ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2516 ลูกธนูของอู๋หยา
พวกทานหลางคอยเฝ้าอยู่ข้างกายของมู่เฉียนซี บางคนมีหน้าที่คุ้มครองอยู่ข้างกาย บางคนมีหน้าที่โจมตีระยะไกล ส่วนบางคนก็มีหน้าที่ในการลอบโจมตี ซึ่งทั้งหกคนก็ร่วมมือกันได้อย่างไร้ที่ติด และนี่ก็ทำให้นักเล่นคาถาอาคมเหล่านั้นต้องปวดหัวมากเลยทีเดียว
มู่เฉียนซีได้ใช้การเคลื่อนย้ายภายในชั่วพริบตาหลบหลีกอันตราย กระบี่มังกรเพลิงพิฆาตวิญญาณได้ระเบิดเปลวเพลิงแห่งการทำลายล้างออกมา และตอนนี้พวกอู๋ตี้ก็ได้เข้าร่วมการต่อสู้แล้วเช่นกัน
“ทักษะโลหิตเจ็ดชั้น!” ทันใดนั้นเสียงที่สั่นสะเทือนเลือนลั่นก็ดังออกมา
ในความสับสนวุ่นวาย มู่เฉียนซีสามารถเข้าใกล้นักเล่นคาถาอาคมคนหนึ่งได้ด้วยการคุ้มกันของจื่อเวย
มุมปากของมู่เฉียนซียกยิ้มเล็กน้อย “มหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์เทพที่ป้องกันการโจมตีจากทักษะคำสาปอย่างนั้นหรือ? ทำให้ข้าดูหน่อยเถอะว่ามันแข็งแกร่งมากเพียงใด”
อักขระคำสาปสีดำจำนวนนับไม่ถ้วนปรากฏขึ้นอย่างกะทันหัน และหลังจากนั้นมันก็เข้าไปพัวพันกับนักเล่นคาถาอาคมในชุดคลุมดำผู้นั้น
นักเล่นคาถาอาคมในชุดคลุมดำกัดฟันกล่าวว่า “ยัยเด็กน้อยน่ารังเกียจนี่ ไสหัวไปเดี๋ยวนี้!”
“ตูมม!” การโจมตีของเขาได้ถูกมู่เฉียนซีใช้การเคลื่อนย้ายภายในชั่วพริบตาหลบหลีกได้อย่างปลอดภัย และทันใดนั้นเขาก็ได้ยินเสียงแตกราวของมหาวัตถุศักดิ์สิทธิ์เทพได้อย่างชัดเจน
แกร๊ก!
เขาอยู่กลางอากาศอย่างเปิดเผยราวกับไม่ได้สวมเสื้อผ้าอย่างไรอย่างนั้นเลย ภายในใจของเขารู้สึกร้อนรนเป็นอย่างมาก เพราะตอนนี้ไม่มีอะไรสามารถรับประกันความปลอดภัยของเขาได้อีกแล้ว
ในฐานะคนของเผ่าคำสาป ทำให้เขาตระหนักถึงทักษะคำสาปอันลึกลับได้อย่างชัดเจน และนักเล่นคาถาอาคมยิ่งแข็งแกร่งมากเท่าไร ก็จะยิ่งอันตรายมากขึ้นเท่านั้น
แม้ว่าเขาไม่อยากจะยอมรับ แต่ทักษะคำสาปของแม่สาวน้อยผู้นี้ช่างแข็งแกร่งมากจริงๆ ซึ่งมันก็แข็งแกร่งกว่าพวกเขาเสียอีก
แสงสลัวฉายแววอยู่ในดวงตาของมู่เฉียนซี ดีมาก เกาะป้องกันถูกทำลายไปแล้ว เช่นนั้นหลังจากนี้ไปก็สามารถทำลายคนผู้นี้ได้แล้ว
“อ๊ากกก!” ทันใดนั้น นักเล่นคาถาอาคมที่ตกเป็นเป้าหมายของมู่เฉียนซีก็ระเบิดเสียงกรีดร้องออกมาอย่างน่าสังเวช
เขาได้สูญเสียพลังทั้งหมดไป และจากนั้นก็ตกลงมาจากกลางอากาศ
“บัดซบเอ้ย!”
มีใครบางคนแอบเข้ามา และเขาก็ฉวยโอกาศตอนที่มู่เฉียนซีกำลังโจมตีคู่หูของเขา คิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้
“ไปตายซะ!”
