ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 175 ไม่อาจลบล้างความจริงที่ว่าพวกเราเป็นพี่น้อง
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 175 ไม่อาจลบล้างความจริงที่ว่าพวกเราเป็นพี่น้อง
สายเลือดเดียวกันได้
เล่ามาถึงตรงนี้โม่จงหยวนพลันมองออกไปนอกหน้าต่าง
“ตอนนี้คงยังไม่ถึงยามจื่อ ปกติเวลานี้ข้ายังไม่ได้สติ หรือเป็น
พวกเจ้าที่ช่วยข้าไว้?”
โม่จิ่วเยี่ยมองเฮ่อจือหร่าน “พี่ห้า เป็นหร่านหร่านที่ช่วยฝังเข็มให้
ท่าน ยับยั้งพิษในร่างกายของท่านไว้”
เฮ่อจือหร่านถามต่อจากโม่จิ่วเยี่ย “พี่ห้า ตอนนี้เวลาที่ท่านมี
อาการก าเริบเริ่มนานขึ้นเรื่อย ๆ ใช่หรือไม่?”
โม่จงหยวนพยักหน้า “ถูกต้อง ตอนแรกไม่ถึงหนึ่งชั่วยามข้าก็
ฟื้นสติได้แล้ว แต่ตอนนี้ต้องใช้เวลาอย่างน้อยสามชั่วยามหรืออาจจะ
นานกว่านั้น”
เฮ่อจือหร่าน “พิษชนิดนี้มีความพิเศษมาก มันจะแพร่กระจายไป
ทั่วร่างกายของท่านเมื่อเวลาผ่านไป ยิ่งใกล้หัวใจเท่าไหร่ เวลาที่เกิด
อาการก็จะยิ่งนานขึ้นเท่านั้น จนกระทั่งพิษกัดกร่อนถึงหัวใจ ไม่ว่า
กลางวันหรือกลางคืน ท่านก็จะกลายเป็นคนบ้าแล้ว”
แม้โม่จงหยวนจะไม่รู้สภาพของตัวเองตอนมีอาการ แต่เส้นเลือด
ที่ปูดโปนไปทั่วร่างและดวงตากระหายเลือดหลังจากฟื้นคืนสติได้ ก็
บ่งบอกถึงสภาพของเขาตอนอาการก าเริบว่ามันน่ากลัวแค่ไหน
“ถ้าเป็นเช่นนั้นจริงข้าก็จะยอมจบชีวิตตัวเอง เพื่อไม่ให้ผู้บริสุทธิ์
ต้องพลอยเดือดร้อนไปด้วย”
เฮ่อจือหร่านรู้ว่าโม่จงหยวนไม่อยากท าให้คนอื่นได้รับบาดเจ็บ
เพราะอาการป่วยของตัวเอง
“พี่ห้า ปัญหาไม่ได้ร้ายแรงขนาดนั้น พรุ่งนี้ข้าจะเข้าเมืองไปกับ
สามีเพื่อซื้อสมุนไพรมาช่วยถอนพิษให้ท่าน”
โม่จงหยวนไม่เคยคิดมาก่อนว่าพิษในตัวเขาจะมีหนทางรักษาได้
“น้อง…น้องสะใภ้…เจ้าบอกว่าสามารถช่วยถอนพิษให้ข้าได้
หรือ?”
ตอนที่เขายังมีสติก็เคยไปหาหมอมาหลายคนเพื่อขอให้ตรวจ
ร่างกาย
หมอส่วนใหญ่ไม่เห็นร่องรอยการถูกวางยาพิษ มีเพียงหมอคน
หนึ่งที่มีฝีมือดีกว่าคนอื่นสามารถยืนยันได้ว่าเขาถูกพิษจริง แต่เป็น
พิษอะไรและจะถอนพิษได้อย่างไร หมอคนนั้นไม่อาจรู้ได้
ด้วยเรื่องนี้ท าให้โม่จงหยวนรู้สึกท้อแท้มานาน ถึงขั้นยอมรับ
ชะตากรรมว่าตัวเองจะต้องทนทรมานไปจนสิ้นอายุขัย
เฮ่อจือหร่านยิ้มมั่นใจ “พี่ห้าวางใจได้ พิษของพี่ข้าจะต้องรักษา
ได้แน่นอน”
ไม่เพียงเท่านั้น เฮ่อจือหร่านยังหวังว่าตัวเองจะปรุงยาถอนพิษได้
เร็วขึ้น พยายามรักษาพิษให้โม่จงหยวนก่อนตะวันตกดินในวันพรุ่งนี้
เพื่อให้เขาจะได้ไม่ต้องทรมานอีกครั้ง
ขณะโม่จงหยวนก าลังจะพูดอะไรบางอย่าง โม่ชูหานก็วิ่งมาดู
สถานการณ์ด้วยความเป็นห่วง
โม่จงหยวนพลันระวังตัวเมื่อได้ยินเสียงฝีเท้าดังมาแต่ไกล เขา
