ท่านอ๋องผู้โหดร้ายกับหมอปีศาจ - ตอนที่ 2850 จิ่วเยี่ยอยู่ไหน
“มีเผ่าเทพสนับสนุนอย่างนั้นหรือ” มู่เฉียนซีขมวดคิ้วเล็กน้อย
“พวกเราหลายคนกลัวว่าจะไม่ได้มีเพียงแค่เผ่าเทพ แต่จะต้องมีเผ่าปีศาจของตนเองอยู่ด้วยแน่นอน แต่สิ่งที่น่าแปลกยิ่งกว่านั้นคือ เขารู้เกี่ยวกับพวกเรามากเกินไปหน่อย ซึ่งเหมือนกับว่าใช้ชีวิตอยู่ข้างกายพวกเรามาเป็นเวลานานมากแล้ว ทั้งนิสัยและความเคยชินของพวกเราต่างรู้โดยไม่พลาดเลย!” ศัตรูไม่ใช่สิ่งที่ยุ่งยากมากที่สุด แต่สิ่งที่ทำให้เขากังวลก็คือสิ่งนี้
ตั้วกล่าวว่า “คนที่อยู่ข้างกายของข้าล้วนเป็นคนที่ควรค่าแก่ความเชื่อใจของข้ามากที่สุด ติดตามข้ามานานหลายปี ข้าไม่รู้สึกว่าพวกเขาจะทรยศข้าได้หรอก”
“สู้พวกท่านไม่ได้ จึงใช้กลอุบายอย่างนั้นหรือ หากท่านไม่เชื่อใจคนข้างกาย สงสัยคนที่อยู่ข้างกาย เกรงว่าคงจะทำให้อีกฝ่ายพึงพอใจกันพอดี ท่านจะต้องหาเบาะแสอย่างใจเย็น” มู่เฉียนซีกล่าวด้วยเสียงทุ้มต่ำ
เขาพยักหน้ากล่าวว่า “ข้าใจเย็นมากแล้ว แต่อานู่มักจะระเบิดทุกครั้ง ความรู้สึกเช่นนี้น่ารังเกียจมาก ข้าจำเป็นจะต้องค้นหาเบาะแสร่องรอยให้ได้”
“ดังนั้นครั้งนี้ ท่านเลยโยนตัวเองเข้าไปในกับดักอย่างนั้นหรือ” มู่เฉียนซีกล่าวถามอย่างใจเย็น
“เช่นนั้นเพราะเหตุใดเจ้าถึงปล่อยให้พวกเขาจับไปได้ล่ะ” เขากล่าวถาม
“เมืองแห่งความเกียจคร้านนั้นทั้งเงียบสงบและสงบสุขจนไม่น่าเชื่อ แต่อยู่ ๆ ดันเกิดเรื่องที่ไม่คาดคิดเช่นนี้เสียได้ เพราะข้าอยากรู้มาก ดังนั้นเลยให้ความร่วมมือกับพวกเขาน่ะสิ” มู่เฉียนซีกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“นั่นเป็นเพราะข้าบริหารจัดการได้ดี ส่วนคนเหล่านี้ต้องถูกจัดการในสักวันหนึ่ง พวกเผ่าเทพคิดว่าบรรพบุรุษปีศาจของพวกข้านอนไม่ยอมตื่นแล้วจะจัดการได้ง่ายจริง ๆ อย่างนั้นหรือ พวกเขาประเมินตัวเองสูงเกินไปหน่อยแล้ว” ตั้วกล่าวอย่างเย็นชา
มุมปากของโม่เป่ยกระตุกขึ้นเล็กน้อย ท่านเจ้าเมือง ไม่ใช่ว่าท่านบริหารจัดการได้ดี แต่เป็นเพราะก่อนหน้านี้ท่านเกลียดความวุ่นวายที่รบกวนการนอนของท่าน จนสุดท้ายก็ใช้กำลังปราบปรามคนต่ำช้าที่อยู่ภายในเมืองด้วยวิธีการที่นองเลือดหรอกหรือ
จนกระทั่งคนที่อยู่ในระยะพันลี้จากท่านไม่กล้าพูดเสียงดัง หรือแม้กระทั่งต่อสู้กันอะไรเทือกนั้น
สรุปแล้วเหตุผลที่ทำให้มู่เฉียนซีรู้สึกได้ถึงความเงียบสงบ ทั้งหมดนั้นเป็นเพราะเจ้าเมืองของพวกเขามีความขี้เกียจมากเกินไปนั่นเอง
หลังจากที่กลับมาถึงเมืองหลักแล้ว แน่นอนว่าตั้วก็วุ่นอยู่กับการสอบปากคำคนเหล่านั้น
เผ่าปีศาจเหล่านั้นล้วนฆ่าตัวตายทั้งหมด ส่วนเผ่าเทพเหล่านั้นก็หวงแหนชีวิตของตัวเอง ดังนั้นจึงยังมีชีวิตอยู่
เพียงแต่เจ้าพวกนั้น ปากแข็งกันมากจริง ๆ!
