากบอกว่าชอบ เขาก็เอ่ยจวบจ้วงถึงเพียงนั้นแล้ว ทว่าซื่อจื่อกลับไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใดๆ เลย
หากบอกว่าไม่ชอบ ยามที่ซื่อจื่อเอ่ยถึงซูเชียนเสวี่ย เหตุใดจึงดูสูญเสียและโศกเศร้าถึงเพียงนั้น เล่าเรื่องราวเป็นอย่างไรกันแน่?
ฉางเหยียนครุ่นคิดอย่างไรก็ไม่เข้าใจ
ส่วนซูเชียนเสวี่ย ตั้งแต่ประโยคแรกที่ฉางเหยียนเอ่ยออกมา นางก็เริ่มมีโทสะแล้ว ยิ่งฟังไปเรื่อยๆ ก็ยิ่งดาลโทสะจนยากจะระงับ
เจ้าบ้านี่ ช่างน่าแค้นนัก หลงคิดว่าเขาเป็นคนมีน้ำใจและเป็นบุรุษที่ดี ที่แท้กลับปากร้ายถึงเพียงนี้ ด่าทอนางด้วยถ้อยคำหยาบคายถึงเพียงนี้
มากรักหลายใจ ไร้ความยางอาย หน้าด้านหน้าทน ชื่อเสียงเน่าเหม็น เป็นที่รังเกียจของทุกคน แต่งกับนางแล้วต้องโชคร้าย…
แทบจะสรรหาคำด่าทอที่ชั่วร้ายที่สุดสำหรับสตรีในยุคสมัยนี้มาใช้จนหมด ช่างน่าแค้นใจนัก!!!
สองหมัดของซูเชียนเสวี่ยกำแน่น สายตาค่อยๆ เย็นชาลงทีละน้อย
‘ระบบ เจ้าบ้านี่เป็นแค่ NPC ตัวหนึ่ง หากข้าเผลอทำเขาตายหรือพิการไป คงไม่มีผลกระทบอันใดใช่ไหม?’
นางยกเลิกการปิดกั้น ดึงระบบออกมาจากห้องมืด พลางเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชาเหี้ยมเกรียม
ระบบ: […] [ภารกิจเร่งด่วน โฮสต์ควรเห็นภารกิจเป็นสำคัญ มิใช่ไปเอาความกับคนที่ไม่จำเป็น เพื่อหลีกเลี่ยงไม่ให้เกิดเหตุไม่คาดฝัน จนเป็นเหตุให้ความยากของภารกิจเพิ่มขึ้น หรือทำภารกิจล้มเหลว] [หากเป็นเช่นนั้น ย่อมไม่คุ้มเสียจริงๆ]
‘อ้อ พูดได้ดีมาก แต่ข้าไม่ฟัง’
ซูเชียนเสวี่ยแค่นหัวเราะออกมาคำหนึ่ง แล้วตัดการติดต่อกับระบบอย่างเด็ดขาดอีกครั้ง
ขอแค่ยืนยันได้ว่าไม่มีผลกระทบก็พอแล้ว
นางหยิบเข็มเงินอาบยาพิษออกมาจากห้วงมิติระบบ ตัดสินใจจะสั่งสอนเจ้าเด็กนี่ให้เข็ดหราบเสียหน่อย
มีรังสีฆ่าฟัน!
ดวงตาของหยุนว่านเฉินพลันขยับไหว เลิกเปลือกตาขึ้นมองสตรีฝั่งตรงข้าม พลางค้นพบว่าที่ปลายนิ้วของนางมีแสงเย็นวาบขึ้นมาสายหนึ่งอย่างแหลมคมยิ่ง
หืม? นางคิดจะทำอันใด?
