ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 148 ถึงเวลาเก็บเกี่ยว
โม่จิ่วเยี่ยเห็นเจ้าหน้าที่ที่ก าลังตามหาคนเมื่อครู่นี้แล้ว หลังจาก
อธิบายเรื่องราวให้โม่ชูหานฟังอย่างละเอียด เขาก็แกล้งท าเป็นไม่รู้
เรื่องอะไรเลยและเดินเข้าไปหาเผิงวั่ง
“พี่เผิง เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
ทันทีที่เห็นโม่จิ่วเยี่ย เผิงวั่งก็นึกถึงเหตุการณ์ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อคืน
ว่าอาจเกี่ยวข้องกับเขา
อย่างไรก็ตาม พอมองสีหน้าของโม่จิ่วเยี่ยอีกครั้งก็เหมือนจะ
ไม่ใช่
เผิงวั่งถามกลับอย่างสงสัย “เจ้าไม่รู้อะไรเลยจริง ๆ หรือ?”
โม่จิ่วเยี่ยดูงุนงงเล็กน้อย
“ท าไมพี่เผิงถึงถามแบบนี้ เกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
เผิงวั่งเห็นว่าแววตาของโม่จิ่วเยี่ยไม่เหมือนคนที่ก าลังโกหก จึง
ถอนหายใจออกมา
“เมื่อครู่ข้าส่งคนออกไปสืบข่าว เห็นว่าเมื่อคืนเรือส าราญที่องค์
ชายหนานเหิงโดยสารจะเกิดเพลิงไหม้กลางทะเลสาบ อีกทั้งองค์ชาย
ก็หายตัวไปด้วย ทางการจึงสั่งให้ปิดท่าเรือและประตูเมือง ห้ามใคร
เข้าออกจนกว่าจะพบตัวองค์ชายหนานเหิง”
โม่จิ่วเยี่ยรู้ว่าเผิงวั่งเป็นคนฉลาดย่อมอาจจะสงสัยตัวเขา และ
จุดประสงค์ที่เขามาที่นี่ก็เพื่อขจัดความสงสัยของเผิงวั่งออกไป
ด้วยเหตุนี้ โม่จิ่วเยี่ยจึงแสดงสีหน้ามากขึ้นอีกหลายส่วน
“เช่นนั้น การที่วันก่อนพวกเราไม่สามารถออกจากที่นี่ได้ ก็เป็น
เพราะองค์ชายหนานเหิงมาที่นี่ใช่หรือไม่?”
เผิงวั่งสังเกตสีหน้าของโม่จิ่วเยี่ยอย่างละเอียด ตอนนี้เขาสามารถ
ตัดสินได้แล้วว่าการหายตัวไปของหนานเหิงไม่เกี่ยวข้องกับโม่จิ่วเยี่ย
จริง ๆ
เขาตบไหล่ของโม่จิ่วเยี่ย “เฮ้อ…หวังว่าพวกเขาจะหาตัวองค์ชาย
เจอเร็ว ๆ พวกเราจะได้เดินทางต่อกันสักที”
เมื่อเห็นเผิงวั่งท าหน้าเหมือนคนก าลังโกรธเคือง โม่จิ่วเยี่ยจึง
ปลอบประโลมเขาสองสามค าแล้วจึงจากไป
หลังจากกินอาหารเช้าอย่างง่าย ๆ แล้ว โม่จิ่วเยี่ยก็เข้าไปใน
กระโจมเพื่อพักผ่อน
กระทั่งช่วงบ่าย คนทั้งสองจึงฟื้นคืนก าลังอย่างเต็มที่
ด้านนอกกระโจมดูเหมือนพี่สะใภ้ทั้งหลายก าลังพูดคุยกัน
เฮ่อจือหร่านนึกถึงคราบสกปรกบนพื้นที่มิติที่ยังไม่ได้ท าความ
สะอาด จึงอาศัยจังหวะนี้ไปจัดการมัน
นางพาโม่จิ่วเยี่ยเข้าไปในพื้นที่มิติด้วยกัน
โม่จิ่วเยี่ยเองก็นึกถึงเรื่องนี้ เขาเข้าห้องน ้าไปอย่างคุ้นเคย หยิบ
ไม้กวาด ไม้ถูพื้น และถังน ้าใบใหญ่มายังพื้นที่เพาะปลูก
แต่เพิ่งเข้ามาเขาก็ตกตะลึงกับภาพตรงหน้า
พืชผลที่ปลูกในดินทั้งหมดสุกงอมแล้ว
เฮ่อจือหร่านก าลังยืนอยู่หน้าแผงควบคุมเพื่อท าการเก็บเกี่ยว
พืชผลเหล่านั้น
เห็นเพียงเถาแตงกวาลอยขึ้นในพริบตา แล้วร่วงลงในตะกร้าไม้
