ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 384 ชั่วช้าเกินไปแล้ว
อย่างไรก็ตาม กู่แม่ที่ควบคุมบิดาอยู่ในมือของโม่จิ่วเยี่ยแล้ว
ตราบใดที่กู่แม่ยังมีชีวิต กู่ลูกในร่างก็จะไม่เป็นอันตรายต่อชีวิตของ
เขา
รอให้บิดาฟื้นพละก าลังมาได้บ้าง แล้วค่อยผ่าตัดน าหนอนกู่
ออกมาก็สามารถท าได้
ทว่าโม่จิ่วเยี่ยยังมีปัญหาที่กังวลใจอยู่
นั่นคือ ตราบใดที่กู่หุ่นเชิดในร่างกายของบิดายังไม่ถูกก าจัด
เขาก็จะไม่มีสติสัมปชัญญะเป็นของตนเอง
จะยังคงท าสิ่งที่เคยท าระหว่างถูกควบคุมต่อไป
พี่น้องคนอื่นไม่เข้าใจความคิดของโม่จิ่วเยี่ย พอพวกเขาเห็นว่า
อาการของบิดาดีขึ้น จึงพากันลุกขึ้นไปตรวจสอบสภาพภายใน
สุสานทั้งหมด
นอกจากโลงศพกับโม่ฉิงที่ยังมีชีวิตอยู่แล้ว ยังเห็นซากสัตว์
กระจัดกระจายอยู่บนพื้น
จากสิ่งนี้สามารถยืนยันได้ว่าท่านพ่อของพวกเขามีชีวิตรอดมา
ได้ด้วยการกินสิ่งเหล่านี้
และดูจากอาการของเขา น่าจะถูกปรมาจารย์ซือเหมิงควบคุมให้
อยู่เฝ้าที่นี่
ด้วยเหตุนี้ เหล่าพี่น้องจึงสรุปว่าซากสัตว์พวกนี้เป็นอาหารที่บิดา
กินจริง ๆ แต่ไม่ใช่สิ่งที่เขาออกไปล่ามาเอง
ดังนั้น จุดประสงค์ที่พี่ใหญ่และพี่รองอยู่ที่นี่จึงชัดเจนแล้ว
ปรมาจารย์ซือเหมิงวางแผนได้ดีจริง ๆ เขาให้โม่ฉิงอยู่เฝ้าศพ
ส่วนพี่ใหญ่และพี่รองรับผิดชอบออกไปล่าสัตว์มาเป็นอาหารให้เขา
เพื่อรับประกันว่าพวกเขาพ่อลูกจะสามารถอยู่รอดมาได้จนถึงวันนี้
ส่วนโลงศพตรงกลางนั้น ไม่ต้องสงสัยเลยว่าเป็นขององค์หญิง
ใหญ่หยวนเหมิงแห่งหนานเจียงแน่นอน
เมื่อสังเกตอย่างละเอียดอีกครั้ง รอบโลงศพมีป้ายชื่อสิบอัน สลัก
ชื่อของบุรุษทุกคนในสกุลโม่เอาไว้
ไม่เพียงเท่านั้น บนแผ่นป้ายยังบันทึกเวลาเอาไว้ด้วย เป็นวันที่
พวกเขาตาย
แต่วันที่นี้ช่างแปลกประหลาด พวกมันเป็นวันที่เจ็ดเดือนเจ็ดของ
ปีนี้
ตอนนี้ยังเป็นปลายเดือนห้า หมายความว่ายังเหลือเวลาอีกหนึ่ง
เดือนกว่าจะถึงวันที่เจ็ดเดือนเจ็ด
คนยังมีชีวิตอยู่ แต่กลับท าแผ่นป้ายของพวกเขาเสร็จแล้ว อีกทั้ง
ยังเขียนเวลาที่เสียชีวิตเอาไว้ด้วย
นี่เพียงพอจะพิสูจน์ได้ว่า แผนการของปรมาจารย์ซือเหมิงคือ
การจับตัวบุรุษสกุลโม่ทุกคน และสังหารพวกเขาในวันที่เจ็ดเดือนเจ็ด
ของปีนี้ เพื่อแก้แค้นให้กับหยวนเหมิง
เหล่าพี่น้องโกรธแค้นจนโยนป้ายวิญญาณทั้งหมดลงในอ่างทอง
แดง พี่หกจุดไฟเผาทันที่ พลางกล่าวด้วยความโกรธเคืองว่า “ซือเห
มิง เจ้าปีศาจเฒ่า ชั่วช้าเกินไปแล้ว!”