หยุนว่านเฉินตั้งสมาธิขึ้นมาในทันใด ในขณะเดียวกัน สมองก็หมุนแล่นอย่างรวดเร็ว
สตรีผู้นี้กำลังโมโห ทั้งที่ก่อนหน้านี้ยังดีๆ อยู่ ทว่าหลังจากฟังคำพูดเหล่านั้นของฉางเหยียนจบ นางก็เปลี่ยนสีหน้าในทันที ดังนั้น นางคือซูเชียนเสวี่ยจริงๆ อย่างนั้นหรือ?
ชั่วครู่หนึ่งในใจก็มีข้อสรุป หยุนว่านเฉินหันไปมองฉางเหยียน พลางดุออกมาด้วยน้ำเสียงเรียบเฉย “ฉางเหยียน ห้ามจับกลุ่มนินทาผู้อื่นลับหลัง”
ฉางเหยียน: “…”
ซื่อจื่อเป็นอันใดไป?
ก่อนหน้านี้ตอนที่เขาเอ่ยคำเหล่านั้น ซื่อจื่อมิได้เอ่ยขัดเลยแม้แต่น้อย ทั้งยังไม่มีท่าทางไม่พอใจเลยสักนิด เหตุใดพอเขาพูดจบแล้ว ซื่อจื่อถึงเพิ่งจะมาแสดงท่าทีเล่า?
ช่างชวนให้สับสนเสียจริง
“ขอรับ คุณชาย ผู้น้อยรู้ความผิดแล้วขอรับ~”
แม้ในใจจะไม่เข้าใจ ทว่าฉางเหยียนก็ยังคงยอมรับผิดด้วยท่าทีที่ดี
เขาลูบจมูก สีหน้าฉายแววอับอายอย่างถึงที่สุด
การนินทาผู้อื่นลับหลังเป็นพฤติกรรมของคนถ่อย ย่อมไม่ดีจริงๆ นั่นแหละ แต่ที่เขาทำไปทั้งหมดนี้ มิใช่เพราะต้องการช่วยเตือนสติซื่อจื่อ หรอกหรือ จึงยอมเสียสละถึงเพียงนี้?
หยุนว่านเฉินมิได้สนใจเขาอีก หันกลับไปมองซูเชียนเสวี่ย ใบหน้าหล่อเหลาเย็นชาปรากฏร่องรอยแห่งความขออภัยขึ้นมาเล็กน้อย
“ทำให้แม่นางต้องขายหน้าแล้ว คำพูดเหล่านั้นของเขาล้วนเป็นเรื่องเหลวไหลทั้งสิ้น แม่นางโปรดอย่าได้เก็บมาใส่ใจเลย”
“คุณหนูซูมีนิสัยผ่าเผย ไร้พันธะผูกมัด นางกล้าที่จะทะลายขีดจำกัดของโลกที่บังคับใช้กับสตรี ไม่หวาดกลัวต่อสายตาของผู้คนในการไขว่คว้าความรักอย่างกล้าหาญ นับเป็นสตรีที่กล้าหาญและงดงามยิ่งนัก ทำเอาข้ารู้สึกเลื่อมใสยิ่ง”
“ในใจของข้า นางไม่เหมือนกับเหล่าคุณหนูในตระกูลสูงศักดิ์คนอื่นๆ การดูหมิ่นด่าทอจากคนภายนอกเหล่านั้น ก็นับเป็นเพียงความเข้าใจผิดที่มีต่อนางเท่านั้น คนพวกนั้นไม่มีวันเทียบเท่านางได้ตลอดกาล”
“นางพึงใจผู้อื่นไม่ชอบพอกลับข้า ก็เพียงเพราะตัวข้ายังดีไม่พอ ไม่อาจเข้าตานางได้ ไม่ได้รับความเอ็นดูจากนาง ย่อมไม่อาจโทษนางได้…”
ซูเชียนเสวี่ยตะลึงลานไปแล้ว นางจ้องมองบุรุษผู้หล่อเหลาไร้ที่ติผู้นั้นด้วยความเหม่อลอย นอกจากความตกตะลึงในใจแล้ว ก็คือความซาบซึ้งใจอย่างลึกซึ้ง
นางคิดไม่ถึงเลยจริงๆ ว่า ที่ผ่านมา ในใจของหยุนว่านเฉินจะมองนางเช่นนี้
หลังจากขาของเขาพิการ ร่างเดิมก็รังเกียจเขา จึงไม่สนใจหน้าตาของตระกูลหยุนและพันธะหมั้นหมายของพวกเขา ไปยั่วยวนตอแยโม่หยวนฮ่าว จนทำให้เขาต้องกลายเป็นที่หัวเราะเยาะของผู้คน
