ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2633 โลกของทั้งสอง
“ชุดเกราะนั่นมันคืออะไรอย่างนั้นหรือ” มู่เฉียนซีกล่าวถาม
มู่เฉียนซีรู้ว่าจิ่วเยี่ยไม่สามารถพูดกับคนอื่นได้ และถึงเขาจะไม่สามารถพูดได้ แต่ถ้าเป็นจื่อโยวก็ไม่เป็นอะไร
จื่อโยวอธิบายให้มู่เฉียนซีฟังว่า จิ่วเยี่ยหานักหลอมอาวุธที่ชื่อว่าเมี่ยเทียนผู้นั้นเจอ และนักหลอมอาวุธผู้นั้นก็เป็นคนนอกรีตที่ต่อต้านสวรรค์เช่นกัน ซึ่งสิ่งที่เขาชื่นชอบมากที่สุดก็คือการสร้างสิ่งของที่สามารถซ่อนการรับรู้ของสวรรค์ได้
นักหลอมอาวุธรู้ถึงความพิเศษของจิ่วเยี่ย ดังนั้นจึงร่วมมือเป็นอย่างดี และเขายังสร้างชุดเกราะที่สามารถซ่อนการรับรู้ของสวรรค์ชิ้นนี้ให้กับจิ่วเยี่ยอีกด้วย
แน่นอนว่า เพราะต้องการใช้มันอย่างเร่งด่วนมากเกินไป ถึงจะสามารถใช้งานได้ แต่รูปลักษณ์ภายนอกก็ไม่ดีนัก ซึ่งมันทั้งใหญ่และเทอะทะมาก
แต่เพื่อที่จะสามารถมาเจอมู่เฉียนซีให้ได้เร็วที่สุด จิ่วเยี่ยจึงไม่สนใจสิ่งเหล่านี้ และรีบร้อนมาในทันที
เขาไม่สามารถพูดได้ ไม่สามารถใช้พลังของตนเองได้ และทำได้เพียงกลายเป็นคนประหลาดที่สวมชุดเกราะคนหนึ่ง ด้วยเหตุนี้เขาจึงใช้วิธีซื้อยาของหอหมอปีศาจราวกับเศรษฐี เพื่อดึงดูดเจ้าของหอหมอปีศาจอย่างมู่เฉียนซีออกมา
จื่อโยวกล่าวว่า “คนงาม เจ้ายอดเยี่ยมมากจริง ๆ คิดไม่ถึงว่าเจ้าจะสามารถจำตัวตนของเยี่ยได้ภายในพริบตาเดียวเท่านั้น”
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “นั่นมันแน่นอนอยู่แล้ว เขาคือจิ่วเยี่ยนี่นา”
ไม่ว่ารูปลักษณ์ของเขาจะเปลี่ยนไปเป็นอะไรก็ตาม แต่เขาได้กลายเป็นส่วนหนึ่งที่ไม่สามารถแยกออกไปได้ของนางไปแล้ว ดังนั้นนางต้องจำเขาได้อย่างแน่นอน
หลังจากที่เข้าใจเรื่องทั้งหมด มู่เฉียนซีมองไปที่หลุมบ่อที่อยู่ทั่วทุกพื้นที่ในเขตนอกเมือง การต่อสู้ในครั้งนี้ช่างดุเดือดมากจริง ๆ
จื่อโยวถอนหายใจพลางกล่าวว่า “คนงาม ขนาดอาเล็กของเจ้ายังโหดร้ายถึงเพียงนี้ ไม่รู้เลยว่าในอนาคตหากเยี่ยต้องเจอกับท่านพ่อตาจะมีสภาพที่น่าเวทนาเพียงใด! หรือไม่เจ้ารีบบอกกับอาเล็กของเจ้า ว่าเจ้ามีลูกกับจิ่วเยี่ย หากปล่อยให้เป็นเช่นนี้ต่อไปลูกจะต้องไม่มีพ่อเป็นแน่! เพื่อที่เขาจะได้หยุดลงมือโดยเร็ว!”