ไผ่บนพื้น
ทั้งยังจัดเรียงด้วยตัวเองอย่างเป็นระเบียบอีก
ทุกอย่างถูกจัดการเสร็จเรียบร้อย…
พืชผลอื่น ๆ ก็เช่นกัน ไม่ว่าจะรูปร่างหรือสีอะไร ทั้งหมดล้วน
จัดเรียงลงในตะกร้าไม้ไผ่ด้วยวิธีเดียวกัน
ยังมีสิ่งที่มหัศจรรย์ยิ่งกว่านั้น อย่างเช่นข้าวสลัดออกจากเปลือก
แล้วลอยเข้าไปในถุงทันที…
แม้ว่าเขาจะได้ยินเฮ่อจือหร่านพูดถึงความมหัศจรรย์ของพื้นที่
มิตินี้มาก่อน แต่เมื่อได้เห็นกับตาตัวเอง ก็ยังรู้สึกว่าทุกอย่างช่างน่า
เหลือเชื่อเกินไป
เฮ่อจือหร่านก็รู้สึกไม่ต่างกัน นางยืนอยู่หน้าแผงควบคุมพลาง
มองดูทุกสิ่ง ราวกับก าลังชมภาพเคลื่อนไหวขนาดใหญ่
ตอนนี้เฮ่อจือหร่านตื่นเต้นราวกับเป็นเด็กน้อย
มุมปากของนางยกขึ้นเป็นรอยยิ้มกว้าง ลักยิ้มตื้น ๆ ดูราวกับ
บรรจุความสุขไว้เต็มเปี่ยม
โม่จิ่วเยี่ยหันไปมอง ก็เห็นใบหน้าเปื้อนยิ้มดุจดอกไม้บานของ
นาง
พวกเขาอยู่ด้วยกันมานาน นี่เป็นครั้งแรกที่เขาเห็นนางยิ้มอย่าง
มีความสุขเช่นนี้ โม่จิ่วเยี่ยถึงกับมองจนเหม่อไป
เฮ่อจือหร่านจดจ่ออยู่กับกระบวนการเก็บเกี่ยว จึงไม่ได้
สังเกตเห็นท่าทีของโม่จิ่วเยี่ย
เมื่อนางจัดการทุกอย่างเสร็จ แล้วมองเสบียงอาหารนานาชนิดที่
วางเรียงอย่างเป็นระเบียบอยู่ตรงหน้า นางก็อยากจะน าออกไปให้คน
ในบ้านได้ลิ้มลองแล้ว
แต่น่าเสียดายที่สิ่งเหล่านี้ไม่ใช่เรื่องง่ายหากจะน าออกไปเปิดเผย
โม่จิ่วเยี่ยเห็นนางเหม่อลอยไป จึงเข้ามาสอบถาม
“ก าลังคิดอะไรอยู่?”
เฮ่อจือหร่านชี้ไปยังอาหารเหล่านั้นแล้วพูดว่า “ข้าก าลังคิดว่าจะ
ท าอย่างไรให้พวกเราได้ลิ้มลองของพวกนี้บ้าง”
โม่จิ่วเยี่ยกลับมีความกล้ามากกว่านางเล็กน้อย
“คนของทางการคงหาหนานเหิงไม่เจอและไม่ยอมเปิดทางให้
เดินทางในเร็ววันนี้ พวกเราจะบอกพี่เผิงว่าพรุ่งนี้จะไปเดินเล่นในป่า
สักหน่อย”
ได้ยินดังนั้น ดวงตาของเฮ่อจือหร่านก็เปล่งประกายขึ้นทันที่
“ความคิดของท่านไม่เลวเลย ถึงตอนนั้นข้าก็จะเลือกอาหารที่
เหมาะสมเอาออกไปด้วย”
ในเมื่อมีโม่จิ่วเยี่ยเป็นคนออกหน้ารับ นางก็ไม่มีอะไรต้องกังวล
แล้ว
เฮ่อจือหร่านใช้จิตส านึกส่งอาหารที่เพิ่งเก็บเกี่ยวเข้าไปในพื้นที่
มิติ เมื่อท าเสร็จแล้วก็หันไปเห็นโม่จิ่วเยี่ยซึ่งก าลังตั้งใจท าความ
สะอาดคราบเลือดบนพื้น
เดิมทีนางสามารถใช้จิตส านึกจัดการสิ่งเหล่านี้ได้
แต่เมื่อเห็นท่าทางที่โม่จิ่วเยี่ยตั้งใจท างาน ก็พาให้รู้สึกถึง
บรรยากาศของครอบครัวขึ้นมาทันที่
ในตอนนั้น สมองของนางปรากฏภาพที่แสนกลมกลืนขึ้นมา
มันเป็นช่วงตอนเช้า นางก าลังวุ่นวายอยู่ในครัวเพื่อเตรียม
อาหาร ส่วนบุรุษคนนี้ถือไม้กวาดก าลังกวาดลานบ้านอยู่…
แม้ว่าสิ่งเหล่านี้จะเป็นเพียงวันธรรมดาที่ไม่มีอะไรพิเศษ แต่
ส าหรับเฮ่อจือหร่านซึ่งไม่เคยสัมผัสความอบอุ่นของครอบครัวมา
