ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 347 สุดท้ายเฟ่ยมามาก็ยังคงเป็ นซิ่งเฟย
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 347 สุดท้ายเฟ่ยมามาก็ยังคงเป็ นซิ่งเฟย
กล่าวอีกนัยหนึ่งในใจของเฟ่ ยหนานอวี่ หากเขายังไม่อาจแม้แต่ จะเชื่อใจคนสกุลโม่ได้ บนโลกนี้ก็คงไม่มีคนที่ควรค่าแก่การให้เชื่อ ใจอีกแล้ว
โม่จิ่วเยี่ยไม่อาจรู ้ได้ว่าเฟ่ ยหนานอวี่ได้นับว่าคนสกุลโม่เป็ นพวก เดียวกันแล้ว เมื่อใดที่เขาขึ้นครองราชย์ สิ่งแรกที่ต้องทาคือช่วยสกุล โม่ชาระล้างมลทิน ให้พวกเขากลับคืนสู่เมืองหลวงอีกครั้ง
แผ่นดินจะมั่นคงได้ ก็ต่อเมื่อมีคนภักดีเช่นนี้คอยช่วยเหลือ เกื้อกูล
โม่จิ่วเยี่ยคาดไม่ถึงว่าสกุลโม่จะเป็ นที่ต้องตาของว่าที่องค์ จักรพรรดิผู้นี้เสียแล้ว สิ่งที่เขาคิดคือ เมื่อไหร่ที่เรื่องราวทุกอย่างได้ ข้อสรุปก็จะจากไปโดยเร็ว
ทว่าเขายังไม่ทันจะเอ่ยปาก เฟ่ยหนานอวี่ก็เป็ นฝ่ายเริ่มพูดก่อน
“สุดท้ายเฟ่ยมามาก็ยังคงเป็ นซิ่งเฟย”
โม่จิ่วเยี่ยเลิกคิ้ว เขาไม่รู ้ว่าเฟ่ ยหนานอวี่ต้องการจะพูดอะไรกับ ตัวเอง แต่ถ้าเกี่ยวกับเรื่องชาติกาเนิด เขาก็ไม่ได้อยากจะขุดคุ้ยอะไร มากนัก
เพราะว่าพวกเขาสกุลโม่ต่างก็หมดหวังกับราชส านักไปแล้ว ไม่ อยากจะไปข้องเกี่ยวอะไรด้วยอีก การที่รู ้มากเกินไปก็ไม่ได้ก่อให้เกิด ผลดีอะไร
โดยทั่วไปแล้ว เฟ่ ยหนานอวี่ย่อมเข้าใจความคิดของโม่จิ่วเยี่ยได้ เป็ นอย่างดี อีกฝ่ายคงจะไม่อยากรับรู ้เรื่องราวเหล่านี้แน่
ทว่าในเมื่อเขากล้าจะเอ่ยออกมาเช่นนี้ แสดงว่าต้องการให้โม่จิ่ว เยี่ยมองเขาให้แตกต่าง และต้องการแสดงให้เห็นว่าเขานั้นไม่ เหมือนกับคนอื่นในราชวงศ์
เขาไม่สนใจว่าโม่จิ่วเยี่ยอยากรับรู ้หรือไม่ จึงพูดออกมาต่อว่า
“เฟ่ ยมามามักจะใจอ่อนอยู่บ้าง แต่สุดท้ายหนานฉีก็เป็ นหลานที่ มีสายเลือดเดียวกัน เมื่อมาถึงเมืองหลวงและจัดการทุกอย่างเรียบร ้อย แล้ว ข้าถึงได้ถามเฟ่ ยมามาว่านางเต็มใจจะเป็ นพยานยืนยันตัวตนให้ ข้าหรือไม่ ตอนนั้นเฟ่ ยมามากาลังลังเล ถามข้าว่าจะฆ่าหนานฉี หรือไม่”