มุมปากของมู่เฉียนซีกระตุกขึ้นมาอย่างบ้าคลั่ง นางกล่าวว่า “จื่อโยว เจ้าช่วยให้คำแนะนำที่น่าเชื่อถือกว่านี้หน่อยจะได้หรือไม่! หากพูดเช่นนี้ละก็ อาเล็กของข้าไม่เพียงแต่จะยิ่งโกรธมากขึ้นเท่านั้น แต่จะต้องทุบตีเขาหนักยิ่งกว่าเดิมแน่นอน”
“อ้อ! เช่นนั้นก็ปล่อยให้เยี่ยถูกทุบตีต่อไปเถอะ!” จื่อโยวกล่าวอย่างไม่ใส่ใจเท่าไรนัก
“เจ้าไม่ไปช่วยเขาอย่างนั้นหรือ” มู่เฉียนซีกล่าวถาม เจ้านี่เป็นสัตว์พันธสัญญาของจิ่วเยี่ยไม่ใช่หรืออย่างไร!
“นี่เป็นเรื่องส่วนตัวระหว่างพวกเขา และเยี่ยก็ไม่ต้องการความช่วยเหลือของข้าด้วย หากข้าไปช่วยเขาแล้วละก็ เกรงว่าเยี่ยคงจะทุบตีข้าไปด้วยเป็นแน่!” ช่วยไม่ได้ เพราะเยี่ยเองก็เป็นคนที่โหดร้ายถึงขนาดนั้นเช่นกัน
“คนงาม เจ้าอย่ากังวลไปเลย! ข้าอยากลองดูว่าชุดเกราะนั้นจะใช้งานได้ดีหรือไม่อยู่พอดี” จื่อโยวกล่าว
ถึงเขาจะเข้าไปหยุด แต่พวกเขาก็คงไม่ยอมรับฟังอยู่ดี ซึ่งมู่เฉียนซีเองก็จนปัญญาเช่นกัน
นางได้ยินเพียงแค่เสียงของการต่อสู้ที่น่าสะพรึงกลัวเท่านั้น นางรอให้พวกเขาจบเรื่องอยู่อีกทางหนึ่ง ซึ่งมันก็ทำให้นางเริ่มง่วงนอนขึ้นมาแล้วจริง ๆ
ในตอนที่มู่เฉียนซีกำลังจะหลับนั้น นางก็ถูกกอดเอาไว้ด้วยอ้อมแขนที่ทั้งเย็นชืดและแข็งกระด้าง
นิรันดร์กล่าวว่า “ให้ตายเถอะ! ร่างกายของเขาแข็งทื่อขนาดนั้น ที่รักจะทนได้อย่างไร ให้ข้าพาที่รักกลับไปเองดีกว่า!”
มู่อวู่ซวงเหลือบมองไปที่นิรันดร์อย่างเย็นชา พลางกล่าวว่า “ข้าจัดการเอง!”
เจ้าสองคนนี้มีเจตตนาที่ไม่ดีทั้งนั้นแหละ!
จิ่วเยี่ยไม่ตอบกลับ และเขาก็ไม่ได้ดึงดันที่จะกอดมู่เฉียนซีเอาไว้อย่างนั้น แต่กลับให้มู่เฉียนซีนั่งอยู่บนบ่าของเขาแทน
บนไหล่ของมนุษย์เหล็กยักษ์ตัวสูงใหญ่มีสาวน้อยผู้งดงามในชุดสีม่วงคนหนึ่งนั่งอยู่ การผสมผสานระหว่างสาวงามกับสัตว์อสูรนี้ ให้ความรู้สึกถึงความงดงามที่ลงตัวได้อย่างสมบูรณ์แบบ
เมื่อมู่เฉียนซีได้นั่งอยู่บนที่สูง นางก็รู้สึกว่าการมองเห็นของนางกว้างขึ้นอย่างมาก จากนั้นนางใช้นิ้วจิ้มไปที่หมวกเกราะของจิ่วเยี่ยพลางกล่าวว่า “ไม่เจอกันเสียนาน คิดไม่ถึงเลยว่าฝ่าบาทจิ่วเยี่ยจะจีบสาวเก่งขึ้นเช่นนี้!”
เมื่อได้นั่งอยู่บนไหล่ของคนยักษ์เช่นนี้ มันก็ทำให้มู่เฉียนซีรู้สึกราวกับว่ากำลังถ่ายภาพยนตร์ดังอยู่เลย
จิ่วเยี่ยผงะไปเล็กน้อย เนื่องจากว่าไม่สามารถพูดได้ เขาจึงไม่รู้ว่าคำพูดนี้ของมู่เฉียนซีนั้นมีความหมายที่แท้จริงว่าอย่างไร
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ข้าชอบมาก มันทำให้รู้สึกดีมากเลยจริง ๆ ”
เมื่อมู่อวู่ซวงเห็นรอยยิ้มที่มีความสุขที่ออกมาจากใจของมู่เฉียนซี เขาก็ไม่มีความคิดที่จะแย่งนางกลับมาอีก
นิรันดร์รู้สึกโกรธเคืองเล็กน้อย มองไม่ออกเลยว่าเจ้าหวงจิ่วเยี่ยนั่นจะเป็นคนที่มีกลยุทธ์เอาอกเอาใจสาว ๆ มากขึ้นเรื่อย ๆ เช่นนี้ ช่างต่ำช้านัก!
