ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 174 ข้าเป็นใครกัน
เรื่องการพบเจอพี่ห้าที่หมู่บ้านซีหลิ่ง โม่ชูหานรู้สึกว่าไม่
จ าเป็นต้องปิดบังเหล่าผู้ใต้บังคับบัญชาที่ซื่อสัตย์
ดังนั้นเขาจึงเล่าการพบโม่จงหยวนอย่างคร่าว ๆ และอธิบายว่า
ตอนนี้โม่จิ่วเยี่ยกับเฮ่อจือหร่านก าลังดูแลพี่ห้าอยู่
เมื่อได้ยินดังนั้น ทุกคนต่างก็เบิกตากว้างด้วยความประหลาดใจ
มันช่างเหลือเชื่อเหลือเกิน…
เริ่มจากคุณชายแปดฟื้นคืนชีพ ตามด้วยคุณชายสาม ตอนนี้
คุณชายห้าก็ยังมีชีวิตอยู่
หรือว่าบุรุษทุกคนของสกุลโม่ยังมีชีวิตอยู่?
คิดถึงตรงนี้แล้วเหลียงห่าวก็สะบัดหัวอย่างหนัก
มันเป็นไปไม่ได้ ตอนที่คุณชายหกกับคุณชายเจ็ดเสียชีวิตและ
ถูกคนหามกลับมา เขาเป็นคนตรวจสอบด้วยตัวเองและยังช่วยเช็ด
คราบเลือดบนใบหน้าพวกเขาให้
ทั้งรูปร่างและใบหน้าของทั้งสองคนนั้นไม่อาจปลอมแปลงได้
แสดงว่าต่อให้สกุลโม่จะมีคุณชายที่ยังมีชีวิตอยู่ ก็เป็นไปไม่ได้ว่า
จะเป็นคุณชายหกหรือคุณชายเจ็ด
ไม่ว่าอย่างไรการพบเจอผู้รอดชีวิตอีกคนหนึ่งก็นับเป็นเรื่องดี
มากส าหรับคนสกุลโม่และพวกเขา
อีกด้านของภายในบ้าน
เฮ่อจือหร่านก าลังถือรายงานผลการตรวจเลือดของโม่จงหยวน
พร้อมทั้งตรวจสอบอย่างละเอียด
เห็นนางดูอยู่นานมาก โม่จิ่วเยี่ยก็ทนไม่ไหว เอ่ยถามขึ้นมา
“หร่านหร่าน พิษของพี่ห้ามียาแก้หรือไม่?”
เฮ่อจือหร่านเก็บรายงานเข้าไปในพื้นที่มิติแล้วยิ้มออกมา
“ไม่ยาก ข้าจะลองไปศึกษาดู คิดว่าคงจะท ายาแก้พิษได้เร็ว ๆ นี้”
โม่จิ่วเยี่ยได้ยินเช่นนั้นแล้วก็ดีใจมาก “ดียิ่ง ในที่สุดพี่ห้าก็มีทาง
รอดแล้ว”
พูดจบ เขาก็เห็นร่างของโม่จงหยวนที่นอนบนเตียงขยับเล็กน้อย
ก่อนจะลืมตาขึ้นมา
โม่จงหยวนมองคนแปลกหน้าสองคนตรงหน้า ร่างกายของเขา
ลุกพรวดขึ้นนั่งอย่างคล่องแคล่วพร้อมกับระแวดระวัง
“พวกเจ้าเป็นใคร?”
โม่จิ่วเยี่ยคิดว่าใบหน้าของตนไม่ได้เปลี่ยนแปลงไปจากหกปีก่อน
แต่ท าไมพี่ห้าถึงได้ถามเช่นนี้?
เขารีบเข้าไปใกล้ พยายามให้ใบหน้าของตนอยู่ใกล้โม่จงหยวน
มากที่สุด
“พี่ห้า ข้าเอง ข้าคือจิ่วเยี่ย”
“จิ่วเยี่ย?” ท่าทางของโม่จงหยวนแสดงให้เห็นชัดว่าเขาไม่
คุ้นเคยกับชื่อนี้
เมื่อเห็นสภาพของโม่จงหยวนในตอนนี้ เฮ่อจือหร่านก็สามารถ
ยืนยันได้ว่าเลือดคั่งในสมองของเขาท าให้ความทรงจ าหายไปอย่าง
แน่นอน
โม่จิ่วเยี่ยยังคงพยายามท าให้โม่จงหยวนจดจ าเขา เฮ่อจือหร่าน
จึงต้องเอ่ยเตือนอย่างจนใจ
“ท่านพี่ พี่ห้าคงจะสูญเสียความทรงจ าไปแล้ว”
จริง ๆ แล้วโม่จิ่วเยี่ยก็คิดถึงเรื่องนี้หลังจากเห็นสภาพของโม่จง
หยวน
แต่อาจเป็นเพราะเขาแค่ไม่อยากจะเชื่อเท่านั้นเอง
ทว่าด้วยค าเตือนของเฮ่อจือหร่าน โม่จิ่วเยี่ยจึงจ าต้องเผชิญหน้า
กับความจริง
“หร่านหร่าน อาการสูญเสียความทรงจ าสามารถรักษาให้หายได้
หรือไม่?”