“ข้าตอบกลับไปว่า การจะฆ่าหนานฉีหรือไม่ ไม่ใช่สิ่งที่ข้าจะเป็ น คนตัดสินใจได้ ทุกอย่างขึ้นอยู่กับการตัดสินใจขององค์จักรพรรดิ เฟ่ ยมามาคิดว่านางปลอดภัยแล้วจึงเกิดความสงสารหนานฉีขึ้นมา ยามนี้นางถูกข้าซ่อนตัวเอาไว้และปลอดภัยดี เพียงแต่ยังใช ้ประโยชน์ ไม่ได้ ด้วยเหตุนี้ ข้าจึงไม่กล้านานางไปเป็ นพยาน หากนางกลับ ค าให้การ ข้าย่อมต้องเป็ นฝ่ายสูญเสียมาก”
แท้จริงแล้ว การที่เฟ่ ยหนานอวี่บอกเรื่องนี้กับโม่จิ่วเยี่ยยังมีอีก เหตุผลหนึ่ง
นั่นคือ รอบกายเขาไม่มีคนที่ไว้ใจได้มากนัก ไม่อาจระบายความ ทุกข์ใจออกมาได้ เมื่อเก็บกดไว้นานวัน เขาก็อยากระบายให้คนที่ ไว้ใจได้รับฟัง
หลังเขาได้เล่าเรื่องราวเหล่านี้ออกมาก็รู ้สึกผ่อนคลายลงมาก และขณะเดียวกันก็หวังว่าจะได้รับคาตอบจากโม่จิ่วเยี่ยบ้าง
เฟ่ ยหนานอวี่พูดมาถึงขนาดนี้ หากโม่จิ่วเยี่ยยังไม่ตอบสนอง อะไร ก็คงจะดูเป็ นการไม่ให้เกียรติกันเกินไปสักหน่อย
“หากเฟ่ ยมามาไม่ประสงค์จะออกหน้า ท่านก็เคยคิดไปพึ่ง หยวนกุ้ยเฟยบ้างหรือ”
หยวนกุ้ยเฟยเป็ นมารดาแท้ ๆ ของเฟ่ ยหนานอวี่ เชื่อว่าตอนนี้คง ไม่มีผู้ใดปรารถนาให้บุตรชายกลับไปเคียงข้างได้เท่ากับนางอีกแล้ว
พอกล่าวถึงหยวนกุ้ยเฟย สีหน้าของเฟ่ ยหนานอวี่ก็แสดงชัดถึง ความผิดหวัง
เขาแค่นหัวเราะออกมา “เหอะ ๆ …ครั้งนั้นก็เป็ นนางที่สั่งให้คน สับเปลี่ยนข้ากับหนานฉี จนตอนนี้ข้าก็ยังไม่รู ้ว่าจะเผชิญหน้ากับ มารดาที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อนอย่างไร”
เรื่องนี้แม้แต่โม่จิ่วเยี่ยเองก็พอเข้าใจได้อยู่บ้าง
เท่าที่เขารู ้ ครั้งนั้นเป็ นเพราะหยวนกุ้ยเฟยไม่ทันระวัง หลังคลอด แล้วก็ไม่ได้ดูลูกแม้แต่แวบเดียว นางสั่งให้คนเอาเด็กไปสลับตัวทันที เฟ่ ยหนานอวี่อุตส่าห์มีชีวิตรอดมาจนถึงทุกวันนี้ และได้รู ้ชาติกาเนิด ของตัวเองแล้ว แต่สุดท้ายก็ยังต้องทางานอยู่ใต้อาณัติของคนที่สวม รอยเป็ นเขาอีก
ไม่ว่าจะเป็ นใครก็คงไม่มีทางให้อภัยได้
เขาไม่รู ้จะปลอบเฟ่ ยหนานอวี่อย่างไร จึงได้แต่เดินเข้าไปตบบ่า เขาเบา ๆ
“เรื่องทุกอย่างย่อมมีวันเปิดเผยความจริง”
จากมุมมองของสกุลโม่ พวกเขาหวังว่าเฟ่ ยหนานอวี่จะสามารถ กลับไปสู่ฐานะเดิมได้ในขณะที่จักรพรรดิซุ่นอู่ยังคงมีพระชนม์ชีพอยู่ เช่นนี้จึงจะสามารถหลีกเลี่ยงไม่ให้หนานฉีมาลงมือทาอันตรายอะไร ต่อสกุลโม่ได้
เฟ่ยหนานอวี่หัวเราะออกมา “ฮ่า ๆ …ข้าก็หวังเช่นนั้น!”