แต่คิดว่าท่านนิรันดร์คือใครกัน เขาคือชายหนุ่มผู้งดงามและไปด้วยเสน่ห์มานานนับหมื่นปีแล้ว คิดว่าเขาจะพ่ายแพ้ให้กับหวางจิ่วเยี่ยอย่างนั้นหรือ เขาจะต้องกู้หน้ากลับมาได้อย่างแน่นอน
คนของเมืองอวู่ซวงค้นพบว่าฝ่าบาทอวู่ซวงและท่านนิรันดร์กลับมาด้วยกันกับคนเหล็กประหลาดคนนั้น และสิ่งที่ทำให้พวกเขายิ่งประหลาดใจก็คือ การที่ฝ่าบาทน้อยนั่งอยู่บนไหล่ของคนประหลาดคนนั้นนั่นเอง
เดิมทีหญิงสาวของเขตแดนอวู่ซวงเตรียมที่จะมาดูฝ่าบาทอวู่ซวงของพวกเขา แต่คิดไม่ถึงเลยว่าต้องมาเห็นฉากเช่นนี้เสียได้
พวกนางบ่นพึมพำอย่างมีความสุขว่า “ทำอย่างไรดี ข้ารู้สึกว่ามันต้องมีอะไรที่ผิดปกติเกิดขึ้นกับข้าเป็นแน่ ข้าถึงรู้สึกว่าฝ่าบาทน้อยเหมาะสมกับคนเหล็กประหลาดนั่นได้อย่างไรกัน!”
“ใช่แล้ว ใช่แล้ว! บรรยากาศระหว่างพวกเขา และความเข้ากันได้แบบนี้ ทำให้รู้สึกได้ถึงความหวานซึ้งดีจริง ๆ ”
“…”
ชั่วขณะหนึ่งพวกเขารู้สึกได้ถึงฟองสบู่สีชมพูที่อยู่รอบตัวพวกเขา และหัวใจของพวกเขาก็เต้นระรัวราวกับลูกกวางน้อยก็มิปาน
ผู้แข็งแกร่งผู้นั้นสามารถเทียบเคียงกับฝ่าบาทอวู่ซวงได้ ทั้งยังสามารถให้ฝ่าบาทน้อยนั่งอยู่บนไหล่ของเขาและพานางเดินไปได้ทุกที่ ซึ่งนั่นจะต้องเป็นที่โปรดปรานของฝ่าบาทน้อยอย่างแน่นอน
แม้ว่าเจ้าบ้านของจวนเจ้าเมืองจะไม่ยินดีให้หวงจิ่วเยี่ยเข้ามาเป็นอย่างยิ่ง แต่มู่อวู่ซวงเองก็ไม่อยากให้ใบหน้าที่เต็มไปด้วยความสุขของซีเอ๋อร์หายไปเช่นกัน
ดังนั้นเขาจึงยอมให้จิ่วเยี่ยเข้ามาอยู่ นอกจากนี้ยังให้อยู่ภายในตำหนักของมู่เฉียนซีอีกด้วย
จิ่วเยี่ยต้องการที่จะอยู่กับมู่เฉียนซีตามลำพัง เขาไม่สามารถพูดได้ แต่ระหว่างเขากับจื่อโยวมีความสัมพันธ์ทางพันธสัญญากัน ดังนั้นจิ่วเยี่ยจึงออกคำสั่งกับจื่อโยวแทน
“ไม่ว่าจะต้องใช้หนทางใดก็ตาม อย่าได้ปล่อยให้คนอื่นเข้ามารบกวนข้ากับซีเป็นอันขาด!” และเสียงของจิ่วเยี่ยดังก้องขึ้นมาในหัวของจื่อโยว
มุมปากของจื่อโยวกระตุกเล็กน้อย และแอบคิดกับตนเองว่า นี่มันจะไม่ยากเกินไปหน่อยหรืออย่างไร! เยี่ยชอบทำให้เขาลำบากใจจริง ๆ แต่ว่าเพื่อเยี่ยกับคนงามแล้ว เขามีแต่ต้องทุ่มสุดตัวเท่านั้น!