คราวนี้ ยัยเด็กน้อยผู้นี้จะต้องตายอย่างแน่นอน
เป็นเพียงแค่สาวน้อยที่มีระดับไม่ถึงแม้แต่ผู้บำเพ็ญภูตพลังขั้นภูตศักดิ์สิทธิ์เลยด้วยซ้ำ ฉะนั้นหากถูกโจมตีด้วยพลังแห่งการทำลายล้างนี้คงไม่เหลือแม้แต่ซากอย่างแน่นอน
ภายใต้พลังอันน่าสะพรึงกลัวนี้ มู่เฉียนซีไม่ได้หลบหลีกแต่อย่างใด และทำแค่เพียงยืนอยู่ตรงนั้นเท่านั้น “เป็นไป…”
“ฉัวะ!” ทานหลางปรากฏตัวขึ้นมาอย่างกะทันหัน จากนั้นก็แทงมีดสั้นลงไปบนต้นคอของคนผู้นี้
“บังอาจมาทำร้ายเจ้านายของข้า ตายซะเถอะ!”
บนต้นคอของเขามีเลือดสดๆพุ่งกระชูดออกมาราวกับน้ำพุก็มิปาน ทานหลางกล่าวว่า “ข้าน้อยสามารถปกป้องนายท่านได้ นายท่านไม่จำเป็นต้องใช้ตนเองเป็นเหยื่อล่อหรอกขอรับ”
“ต่อสู้อย่างรวดเร็วฉับไว และจัดการพวกเขาให้สิ้นซากซะ!”
“ขอรับ!”
มู่เฉียนซีและใต้เท้าระดับสูงสุดทั้งหกคน เผชิญหน้ากับคนของเผ่าคำสาป จนคนของเผ่าคำสาปเหล่านั้นต่างได้รับบาดเจ็บล้มตายอย่างสาหัส และจำเป็นต้องร้องขอความช่วยเหลือจากเหล่าพันธมิตรของตนเอง
“รีบมาช่วยเร็วเข้า! รีบมาเร็ว!”
แต่ทว่าพันธมิตรของพวกเขาในตอนนี้ก็ยากที่จะปกป้องตนเองได้เช่นกัน นอกจากนี้พวกเขายังหวังให้คนของเผ่าคำสาปมาลอบโจมตีฝ่าบาทจิ่วเยี่ยด้วย! แต่ผลปรากฏว่า…
เมื่อเผชิญหน้ากับชายผู้เย็นชาและกระหายเลือดผู้นี้ สีหน้าของพวกเขาแต่ละคนก็ซีดเผือดขึ้นมาทันที
“ตายซะ!”
คำพูดคำนี้เต็มไปด้วยพลังความชั่วร้ายอันเย็นยะเยือก และพวกเขาก็สัมผัสได้ว่าจุดจบของตนเองกำลังจะมาถึงแล้ว
ฉัวะ ฉัวะ ฉัวะ!
คนของเผ่าคำสาปเองก็หวาดกลัวมากเช่นกัน พวกเขาไม่มีผู้ช่วยอีกแล้ว หากต้องเผชิญหน้ากับฝ่าบาทจิ่วเยี่ยที่น่าสะพรึงกลัวผู้นั้น เกรงว่าพวกเขาน่าจะต้องตายเร็วยิ่งกว่าเดิมแน่นอน
“ให้ตายเถอะ! ท่านผู้อาวุโส หรือพวกเราควรจะหนีขอรับ?”
“หนีก่อนเถอะ!”
หากรอจนฝ่าบาทจิ่วเยี่ยกำจัดเจ้าพวกเผ่าเทพเสร็จ ตอนนั้นถึงพวกเขาอยากจะหนีก็คงไม่ทันการณ์แล้ว
คุกโลหิตไม่ใช่สถานที่ที่พวกเขาอยากจะมาเมื่อไรก็มา อยากจะไปเมื่อไรก็ไปได้เช่นกัน และในตอนที่พวกเขากำลังพุ่งทะยานออกไปในอากาศ ทั่วทั้งแดนนรกก็ได้ถูกผนึกเอาไว้หมดแล้ว
จิ่วเยี่ยคือเจ้าผู้ครองแดนนรก ถึงก่อนหน้านี้เขาจะทำไม่ได้ แต่ตอนนี้เข้าสามารถทำได้แล้ว
หลังจากที่เอาชนะคุกนรกทั้งหกได้แล้ว ทั่วทั้งแดนนรกแห่งนี้ต่างก็ยอมรับคนผู้นี้เป็นเจ้าเหนือหัวไปแล้ว
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ในเมื่อพวกเจ้ากล้ามายังแดนนรกแห่งนี้ เช่นนั้นกระดูกของพวกเจ้าก็จะต้องถูกฝังเอาไว้ที่นี่ ฉะนั้นไม่จำเป็นต้องดิ้นรนแล้วล่ะ”
“บัดซบเอ้ย พวกข้าจะสู้กับเจ้า!”