เฮ่อจือหร่านเพิ่งดูผลการตรวจสอบบริเวณศีรษะของโม่จงหยวน
อย่างละเอียดในพื้นที่มิติเมื่อครู่นี้
แม้เลือดคั่งจะมีไม่มาก แต่ต าแหน่งที่เป็นนั้นไม่เหมาะสมส าหรับ
การผ่าตัดรักษา
ยิ่งไปกว่านั้น ดูจากขนาดของเลือดคั่งในสมองของโม่จงหยวน
เขาน่าจะดูดซับบางส่วนบางส่วนไปด้วยตัวเอง
“เรื่องนี้พูดยาก ต้องดูสถานการณ์การดูดซึมเลือดคั่งในอนาคต
ข้าเองก็สามารถให้ยกกระตุ้นการไหลเวียนเลือดกับเขาควบคู่ไปได้
ดังนั้นตอนนี้ยังไม่สามารถตัดสินผลลัพธ์อะไรได้เลย”
โม่จิ่วเยี่ยรู้ว่านางจะต้องพยายามอย่างเต็มที่เพื่อรักษาพี่ห้าของ
เขาอย่างแน่นอน
ไม่ว่าผลจะเป็นอย่างไร ขอแค่พี่ห้ายังมีชีวิตอยู่ก็ถือเป็นของขวัญ
อันยิ่งใหญ่แล้ว
ในขณะที่ทั้งคู่ก าลังสนทนาเกี่ยวกับอาการป่วยของโม่จงหยวน
โม่จงหยวนก็ลุกออกจากเตียงแล้ว
เขาจ้องมองคนแปลกหน้าสองคนตรงหน้าไม่วางตา
ไม่รู้ว่าท าไม เมื่อเห็นชายคนนั้น เขากลับรู้สึกคุ้นเคยอย่างบอก
ไม่ถูก
น่าเสียดายที่เขาพยายามทบทวนแล้วแต่กลับนึกไม่ออกว่าเคย
เจอคนเช่นนี้ที่ไหนมาก่อน
โม่จิ่วเยี่ยรู้สึกได้ถึงสายตาของพี่ห้า จึงยิ้มให้และสบตากับเขา
“พี่ห้า ศีรษะของท่านก าลังบาดเจ็บ มีเลือดคั่งค้างอยู่ในสมอง ท า
ให้ท่านจดจ าเรื่องราวในอดีตไม่ได้”
ได้ยินดังนั้น โม่จงหยวนก็ยกมือลูบศีรษะของตัวเองโดยไม่รู้ตัว
ตรงท้ายทอยของเขามีรอยแผลเป็นอยู่จริง ๆ แต่เขาก็จ าไม่ได้ว่า
มันเกิดขึ้นได้อย่างไร
แม้ว่าอีกฝ่ายจะคาดเดาได้ถูกเกี่ยวกับสภาพร่างกายของเขา แต่
โม่จงหยวนไม่ได้ลดความระแวดระวังลง
“ท าไมเจ้าถึงรู้เรื่องนี้?”
โม่จิ่วเยี่ยดึงเฮ่อจือหร่านมาอยู่ข้างกายแล้วอธิบายอย่างใจเย็นว่า
“พี่ห้า นี่คือภรรยาของข้าและเป็นน้องสะใภ้เก้าของท่าน นาง
ศึกษาวิชาแพทย์มาตั้งแต่เด็ก เมื่อครู่ตอนที่ท่านหมดสติไป หร่านห
ร่านก็ท าการตรวจร่างกายท่านแล้ว”
เขาคิดว่าการพูดแบบนี้จะช่วยคลายความกังวลของโม่จงหยวน
ได้บ้าง แต่ใครจะคิดว่ามันกลับท าให้อีกฝ่ายยิ่งระวังตัวมากขึ้น
เขาลงมือคว้าล าคอของโม่จิ่วเยี่ยไว้อย่างรวดเร็ว
โม่จิ่วเยี่ยไม่คิดหลบหลีก ปล่อยให้พี่ห้าบีบคอตนเอาไว้อย่างนั้น
เฮ่อจือหร่านเห็นแบบนั้นก็คิดจะเข้าไปขัดขวาง แต่ถูกโม่จิ่ว
เยี่ยห้ามไว้ด้วยสายตา
จากนั้นโม่จงหยวนก็เอ่ยขึ้น
“เจ้าบอกว่าตัวเองเป็นน้องชายคนที่เก้าของข้า แล้วจะพิสูจน์
อย่างไร?”