เมื่อไม่มีผู้ใดมารบกวนพวกเขาอีก ในที่สุดพวกเขาก็สามารถเพลิดเพลินไปกับโลกของพวกเขาทั้งสองคนได้แล้ว
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “จิ่วเยี่ย ข้ารู้ว่าเจ้ามีอะไรที่อยากจะพูดกับข้าแน่ ๆ! แต่ถึงจะไม่สามารถพูดได้ก็ไม่เป็นไร เจ้าแค่ฟังที่ข้าพูดก็เพียงพอแล้ว เพราะข้ามีคำพูดมากมายที่อยากจะพูดกับเจ้า…”
มู่เฉียนซีที่กำลังพิงอยู่บนตัวของจิ่วเยี่ยค่อย ๆ พูดอย่างช้า ๆ ซึ่งมันก็ทำให้หัวใจที่เย็นชาและแข็งกระด้างของจิ่วเยี่ยเปลี่ยนเป็นอ่อนยวบไปในทันที นี่เป็นเสียงที่ไพเราะที่สุดที่เขาเคยได้ยินมาในโลกนี้เลย
เขาได้ยินซีพูดกับเขาว่าคิดถึงเขามากเพียงใด นางไม่ต้องการให้เขาโทษตัวเอง และไม่อนุญาตให้เขาเกลียดตนเอง บอกว่านางจะต้องรอให้เขามาหานางอย่างแน่นอน และนางยังเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นหลังจากนั้น ทั้งเรื่องในมิติแห่งชีวิต ทั้งในแดนวิญญาณ…
ในเมื่อพืชศักดิ์สิทธิ์มีประโยชน์ต่อซีมาก เช่นนั้นเขาจะไปค้นหาตามดินแดนต่าง ๆ และรวบรวมพืชศักดิ์สิทธิ์ทั้งหมดมามอบไว้ตรงหน้าของนางให้ได้
ส่วนต้นกำเนิดสามโลกา ขอเพียงตามหาต้นกำเนิดสามโลกาให้เจอ สวรรค์ก็จะไม่สามารถทำร้ายซีได้อีกแล้ว ดังนั้นไม่ว่าจะต้องทำเช่นไร เขาก็จะต้องหามันให้เจอให้ได้
พวกเขาพูดคุยกันเป็นเวลานาน แม้ว่าจะมีเพียงมู่เฉียนซีคนเดียวเท่านั้นที่เป็นคนพูด แต่นางก็ไม่รู้สึกเบื่อเลยแม้แต่น้อย
นางรู้ว่าแม้จิ่วเยี่ยจะไม่สามารถตอบนางได้ แต่นางกลับสามารถใช้ทั้งหัวใจรับฟังคำพูดของเขาได้
มู่เฉียนซีลุกยืนขึ้น จากนั้นก็เดินไปตรงหน้าของเขา นางจ้องมองเขาแล้วกล่าวว่า “ยังมีอีกเรื่องหนึ่งที่ยังไม่ได้พูด แต่เพราะมีเรื่องที่เกิดขึ้นมากเกินไป จึงทำให้ยังไม่ทันได้พูด!”
“ตอนนี้ข้าได้ประกาศอย่างเป็นทางการแล้ว เจ้า หวงจิ่วเยี่ยเป็นคนของมู่เฉียนซี ทุกสิ่งทุกอย่างของเจ้าเป็นของข้า และเจ้าก็ไม่ได้รับอนุญาตให้บิดพลิ้วด้วย”
หวงจิ่วเยี่ยกุมมือของมู่เฉียนซีเอาไว้ เขาจะกล้าบิดพลิ้วได้อย่างไร เขาเป็นของนาง ทั้งหมดของเขาล้วนก็เป็นของนาง ทั้งหัวใจ ร่างกาย และจิตวิญญาณของเขาเป็นของนางทั้งหมดตลอดไป
จิ่วเยี่ยจ้องมองไปยังคนที่เขาคิดถึงสุดหัวใจ การที่ประกาศว่าเขาเป็นของนาง ทำให้หัวใจของเขาสั่นไหวนัก เขาอยากที่จะจูบ และอยากจะกอดนางให้แนบชิดยิ่งกว่านี้…
.