มู่เฉียนซีในเวลานี้อยู่ที่หอหมอปีศาจ นางหยิบยาน้ำขวดหนึ่งออกมาพลางกล่าวว่า “เอาไปส่งที่จวนเจ้าเมือง หากเจ้าเมืองไม่สามารถสอบปากคำคนเหล่านั้นได้ ก็ให้ใช้เจ้าสิ่งนี้กับพวกเขา”
“ขอรับ! ท่านเจ้าหอ!”
เมื่อตั้วได้รับยาพิษของมู่เฉียนซี ก็รู้สึกราวกับได้รับความช่วยเหลือของพระเจ้าก็มิปาน
ไม่ว่าเผ่าเทพเหล่านี้จะถือตัวและแข็งแกร่งเพียงใด สุดท้ายก็ต้องร้องห่มร้องไห้อธิบายเรื่องที่ควรอธิบายอยู่ดี
เพียงแต่ว่าเรื่องที่พวกเขารู้ก็ไม่ได้มีมากมายนัก
“ครั้งนี้นายเหนือหัวของพวกเรามีคำสั่งลงมา ให้พวกเรารีบยึดแดนปีศาจให้ได้โดยเร็ว! แน่นอนว่าเหตุผลที่พวกเรามั่นใจถึงขนาดนั้น เป็นเพราะมีนายท่านผู้แข็งแกร่งในแดนปีศาจของพวกเจ้าแอบช่วยเหลือพวกเราอยู่ และเป้าหมายของท่านผู้นั้นก็คือการทำลายล้างแดนปีศาจแห่งนี้”
“หลังจากนั้นพวกเราก็ทำตามข้อมูลที่เขาเสนอไว้ให้ และพวกเราก็วางแผนที่จะทำบางอย่างกับพวกเจ้า ขอเพียงเจ้าเมืองหลักทั้งเจ็ดตายไป การยึดแดนปีศาจชั้นที่หนึ่งก็ไม่ใช่เรื่องยากเลย”
แววตาของตั้วเย็นชา “ทำลายแดนปีศาจหรือ มีเพียงคนเดียวเท่านั้นที่มีสิทธิ์ทำลายแดนวิญญาณได้ และคนผู้นั้นก็คือฝ่าบาทบรรพบุรุษปีศาจของพวกเรา เจ้าสารเลวนั่นถือว่าตนเองเป็นใครกัน”
ส่วนที่ว่าเขาเป็นใครนั้น คนผู้นั้นมีความลึกลับมากจริง ๆ พวกเขาคิดไม่ออกเลยว่าคนผู้นี้เป็นใครกันแน่
ตั้วกล่าวว่า “เผ่าเทพของพวกเจ้าขี้วิตกกังวลมากขนาดนั้น ก่อนหน้านี้ไม่ใช่ว่ากลัวการสูญเสียอย่างหนักจึงไม่กล้าลงมืออย่างนั้นหรือ ตอนนี้กล้าหาญขึ้นแล้วหรืออย่างไร”
“ดูเหมือนว่าจะเป็นเพราะฝ่าบาทจิ่วเยี่ย…ที่พวกเรารู้มีเพียงแค่นี้จริง ๆ ยาถอนพิษ ขอยาถอนพิษให้พวกเรา…” เขากล่าวอ้อนวอน
ตั้วกล่าวตอบว่า “ยาถอนพิษหรือ! ที่เฉียนซีส่งมามีเพียงแค่ยาพิษ ไม่มียาถอนพิษหรอก! ดังนั้นพวกเจ้าก็ควรจะทำตัวให้ดีสิ!”