เรื่องแบบนี้โม่จิ่วเยี่ยเองก็ไม่อยากเข้าไปยุ่งเกี่ยวมากนัก เขา มองดูท้องฟ้ าด้านนอก
“ดึกมากแล้ว ข้าคงต้องขอตัวก่อน”
เฟ่ ยหนานอวี่เองก็ระมัดระวังเช่นกัน เมื่อเห็นว่าเขาจะจากไป จึง ชี้ไปที่หน้าต่างบานเดิมที่เขาเข้ามาแล้วกล่าวว่า “ท่านออกไปทางนี้ เถอะ พวกองครักษที่อยู่ข้างนอกมีคนที่หนานฉีส่งมาเพื่อจับตาดูข้า อย่าให้พวกเขาพบเจอท่านได้”
โม่จิ่วเยี่ยพยักหน้า “ได้ คืนวันพรุ่งนี้ ข้าจะมาหาท่านที่นี่อีก”
กล่าวจบ เขาก็พุ่งตัวออกจากหน้าต่างไปอย่างเงียบเชียบราวกับ ภูตผี ออกจากจวนตระกูลเฟ่ยโดยไม่ให้ผู้ใดรู ้เห็น
เมื่อกลับมาถึงที่พักของชาวหนานเจียง พี่ห้ากับพี่หกก็กาลังรอ คอยเขาด้วยความกระวนกระวาย
หลังได้ยินเสียง พวกเขาจึงเอ่ยถามพร ้อมกัน “น้องเก้าใช่ หรือไม่”
โม่จิ่วเยี่ยรู ้ดีว่าพี่ชายทั้งสองเป็ นห่วง และกังวลถึงผลลัพธ ์
“เป็ นข้าเอง พี่ห้า พี่หก พวกเรารีบเข้าไปคุยกันข้างในเถอะ”
เมื่อเข้ามาในห้องแล้ว โม่จิ่วเยี่ยยังไม่ทันได้เปลี่ยนชุดคลุมออก ก็รีบบอกเล่าเรื่องราวที่ตกลงกันไว้กับเฟ่ ยหนานอวี่ในคืนนี้ให้พี่ชาย ทั้งสองฟัง
ได้ยินว่าสามารถติดตามเฟ่ ยหนานอวี่แฝงตัวเข้าจวนอ๋องเก้าใน งานเลี้ยงวันเกิดของอ๋องเก้าได้ พี่ห้ากับพี่หกต่างก็แย่งกันอาสาเป็ น คนเสี่ยง
“น้องเก้า ให้พี่ห้าคนนี้ไปเถอะ”
“น้องเก้า ให้ข้าพี่หกไปเถอะ”
โม่จิ่วเยี่ยส่ายหน้า “ไม่ ข้าต้องไปเอง”
เพื่อจะโน้มน้าวเหล่าพี่ชาย โม่จิ่วเยี่ยอธิบายต่อ “ตอนนี้ยืนยันได้ แล้วว่าปรมาจารย์ซือเหมิงอยู่ที่จวนอ๋องเก้า กุญแจสาคัญในการจับ เขาได้ก็คือเหยี่ยวปีกทอง เหยี่ยวปีกทองยอมรับข้าเป็ นเจ้านายแล้ว ข้าสามารถสั่งให้มันพาไปหาปรมาจารย์ซือเหมิงได้ นอกจากนี้ ข้ายัง สงสัยว่าอ๋องเก้าอาจเป็ นลูกไก่ในก ามือของปรมาจารย์ซือเหมิง เช่นเดียวกับหนานรุ่ย เชื้อพระวงศ์ที่มีสายเลือดพิเศษ ยากจะถูกพิษ หนอนกู่ทาอันตราย แต่ก็ยากที่จะรับประกันได้ว่าปรมาจารย์ซือเหมิง จะไม่ลงมือกับคนส าคัญรอบตัวพวกเขา ข้าได้เรียนรู ้วิธีการแก้พิษ หนอนกู่จากหร่านหร่านมาบ้าง นางยังเตรียมยาแก้พิษให้ข้าด้วย หากจ าเป็ น ข้าก็สามารถช่วยเหลือคนได้”