ตั้งแต่เด็ก นี่คือชีวิตที่นางปรารถนาอย่างยิ่ง
นางไม่อยากท าลายภาพนี้ ดังนั้นจึงล้มเลิกความคิดที่จะใช้
จิตส านึกไป
โม่จิ่วเยี่ยท าความสะอาดอย่างจริงจัง เขาขัดล้างบริเวณที่มีคราบ
เลือดและสิ่งสกปรกหลายครั้ง จนแน่ใจว่าไม่มีคราบสกปรกอะไร
หลงเหลืออยู่จึงเก็บอุปกรณ์
เมื่อพบว่าเวลาใกล้ค ่าแล้ว ทั้งสองกังวลว่าคนในครอบครัวจะมา
เรียกไปทานข้าวและอาจพบร่องรอยน่าสงสัย จึงไม่กล้าอยู่ในพื้นที่
มิตินานนัก
เงาร่างสองร่างเพิ่งปรากฏในกระโจม ก็ได้ยินเสียงพี่สะใภ้สี่เรียก
ให้ไปทานข้าวจากด้านนอก
เฮ่อจือหร่านรีบขานรับ แล้วออกจากกระโจมไปพร้อมกับโม่จิ่ว
เยี่ย
หลังทานอาหารเย็นและพูดคุยกันเล็กน้อย เฮ่อจือหร่านเห็น
ฟางฉวนโจวกับเซี่ยเทียนไห่เข้าไปหาเผิงวั่งราวกับนัดหมายกันไว้
ด้วยระยะห่างค่อนข้างไกล นางจึงไม่ได้ยินว่าทั้งสองคนพูดอะไร
กับเผิงวั่ง
เห็นเพียงเผิงวั่งโบกมือและส่ายหัวไม่หยุด สุดท้ายยังตะโกน
ออกมาอีกประโยคหนึ่งว่า
“อย่าได้ลืมสถานะของพวกเจ้า!”
เฮ่อจือหร่านกับโม่จิ่วเยี่ยสบตากัน ทั้งสองคนต่างไม่รู้ว่าเกิดอะไร
ขึ้น
ไม่นานฟางฉวนโจวกับเซี่ยเทียนไห่ก็เดินจากไปด้วยท่าทางเศร้า
สร้อย
สะใภ้รองก็อยู่กับตระกูลเซี่ยในตนนั้น พอเห็นบิดากลับมา นาง
จึงถามไปสองสามประโยคแล้วก็เดินกลับมาด้วยสีหน้าเป็นกังวล
เรื่องของคนอื่นพวกเขาอาจจะไม่สนใจ แต่เพราะพี่สะใภ้รอง
เหมือนจะรู้สึกผิดหวังอย่างเห็นได้ชัด เฮ่อจือหร่านจึงจ าเป็นต้องไถ่
ถาม
“พี่สะใภ้รอง เกิดอะไรขึ้นหรือ?”
พี่สะใภ้รองถอนหายใจ
“เงินในมือของตระกูลเซี่ยและตระกูลฟางใกล้จะหมดแล้ว ท่าน
พ่อของข้ากับท่านลุงฟางจึงคิดจะปรึกษากับเจ้าหน้าที่เผิง ว่าหาก
ขบวนนักโทษยังสามารถพักอยู่ต่อไปได้อีกสักระยะ พรุ่งนี้พวกเขาก็
อยากพาบุรุษในบ้านออกไปหางานท า เพื่อหาเงินมาช่วยเหลือ
ครอบครัว และเจ้าก็เห็นแล้ว พวกเขากลับมามือเปล่า เจ้าหน้าที่เผิง
ไม่ยอมรับเลย”
เรื่องที่เกิดขึ้นช่วงนี้มีค่อนข้างมาก เฮ่อจือหร่านจึงไม่ได้สนใจ
เรื่องของตระกูลฟางกับตระกูลเซี่ยเท่าไหร่
พอพี่สะใภ้รองพูดแบบนี้ นางก็นึกขึ้นได้ว่าเป็นเช่นนั้นจริง ๆ
ไม่ต้องพูดถึงค่าอาหารการกินของคนทั้งสองตระกูล แค่ค่าที่พัก
หรือโรงเตี๊ยม ตลอดเส้นทางก็เสียเงินไปไม่น้อยแล้ว
เงินยี่สิบต าลึงนั้นถึงจะประหยัดใช้จ่ายก็คงเหลือไม่เท่าไหร่แล้ว
ตระกูลฟางยังพอทนไหว เพราะแหวนของฮูหยินฟางยังอยู่กับ
นาง
แค่เรื่องที่นางกับโม่จิ่วเยี่ยตกหน้าผา และการที่ทั้งสองตระกูล
ช่วยกันรั้งพวกเจ้าหน้าที่ให้สกุลโม่ ก็มีเหตุผลเพียงพอที่นางจะคืน
แหวนให้ฮูหยินฟางได้แล้ว
แต่ตระกูลเซี่ยจะท าอย่างไรดีเล่า?
นางคงไม่อาจมอบเงินให้ได้ หากท าแบบนั้น ความตั้งใจแรกของ
นางก็จะเปลี่ยนไปไม่ใช่หรือ?