เตรียมพร้อมรับมือทันที่
เขาก้าวเท้ามายังประตูพอดีกับที่โม่ชูหานเดินมา ทั้งคู่จึงชนกัน
โม่จิ่วเยี่ยเห็นแบบนั้นจึงรีบเข้ามาแนะน า “พี่ห้า นี่คือพี่แปด โม่ชู
หาน”
โม่จงหยวนได้ยินว่าอีกฝ่ายเป็นพี่น้องของตัวเอง ก าปั้นที่ก าแน่น
ก็คลายลง
โม่ชูหานไม่รู้ว่าพี่ห้าสูญเสียความทรงจ าไปแล้ว เขาสงสัยว่า
ท าไมน้องเก้าถึงต้องแนะน าเขาอีกทั้ง ๆ ที่เป็นพี่น้องกัน
ไม่นานโม่จิ่วเยี่ยก็ช่วยไขข้อข้องใจให้เขา
“พี่แปด พี่ห้าได้รับบาดเจ็บที่ศีรษะท าให้เขาสูญเสียความทรงจ า
เรื่องราวเมื่อหกปีก่อนเขาจดจ าไม่ได้แล้ว”
“เจ้าว่าอะไรนะ พี่ห้าสูญเสียความทรงจ าหรือ?” โม่ชูหานได้ยิน
ข่าวนี้ก็ตกใจอย่างเห็นได้ชัด
โม่จงหยวนรู้สึกละอายใจที่ไม่สามารถจดจ าพี่น้องของตัวเองได้
“น้องแปดใช่หรือไม่? เรื่องในอดีตข้าจ าไม่ได้แล้ว” เขาไม่รู้ว่าจะ
เผชิญหน้ากับพี่น้องเหล่านี้อย่างไร การพูดแบบนี้ก็ถือว่าเป็นการ
ทักทายแล้ว
โม่ชูหานก้าวเข้าไปข้างหน้าแล้วกอดโม่จงหยวนไว้แน่น
“พี่ห้า ไม่ว่าท่านจะจ าเรื่องในอดีตได้หรือไม่ก็ไม่อาจลบล้าง
ความจริงที่ว่าพวกเราเป็นพี่น้องสายเลือดเดียวกันได้”
หลังจากอธิบายสถานการณ์ของโม่จงหยวนให้โม่ชูหานฟังแล้ว
โม่จิ่วเยี่ยก็ถามว่า
“พี่แปด เรื่องคนในบ้านจัดการเรียบร้อยดีแล้วหรือ?”
โม่ชูหานพยักหน้า “จัดการเรียบร้อยแล้ว แต่ทุกคนไม่ยอม
พักผ่อน คอยฟังข่าวของพี่ห้าตลอด”
โม่จิ่วเยี่ยมองโม่จงหยวนแล้วถามอย่างระมัดระวัง
“พี่ห้า ท่านจะไปพบท่านแม่กับพวกเราตอนนี้หรือไม่? อีกคนคือ
พี่สะใภ้ห้า พอนางได้ยินข่าวการตายของท่าน นางก็แทบจะร้องไห้จน
ตาบอดแล้ว”
เพียงได้ยินน้องเก้าพูดถึงพี่สะใภ้ห้า หัวใจของโม่จงหยวนก็รู้สึก
เจ็บปวดขึ้นมาอย่างบอกไม่ถูก
แม้ว่าเขาจะจดจ าการมีอยู่ของภรรยาไม่ได้แล้ว แต่ความรู้สึก
แปลกประหลาดนี้เป็นของจริง
“ตกลง ข้าจะไปกับพวกเจ้า”
เมื่อเปิดประตูออกไป ลมหนาวก็พัดเข้ามาปะทะ ไม่รู้ว่ารอบ ๆ มี
อะไรอยู่ แต่กลับยังได้ยินเสียงคล้ายสุนัขเห่าหอนดังมา
เสียงนี้ไม่ได้ดังมากนักเมื่อแรกฟังก็คล้ายเสียงสุนัขเห่า แต่ความ
จริงแล้วไม่ใช่ มันไม่ได้ชัดเจนถึงขนาดนั้น
โม่จิ่วเยี่ยกวาดตามองไปรอบด้านแต่ไม่พบสิ่งใดผิดปกติ
มองไปทางโม่จงหยวนอีกครั้ง สีหน้าของอีกฝ่ายกลับอ่อนโยน
ขึ้นมาก
“เจ้าตัวน้อยนี่มาอีกแล้ว”
เขาพูดพลางสลัดมือของโม่จิ่วเยี่ยกับโม่ชูหานออก แล้วเดินไป
ทางหลังบ้าน
ทุกคนสบตากันครู่หนึ่งแล้วต่างติดตามไป
เดินไปได้ไม่เท่าไหร่โม่จงหยวนก็หยุดฝีเท้า
เขาก้มลงอุ้มก้อนกลม ๆ ขนฟูอย่างหนึ่งขึ้นมา
อาศัยเพียงแสงจันทร์จึงสามารถมองเห็นขนสีขาวของก้อนกลม
ๆ นั้นได้
ดวงตาเฮ่อจือหร่านเปล่งประกายทันที่ “พี่ห้า นี่คือตัวกินเหล็กใช่
หรือไม่?”