“แต่…ปรมาจารย์ซือเหมิงอันตรายเกินไป พวกข้าไม่อยากให้เจ้า ไปเสี่ยงอันตรายเพียงลาพัง” พี่ห้าเอ่ยอย่างไม่สบอารมณ์
โม่จิ่วเยี่ยรู ้ดีว่า การพาพี่ชายทั้งสองมาเมืองหลวงด้วยนั้นก็ เพื่อที่จะได้คอยช่วยเหลือกันและกัน
ตัวเขาเองก็ไม่ใช่คนชอบทาอะไรเกินตัว หากมีโอกาสให้พี่น้อง ร่วมมือกันได้ เขาก็ไม่ปฏิเสธ
“พรุ่งนี้พวกเราจะออกไปสารวจดูลักษณะโดยรอบจวนอ๋องเก้า อีกครั้ง ครั้นถึงเวลานั้น ข้าจะติดตามเฟ่ยหนานอวี่เข้าไปในจวน ส่วน พวกท่านก็รออยู่ข้างนอก หากได้จังหวะพวกเราก็จะพาตัวปรมาจารย์ ซือเหมิงออกมาด้วยกัน”
เมื่อน้องเก้าพูดเช่นนี้ พี่ห้ากับพี่หกก็ไม่อาจคัดค้านได้อีก เพราะ สิ่งที่น้องเก้าเรียนรู ้มา พวกเขาย่อมไม่สามารถเทียบเคียงได้
“เช่นนั้นพรุ่งนี้พวกเรามาปรึกษาหารือกันให้ถี่ถ้วนเถอะ”
รุ่งเช ้า ทั้งสองต่างถูกโม่จิ่วเยี่ยปลอมแปลงโฉม จนไม่อาจ สังเกตเห็นใบหน้าที่แท้จริงได้ จากนั้นก็ออกจากเรือนไป
สามพี่น้องเดินวนเวียนอยู่หน้าจวนอ๋องเก้าอยู่นานโข จนในที่สุด ก็ตกลงกันว่าพี่ห้ากับพี่หกจะแยกย้ายกันไปยังที่สองแห่ง
แม้จะเป็ นคนละที่ แต่ก็สามารถมองเห็นกันได้ หากเกิด เหตุการณ์อะไรขึ้น ทั้งคู่ก็สามารถมาสมทบกันได้อย่างรวดเร็ว
ตาแหน่งที่โม่จิ่วเยี่ยจะออกจากจวนก็เช่นกัน พี่ชายทั้งสอง สามารถมองเห็นเขาได้
สามพี่น้องให้ความสาคัญกับเรื่องนี้เป็ นอย่างมาก แม้จะกลับไปที่ เรือนพักแล้วยังคงปรึกษาหารือกันต่อ พยายามท าให้ทุกอย่างเป็ นไป อย่างราบรื่นที่สุด
……
และแล้วก็มาถึงเวลาที่นัดหมายไว้กับเฟ่ ยหนานอวี่ โม่จิ่วเยี่ย เปลี่ยนเป็ นชุดดาอีกครั้ง ก่อนจะไปปรากฏตัวในห้องหนังสือของอีก ฝ่าย
ขณะเดียวกัน เหยี่ยวปีกทองตัวนั้นก็อยู่บนหลังคาห้องหนังสือ รอรับฟังคาสั่งของเจ้าของอยู่ตลอดเวลา