เมื่อรู้ว่าถามไปก็ไม่ได้อะไร ตั้วก็ไม่คิดที่จะเสียเวลากับพวกเขาอีกต่อไป
ตั้วนึกถึงข้อมูลจากดินแดนต่าง ๆ ขึ้นมาได้ ฝ่าบาทจิ่วเยี่ย อ๋องของแดนนรกผู้นั้น เป็นการดำรงอยู่ที่ลึกลับมากที่สุด และการเคลื่อนไหวของเขาก็ส่งผลมากทีเดียว
เพียงแค่ยึดครองดินแดนขนาดเล็กเหล่านั้นได้ก็ทำให้แดนเทพวิตกกังวลขนาดนี้แล้ว ฉะนั้นจึงต้องยึดครองแดนปีศาจเพื่อทำให้เกิดความรู้สึกสบายใจขึ้นอย่างนั้นสินะ
และบังเอิญว่าแดนปีศาจก็มีคนทรยศที่ให้ความร่วมมือพอดี พวกเขาจึงเป็นอันหนึ่งอันเดียวกัน ดังนั้นจึงเริ่มแผนโจมตีเพื่อควบคุมแดนปีศาจอย่างนั้นหรือ
เขาไม่มีทางยอมให้คนพวกนั้นทำสำเร็จเป็นอันขาด ก่อนที่ฝ่าบาทบรรพบุรุษปีศาจจะตื่นขึ้นมา พวกเขาจะต้องปกป้องแดนปีศาจเอาไว้ให้ได้
ตั้วกำหมัดเอาไว้แน่น และรู้สึกว่าตนเองในตอนนี้มีพลังมากสุด ๆ เขาจะต้องพยายามทำงานให้หนักขึ้นเสียแล้ว
เขาจะต้องจัดการเรื่องต่าง ๆ ของแดนปีศาจ และจะต้องไม่ปล่อยให้ผู้ใดมาอาละวาดอยู่ในแดนปีศาจได้เป็นอันขาด
แม้แต่มู่เฉียนซีเองก็ไม่กล้าปฏิเสธว่าสถานการณ์เช่นนี้ของตั้ว การมีความเชื่ออย่างแรงกล้า มีประสิทธิภาพในการป้องกันผลกระทบจากบาปดั้งเดิมได้ผลกว่าการใช้ยาเสียอีก
จิ่วเยี่ยที่ต่อสู้ไปทั่วทุกทิศทางคิดถึงเฉียนซี ดังนั้นเขาจึงฉวยโอกาสในตอนที่จื่อโยวกำลังว่าง โยนงานจิปาถะเล็ก ๆ น้อย ๆ ให้เขา จากนั้นก็มุ่งหน้าไปมาหามู่เฉียนซี
จื่อโยวกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “คนงาม เจ้าลองเดาดูซิว่าจิ่วเยี่ยอยู่ที่ไหน”
ด้วยเหตุนี้มู่เฉียนซีจึงใช้พลังจิตวิญญาณของนางกวาดผ่านไป แต่ก็ไม่พบจิ่วเยี่ยของนางเลย
นางกล่าวว่า “ส่งคนของข้าออกมาเดี๋ยวนี้”
ทันใดนั้นกระบี่เล่มหนึ่งก็จ่อไปที่ต้นคอของจื่อโยว หลังจากนั้นจื่อโยวก็กล่าวอย่างหยอกล้อว่า “คนงาม เจ้าจะเห็นแก่ผลประโยชน์จนลืมคุณธรรมเกินไปแล้ว”
จากนั้นจื่อโยวก็หยิบกล่องใบหนึ่งออกมา ภายในกล่องใบนั้นมีเถาวัลย์สีม่วงอ่อนอยู่ช่อหนึ่ง นางกล่าวว่า “เถาจื่อหยู”
นี่คือสมุนไพรวิญญาณที่หาได้ยากเป็นอย่างมาก นางทั้งชอบและอยากได้มันมาครอบครองมากจริง ๆ แต่ก่อนหน้านี้ไม่เคยหาเจอเลย
จากนั้นภายในกล่องอีกใบของจื่อโยว ก็ได้ใส่สิ่งของที่มีรูปลักษณ์ภายนอกคล้ายกับเจ้าสิ่งนี้เอาไว้
เพียงแต่นี่ไม่ใช่สมุนไพรวิญญาณ แต่เป็นสิ่งที่สร้างขึ้นมาจากแร่