แม้กระทั่งตัวนางเอง ก็มีภารกิจในการทำร้ายเขาติดตัว ทั้งยังตามเนื้อเรื่องเดิมเพื่อที่จะยกเลิกการหมั้นหมาย จึงได้วางแผนทำลายชื่อเสียงของเขาจนย่อยยับ นำน้องสาวฝ่ายอนุมาแต่งงานแทนเพื่อดูหมิ่นเหยียดหยามเขา…
เรื่องราวเหล่านี้อาจบอกได้ว่าเขาไม่รับรู้ ทว่าลำพังเรื่องที่ร่างเดิมเคยทำไว้ เชื่อว่าหากเปลี่ยนเป็นบุรุษคนใดก็คงไม่อาจอดทนรับได้ ทว่าเขานอกจากจะไม่โกรธเคืองแล้ว กลับยังช่วยแก้ตัวให้นางถึงเพียงนี้
บนโลกใบนี้ จะมีบุรุษที่จิตใจดีงามและวิเศษถึงเพียงนี้ได้อย่างไร?
ซูเชียนเสวี่ยแทบทำใจทำร้ายเขาไม่ลง รู้สึกว่าระบบแม้แต่คนเช่นนี้ก็ยังไม่เว้น ช่างชั่วช้าถึงที่สุดจริงๆ
หลังจากตั้งสติได้ นางก็แอบเก็บเข็มเงินในมือไปอย่างเงียบๆ โทสะที่มีต่อฉางเหยียนในใจก็สลายหายไปโดยไม่รู้ตัว
ช่างเถอะ แม้ผู้ติดตามคนนั้นจะสมควรตาย แต่ใครใช้ให้เขามีนายที่ดีกันเล่า?
นายของเขา ดีเสียจนทำให้นางรู้สึกละอายใจและรู้สึกผิดอย่างหนักหน่วง วันนี้ จะเห็นแก่หน้าเจ้านายของเขา ละเว้นชีวิตเขาไปสักครั้งก็แล้วกัน
เกือบจะในทันทีที่เข็มเงินที่ปลายนิ้วของนางหายไป หยุนว่านเฉินก็รับรู้ได้ทันที
ในใจของเขาลอบถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก ทว่ากลับยิ่งมั่นใจในข้อสันนิษฐานก่อนหน้านี้ของตนเอง ยืนยันได้ว่าสตรีผู้นี้ก็คือซูเชียนเสวี่ย
เขาจับสัมผัสไม่ได้ถึงกำลังภายในจากตัวนางเลยแม้แต่น้อย ทว่านางกลับให้ความรู้สึกอันตรายอย่างยิ่งยวดแก่เขา——
ประกอบกับปฏิกิริยาทั้งหลายก่อนหน้านี้ของนาง นอกจากซูเชียนเสวี่ยที่มีระบบอยู่กับตัวแล้ว เขาก็นึกถึงผู้อื่นไม่ออกจริงๆ
ทว่า เขาคิดไม่ถึงเลยว่า คำพูดเหล่านั้นของเขา จะทำให้นางลบเลือนความคิดร้ายที่มีต่อฉางเหยียน และล้มเลิกการกระทำที่ไม่แน่ชัดตามแผนเดิมไปได้
‘ซ่า…’
ลมหิมะยิ่งมายิ่งโหมกระหน่ำ บนร่างของคนทั้งสามปกคลุมไปด้วยหิมะหนาเตอะ คิ้วและผมล้วนถูกย้อมกลายเป็นสีขาวโพลน
ซูเชียนเสวี่ยสะบัดหิมะบนร่างออกอย่างเชื่องช้า เงยหน้าขึ้นมองท้องฟ้า เห็นเพียงท้องฟ้ายังคงมืดครึ้ม มองไม่เห็นแสงสว่างเลยแม้แต่น้อย
นางถอนหายใจออกมาคำหนึ่ง เอ่ยด้วยความกังวลว่า “ลมหิมะเช่นนี้ เกรงว่าคงไม่อาจหยุดลงได้ในเร็ววัน การเดินทางย่อมอันตรายยิ่งนัก คุณชายยังคิดจะเดินทางต่อจริงๆ หรือเจ้าคะ?”