โม่จงหยวนอุ้มเจ้าก้อนกลมด้วยความรักและหันหลังกลับมา
“น้องสะใภ้รู้จักสิ่งนี้หรือ?”
เฮ่อจือหร่านมองเห็นเจ้าก้อนกลมในอ้อมแขนของโม่จงหยวน
อย่างชัดเจนแล้ว นางพยักหน้าแรง ๆ
“รู้จัก ข้ารู้จัก ข้าเคยเห็นมันในหนังสือภาพ”
ส าหรับสิ่งมีชีวิตที่น่ารักแบบนี้ เฮ่อจือหร่านไม่อาจต้านทานได้
จริง ๆ
นางเดินอาด ๆ เข้าไปหาโม่จงหยวน
“พี่ห้า ขอข้ากอดมันหน่อยได้หรือไม่?”
เจ้าตัวเล็กนี่ดูเหมือนเป็นลูกสัตว์ตัวน้อยอายุไม่เกินสี่ห้าเดือน
ตอนนี้ร่างกายของมันยังไม่ใหญ่มาก เพียงถูกโม่จงหยวนอุ้มไว้
ในอ้อมแขน มันก็ขดตัวเป็นก้อนกลม ๆ เล็ก ๆ พาให้เฮ่อจือหร่าน
รู้สึกใจละลาย
โม่จงหยวนมองร่างกายบอบบางของเฮ่อจือหร่านแล้วถามอย่าง
ไม่มั่นใจ
“น้องสะใภ้เก้าเจ้าไม่กลัวหรือ?”
เฮ่อจือหร่านส่ายหน้าไปมา “ไม่กลัว ข้าไม่กลัว”
โม่จงหยวนเห็นดังนั้นจึงค่อย ๆ ส่งเจ้าก้อนกลมให้เฮ่อจือหร่าน
ด้วยความระมัดระวังพร้อมกับเตือนว่า
“มันขี้อาย น้องสะใภ้ระวังด้วย”
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะเฮ่อจือหร่านมีพรสวรรค์พิเศษในการดึงดูดแมว
หรือเปล่า เจ้าก้อนกลมจึงนอนอยู่ในอ้อมกอดของนาง เอาหัวถูไปมา
สองสามทีแล้วก็หลับไป…
แม้แต่โม่จงหยวนที่คุ้นเคยกับเจ้าตัวน้อยนี้ยังอดตะลึงไม่ได้
“ดูท่าว่าเจ้าตัวน้อยจะชอบน้องสะใภ้เก้าไม่น้อยเลย”
โม่จิ่วเยี่ยเม้มริมฝีปากแล้วคิดกับตัวเองว่า เฮ่อหร่านมี
ความสามารถและสวยขนาดนั้น ใครบ้างจะไม่ชอบนาง?
หลังจากแน่ใจว่าเจ้าก้อนกลมไม่ได้ท าร้ายเฮ่อจือหร่าน ทุกคนจึง
เดินไปยังที่พักของสกุลโม่
ระหว่างทางโม่จิ่วเยี่ยคิดสงสัย “พี่ห้า ตัวกินเหล็กนี่เป็นสัตว์เลี้ยง
ของท่านหรือ?”
โม่จงหยวนไม่ได้ปฏิเสธ
“ถือว่าใช่ก็แล้วกัน!
ไม่กี่ปีก่อน เขาได้ช่วยชีวิตตัวกินเหล็กคู่หนึ่งบนภูเขา ตอนนั้น
พวกมันถูกเสือกัดจนบาดเจ็บ จึงพาพวกมันกลับมาที่นี่
รอจนกระทั่งอาการบาดเจ็บของพวกมันหายดี เขาจึงส่งพวกมัน
กลับขึ้นภูเขา
ไม่คิดว่าตัวกินเหล็กคู่นี้จะรู้จักตอบแทนบุญคุณ พวกมันรู้ว่าเขา
อาการก าเริบหลังพระอาทิตย์ตกดิน ทุกครั้งในเวลานั้นพวกมันก็จะ
มาคอยเฝ้าอยู่นอกบ้าน
หากพบว่ามีคนเข้ามาใกล้ พวกมันก็จะส่งเสียงร้องฟังดูน่ากลัว
เพื่อไล่คนที่มาให้หนีไป
นานวันเข้าชาวบ้านในหมู่บ้านเหล่านั้นย่อมคิดว่าที่นี่มีผีสิง จึง
ไม่มีใครกล้าเข้ามาใกล้ที่นี่อีกเลย
และเพราะไม่มีใครกล้ามา เขาถึงได้เลือกจะอาศัยอยู่ที่นี่