โม่จิ่วเยี่ยถอดเสื้อตัวบนออกอย่างใจเย็น เผยให้เห็นปานรูป
พระจันทร์เสี้ยวบนไหล่
“พี่ห้า นี่คือปานประจ าตัวของลูกชายสกุลโม่ รอยปานนี้ไม่ว่า
อย่างไรก็ไม่สามารถปลอมแปลงได้”
เมื่อเห็นรอยปานนี้ โม่จงหยวนก็ดึงเสื้อตรงไหล่ออกเล็กน้อย
รอยปานของทั้งสองไม่เพียงมีรูปร่างและขนาดเหมือนกันทุก
ประการ แต่ต าแหน่งของมันก็ไม่ต่างกันอีกด้วยแม้แต่น้อย
โม่จงหยวนเชื่อในค าพูดของโม่จิ่วเยี่ยแล้ว จึงปล่อยมือที่จับเขา
ไว้ทันที่
“ถ้าเจ้าเป็นน้องชายของข้า แล้วข้าเป็นใครกัน?”
“พี่ห้า ท่านแซ่โม่ ชื่อโม่จงหยวน ครอบครัวของพวกเรามีพี่
น้องชายเก้าคน มีน้องสาวอีกหนึ่งคนชื่อโม่หานเยี่ย สกุลโม่ของพวก
เรามีต้นก าเนิดเป็นถึงแม่ทัพ สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ให้แก่ราชวงศ์
ต้าซุ่น หกปีก่อนท่านน าทัพไปป้องกันชายแดน และในไม่ช้าก็มีข่าว
ว่าท่านเสียชีวิต…”
โม่จิ่วเยี่ยเล่าเรื่องราวที่เกิดขึ้นในตระกูลช่วงหลายปีที่ผ่านมาให้
โม่จงหยวนฟังโดยคร่าว ๆ
โม่จงหยวนฟังเรื่องราวเหล่านั้นแล้วก็ก าหมัดแน่น
“เจ้าหมายความว่าทุกคนเข้าใจว่าข้าได้ตายไปแล้วตั้งแต่หกปี
ก่อนหรือ?”
โม่จิ่วเยี่ยพยักหน้า “ใช่ขอรับ พี่ห้าเป็นคนแรกในบรรดาพี่ชาย
ทั้งแปดคนที่มีข่าวการตายส่งกลับมา”
โม่จงหยวนไม่ได้ถามต่อ โม่จิ่วเยี่ยจึงเริ่มถามกลับ
“พี่ห้า ท่านยังจ าได้หรือไม่ว่าท าไมท่านถึงมาอยู่ที่นี่?”
การมาถึงที่นี่เป็นเรื่องหลังจากโม่จงหยวนสูญเสียความทรงจ า
เขาต้องจ าเรื่องราวได้แน่นอน
“ข้ารู้เพียงว่าตัวเองได้รับบาดเจ็บและถูกชาวนาคนหนึ่งช่วยไว้
พวกเขายังใจดีเรียกหมอมารักษาอาการบาดเจ็บให้ข้าด้วย พอถึง
ตอนเย็น ข้าจึงพบว่าร่างกายผิดแปลกไปเรื่อย ๆ โดยเฉพาะหลังจาก
พระอาทิตย์ตกดิน ข้าจะรู้สึกเหมือนก าลังคลุ้มคลั่งและความรู้สึกนั้น
มันรุนแรงขึ้นทุกวัน”
“ความเจ็บปวดเหล่านั้นท าให้ข้าสูญเสียสติ และยังท าให้ข้ามี
พละก าลังมากกว่าปกติเช่นกัน ข้าไม่รู้ว่าตัวเองเป็นใคร ยิ่งไม่รู้ว่าจะ
ไปที่ไหน เพื่อไม่ให้ท าร้ายผู้มีพระคุณที่ช่วยชีวิตข้าตอนที่พิษก าเริบ
จึงต้องเลือกไปจากที่นั่น ข้าวิ่งหนีออกมาอย่างไร้จุดหมายเช่นนี้
แน่นอนว่าท าได้แค่ตอนกลางวันเท่านั้น”
“ข้ารู้ว่าตัวเองจะสูญเสียสติหลังพระอาทิตย์ตกดินและกังวลว่าจะ
ท าร้ายผู้บริสุทธิ์ ดังนั้นก่อนตะวันตกดิน ข้าจะวิ่งไปซ่อนตัวในป่าหรือ
บนภูเขา จนกว่าจะกลับสู่สภาวะปกติได้จึงค่อยเดินทางต่อ”
“รู้ตัวอีกทีข้าก็มาถึงที่นี่ หลังพบว่าบ้านหลังนี้แทบไม่มีผู้คน
สัญจรไปมา จึงตัดสินใจพักอาศัยอยู่ชั่วคราว”
“ข้ากังวลว่าหากคลุ้มคลั่งก็อาจจะไปท าร้ายผู้คนในหมู่บ้าน จึง
น าเงินที่ได้จากการล่าสัตว์ไปสั่งท าโซ่ตรวนที่โรงตีเหล็ก ก่อนพระ
อาทิตย์ตกดินข้าจะล่ามตัวเองไว้ เมื่อได้สติกลับคืนมาจึงค่อยปลดโซ่
ออก”