หยุนว่านเฉินตอบรับในลำคอเบาๆ คำหนึ่ง
ทางฝั่งท่านพ่อสถานการณ์คับขัน เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องยุ่งยากตามมาภายหลัง เขาไม่ควรรีรออยู่นาน รอให้กินอาหารจนอิ่มหนำและป้อนหิมะให้ม้ากินจนอิ่มแล้ว ก็จะออกเดินทางทันที
“จริงสิ ยังมิได้ถามเลยว่าคุณชายกำลังจะไปที่ใดหรือเจ้าคะ?”
แม้จะคาดเดาจุดหมายปลายทางของเขาได้นานแล้ว ทว่าอย่างไรเสียก็เป็นเพียงการคาดเดา ไม่อาจแน่ใจได้ ซูเชียนเสวี่ยจึงอดไม่ได้ที่จะเอ่ยถามออกไปเพื่อยืนยัน
เมื่อได้ยินดังนั้น สายตาของหยุนว่านเฉินก็หม่นแสงลงเล็กน้อย
นี่คือการแสร้งถามทั้งที่รู้อยู่แล้วหรือ? หรือว่า นางไม่รู้จุดหมายของเขาจริงๆ กันแน่? เขารู้สึกว่า น่าจะเป็นอย่างแรกเสียมากกว่า แต่ไม่ว่าอย่างไร เขาก็ไม่มีทางเอ่ยความจริงออกไปเด็ดขาด
“ไปเยี่ยมญาติที่เมืองซุย แล้วแม่นางเล่า?”
เขาปั้นเรื่องโกหกขึ้นมาเรื่องหนึ่งตามใจชอบ สีหน้าเรียบเฉยผ่าเผย ไร้ซึ่งร่องรอยแห่งความละอายใจแม้แต่น้อย
ซูเชียนเสวี่ย: “…”
คำตอบนี้ เหตุใดจึงไม่เหมือนกับที่นางจินตนาการไว้เลยเล่า?
คำอธิบายเดียวก็คือ เขากำลังโกหกนาง หรือเอ่ยอีกอย่างว่า กำลังระแวงนางอยู่ อย่างไรเสียยามนี้นางในใบหน้านี้ สำหรับเขาก็เป็นเพียงคนแปลกหน้าคนหนึ่ง
การเว้นระยะและระมัดระวังตัวต่อคนแปลกหน้า ย่อมเป็นเรื่องที่สมเหตุสมผล
หากนางสารภาพออกไปยามนี้ว่าตนเองคือซูเชียนเสวี่ย เขาจะยังคงเป็นเช่นนี้อยู่อีกหรือไม่?
ในใจของซูเชียนเสวี่ยพลันเกิดความอยากรู้อยากเห็นขึ้นมา อดมิได้ที่จะอยากถอดหน้ากากแปลงกายออก เพื่อเผยตัวตนที่แท้จริงออกมา