ตอนนี้ไม่ว่าจะเป็นกองกำลังของเรือนจำปีศาจแห่งความมืด หรือเผ่าเทพและเผ่าคำสาป พวกเขาทั้งหมดล้วนบาดเจ็บล้มตายกันอย่างน่าสังเวชเลยทีเดียว
ภายในใจของผู้คุมปีศาจแห่งความมืดสัมผัสได้ถึงความหวาดกลัว หวงจิ่วเยี่ยเป็นสัตว์ประหลาดจริงๆ และด้วยความสามารถที่แข็งแกร่งและยอดเยี่ยมเช่นนี้ ทำให้เขาไม่แปลกใจเลยที่มนุษย์จะไม่อาจทนเขาได้
เดิมทีคิดว่าหากมีพันธมิตรที่แข็งแกร่งเพิ่มขึ้นมาอีกสองกลุ่ม การดำเนินการในคราวนี้จะต้องไม่ผิดพลาดอย่างแน่นอน แต่ทว่าเขากลับคิดผิดไปอย่างสิ้นเชิง
แม้ว่าจะเป็นเผ่าเทพ แต่การที่อยากจะฆ่าเจ้าผู้ครองแดนนรกในแดนนรกเช่นนี้ก็ยังเป็นเรื่องที่เพ้อฝัน แม้ว่าคนผู้นั้นจะมาด้วยตนเองก็ตาม
“ปัง ปัง ปัง!” คนของเผ่าคำสาปถูกกำจัดไปหลายคนแล้ว และตอนนี้เหลือเพียงแค่คนเดียวเท่านั้น
“อ๊ากกกก!” มีเสียงกรีดร้องดังออกมาอย่างน่าสังเวช และคนจากเผ่าเทพเหล่านั้นก็กำลังจะจบชีวิตลงแล้ว
“ฝ่าบาทจิ่วเยี่ย โปรดไว้ชีวิตด้วยขอรับ!”
สถานการณ์การต่อสู้ในตอนนี้ ทางฝ่ายเมืองหนามโลหิตเป็นผู้ชนะอย่างเห็นได้ชัด แต่ทว่าในเวลานี้กลับมีลูกธนูแหลมคมที่เย็นยะเยือกปรากฏขึ้นมากลางอากาศ ซึ่งมันก็ได้พุ่งผ่านความว่างเปล่า และเข้าโจมตีมู่เฉียนซีจากทางด้านหลังทันที
ร่างเงาสีดำร่างหนึ่งสว่างวาบขึ้น และจิ่วเยี่ยก็มาปรากฏตัวอยู่ข้างหลังของมู่เฉียนซี จากนั้นก็ยื่นมือออกมาคว้าลูกธนูอันแหลมคมนั้นเอาไว้
“ฟิ้ววว!” ลูกธนูอันแหลมคมนั้นได้ถูกจิ่วเยี่ยส่งกลับไป หลังจากนั้นก็มีร่างเงาร่างหนึ่งปรากฏตัวขึ้นมาในความว่างเปล่า ซึ่งเขาก็คือเทพพยากรณ์ของเผ่าเทพที่อ่อนแอราวกับว่าสามารถล้มลงได้ทุกเมื่อหากโดนลมพัด
“อู๋หยา!” จิ่วเยี่ยกล่าวชื่อของเขาด้วยน้ำเสียงที่เย็นชา
“อู๋หยาไม่เคยคิดมาก่อนเลย ว่าจะมีวันที่ได้ปะทะฝีมือกับฝ่าบาทจิ่วเยี่ย แต่ว่าข้าเองก็คาดหวังกับความสามารถในตอนนี้ของฝ่าบาทจิ่วเยี่ยมากเช่นกัน ฉะนั้นพวกเรามาสู้กันเถอะ!”
“ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!” ธนูเย็นยะเยือกจำนวนนับไม่พุ่งออกมา และภายในอากาสก็เต็มไปด้วยหมอกน้ำแข็งที่กระจายออกมา
ถึงอู๋หยาจะเป็นเพียงเทพพยากรณ์คนหนึ่ง แต่พลังในการต่อสู้ของเขาไม่ได้อ่อนแอเลย นอกจากนี้ยังแข็งแกร่งกว่าคนเผ่าเทพอีกด้วย
ดูเหมือนว่าข้อจำกัดทางอาณาเขตของแดนนรกแห่งนี้สำหรับเขาแล้วจะอ่อนกว่าคนอื่นมากนัก และด้วยข้อได้เปรียบดังกล่าว ทำให้เห็นว่าความสามารถของเขาแข็งแกร่งเพียงใด
“ท่านอู๋หยา ข้ามาช่วยแล้ว!”
เพราะการโจมตีของอู๋หยา ทำให้กองกำลังผู้แข็งแกร่งของเผ่าเทพที่เดิมทีแล้วถูกจิ่วเยี่ยโจมตีจนพ่ายแพ้เหล่านั้นพุ่งเข้าจู่โจมหวงจิ่วเยี่ยราวกับถูกฉีดเลือดไก่อย่างไรอย่างนั้นเลย
“ตูมมม โครมมม!” พลังอันน่าสะพรึงกลัวโหมกระหน่ำไปทั่วทั้งคุกโลหิต และทานหลางก็พาพวกเขาหนีไป
เพราะการถูกโจมตีด้วยพลังที่บริสุทธิ์ เป็นสิ่งที่ร่างกายของมู่เฉียนซีในตอนนี้ไม่สามารถต้านท้านได้
มู่เฉียนซีจึงได้ไปบัญชาการคนของเมืองหนามโลหิต ให้ไปกำจัดผู้คุมปีศาจแห่งความมืด
ต้องกำจัดผู้คุมปีศาจแห่งความมืดเท่านั้น จิ่วเยี่ยถึงจะสามารถควบคุมแดนนรกทั้งสองส่วนได้อย่างแท้จริง
และนับแต่นี้เป็นต้นไปก็จะไม่มีใครสามารถเข้ามาแทรกแซง ข่มขู่ หรือวางแผนร้ายต่อเขาได้อีกแล้ว!
“ตูมม โครมมม!” ผู้แข็งแกร่งของเมืองหนามโลหิตได้ต่อสู้กับเรือนจำปีศาจแห่งความมืดโดยมีมู่เฉียนซีเป็นผู้นำ ซึ่งถือว่าได้เปรีบมากเลยทีเดียว
และในเวลานี้เอง ลูกธนูจำนวนนับไม่ถ้วนก็ได้ปรากฏขึ้นมาอีกครั้ง “นายท่าน!”
“นายท่าน!”
“คนงาม!”
ในตอนที่อู๋หยากำลังต่อสู้อยู่กับจิ่วเยี่ย เขายังคงมีพลังเหลือมากพอที่จะลอบโจมตีมู่เฉียนซี นอกจากนี้ยังสร้างน้ำแข็งขึ้นมารอบบริเวณเพื่อขัดขวางคนที่จะเข้ามาปกป้องและสกัดกั้นลูกธนูนั้นให้มู่เฉียนซีอีกด้วย
“ปัง!” แน่นอนว่าลูกธนูนั้นไม่สามารถดำเนินการได้สำเร็จอยู่แล้ว ซึ่งนั่นก็เป็นเพราะว่าผู้พิทักษ์นิรันดร์เองก็ไม่ได้อ่อนแอเช่นกัน
“อู๋หยา เจ้าช่างรนหาที่ตายนัก!” น้ำเสียงของจิ่วเยี่ยในตอนนี้ทั้งเย็นชาและกระหายเลือดเป็นอย่างมาก
อู๋หยากล่าวว่า “ฝ่าบาทจิ่วเยี่ย ข้ากำลังช่วยท่านอยู่ นางไม่ควรมีชีวิตอยู่ หากฝ่าบาทจิ่วเยี่ยยังคิดที่จะปกป้องนางอยู่ล่ะก็ พลังเพียงเล็กน้อยเท่านี้ไม่เพียงพอหรอกพ่ะย่ะค่ะ มันยังมีลูกธนูอยู่อีกสองลูก และหลังจากลูกธนูทั้งสองลูกนั้นแล้วข้าก็จะเอาชีวิตนาง ซึ่งไม่ว่าใครก็ไม่สามารถขัดขวางได้”
“ไสหัวไป!” พลังที่ระเบิดออกมจองจิ่วเยี่ยได้โจมตีพวกเขาจนลอยกระเด็นออกไป
ตอนนี้เขาต้องการที่จะกลับไปอยู่ข้างกายซี มากกว่าทำลายพวกมันเสียอีก