“คนงาม เจ้าบอกมาเลยว่าเจ้าอยากเลือกอันไหน สามารถเอาไปได้แค่อันเดียวนะ!” จื่อโยวกล่าวพลางยิ้มจนตาหยี
มุมปากของมู่เฉียนซีกระตุกเล็กน้อย นางคว้ากล่องใบที่สองมา จากนั้นก็สัมผัสไปที่กิ่งก้านของเถาวัลย์อย่างเบามือ
หลังจากนั้นไม่นานเถาวัลย์ก็พันรอบข้อมือของมู่เฉียนซี และปัดผ่านไปมาบนมือของมู่เฉียนซีอย่างใกล้ชิดอีกด้วย
มีรอยยิ้มปรากฏบนใบหน้าของจื่อโยว “ดูเหมือนว่าคนงามจะเลือกแล้วสินะ เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน ที่แดนนรกยังมีเรื่องกองใหญ่รอให้ข้ากลับไปจัดการอยู่อีก แน่นอนว่าข้าเป็นสัตว์ร้ายที่มีชีวิตอย่างน่าสังเวชที่สุดในโลกนี้แล้วล่ะ”
“รอเดี๋ยว!” มู่เฉียนซีกล่าว
“ถึงเจ้าจะบอกว่าข้าสามารถเลือกได้เพียงอย่างเดียว แต่ไม่ได้หมายความว่าข้าจะยอมปล่อยอีกอันไปเสียหน่อย พิฆาตวิญญาณ! ไปจับจื่อโยวเอาไว้ แล้วชิงสมุนไพรวิญญาณมาให้ข้า” มู่เฉียนซีออกคำสั่ง
ร่างเงาสีแดงสว่างวาบขึ้น และสีหน้าของจื่อโยวก็เปลี่ยนไปเล็กน้อย “ท่านพิฆาตวิญญาณ…”
ปัง ปัง ปัง!
พิฆาตวิญญาณชิงสิ่งของชิ้นนั้นมาไว้ในมือตามคำสั่งของเจ้านาย ทั้งยังลงมือทุบตีจื่อโยวเล็กน้อย เพราะเขาอารมณ์ไม่ค่อยดีอีกด้วย
ใครใช้ให้เจ้าหมอนี่เอาของที่ไม่ควรส่งมาส่งให้ถึงที่นี่กันล่ะ
พิฆาตวิญญาณเหลือบมองไปที่ข้อมือของมู่เฉียนซีเล็กน้อย และเจตนาฆ่าที่กระหายเลือดในแววตาของเขาก็วาบขึ้นมา
“แมวน้อย ให้เจ้า” หลังจากนั้นพิฆาตวิญญาณก็มอบเถาจื่อหยูให้กับมู่เฉียนซี
“ทำได้ยอดเยี่ยมมาก!” มู่เฉียนซีกล่าวด้วยรอยยิ้ม
“เจ้านายรีบพักผ่อนเถอะ ส่วนเจ้าสิ่งที่ไม่รู้ที่มานี่หากปล่อยไว้บนข้อมือของเจ้าคงไม่ดีเท่าไรนัก ข้าช่วยเจ้านายเอามันออกดีหรือไม่” หลังจากนั้นก็มีเปลวเพลิงสีแดงฉานลูกหนึ่งปรากฏขึ้นมากลางฝ่ามือของพิฆาตวิญญาณ
ถึงจะบอกว่าเอามันออก แต่ความจริงแล้วอยากจะเผามันให้กลายเป็นเถ้าถ่านเสียมากกว่า
มู่เฉียนซีกล่าวว่า “ไม่ต้อง! มันสวยดี ข้าจะพักผ่อนแล้วล่ะ”
ดวงตาสีแดงโลหิตที่งดงามเย้ายวนนั้นมืดมนลงเล็กน้อย ในเมื่อเจ้านายไม่อนุญาต เจ้าก็ไม่สามารถทำอะไรได้
เขาเข้าไปใกล้มู่เฉียนซีพลางกล่าวว่า “เช่นนั้นแมวน้อย ขอให้เจ้าฝันดีนะ!”
ทันใดนั้น จิตสังหารอันเย็นยะเยือกที่น่าหวาดกลัวก็ได้ระเบิดออกมาจากข้อมือของมู่เฉียนซี
.
.