แม้คนอื่นจะไม่ได้พูดอะไร แต่ความโกรธแค้นในใจก็ไม่ได้น้อย
ไปกว่าโม่จิ่นเหนียน
โม่จิ่วเยี่ยมองป้ายวิญญาณที่ก าลังลุกไหม้ในอ่างทองแดง เขา
ผุดลุกขึ้นด้วยความโมโห ใช้มีดงัดมุมฝาโลงศพออกเล็กน้อย
จากนั้นก็ออกแรงเปิดโลงศพออก
ข้างในไม่มีศพของหยวนเหมิง มีเพียงชุดฝ่ายในที่ดูหรูหรา
อลังการ
ด้านข้างของโลงศพ มีป้ายวิญญาณขนาดใหญ่ตั้งอยู่ บนนั้น
สลักไว้อย่างชัดเจนว่า ‘ป้ายวิญญาณของภรรยาที่รัก หยวนเหมิง!’
โม่จิ่วเยี่ยหยิบป้ายวิญญาณขึ้นมาอย่างไม่ใส่ใจ แล้วบีบมันจน
แหลกละเอียดในครั้งเดียว จากนั้นก็ดึงชุดฝ่ายในที่อยู่ข้างในออกมา
โยนลงใส่อ่างทองแดง
ไฟในอ่างยังไม่ดับสนิท เมื่อเจอกับชุดฝ่ายในที่ติดไฟง่ายก็ลุก
โชนขึ้นมาอีกครั้ง
ตอนนั้นเอง ยากระตุ้นหัวใจที่อยู่ในร่างของโม่ฉิงก็น่าจะออกฤทธิ์
แล้ว เขาเริ่มเคลื่อนไหวเล็กน้อย ทว่าดูเชื่องช้าเท่านั้น
เห็นเพียงมือของโม่ฉิงเอื้อมไปด้านข้าง หยิบกระดาษเงินกระดาษ
ทองขึ้นมาอย่างคล่องแคล่ว แล้วเตรียมจะโยนลงในอ่างทองแดง
พี่ใหญ่เห็นดังนั้นจึงกอดเขาไว้ ดวงตาแดงก ่า
“ท่านพ่อ นางเป็นศัตรูที่ท าร้ายสกุลโม่ของพวกเรา พวกเราไม่
ควรปฏิบัติต่อนางเช่นนี้”
อย่างไรก็ตาม โม่ฉิงไม่มีปฏิกิริยาตอบสนองใด ๆ เขายังคงท าท่า
จะเผากระดาษเงินกระดาษทองต่อ
โม่จิ่วเยี่ยรู้ดีว่าบิดาเป็นเช่นนี้เพราะมีกู่หุ่นเชิดคอยควบคุม ท าให้
เขาไม่เป็นตัวของตัวเอง
ขณะที่พวกพี่ชายก าลังพยายามเกลี้ยกล่อม เขาก็ก้าวเข้าไป
กอดบิดาจากด้านหลัง
โม่ฉิงที่เดิมก็ไม่มีเรี่ยวแรงอยู่แล้ว พอถูกโม่จิ่วเยี่ยกอดไว้ก็เสีย
ความสามารถในการเคลื่อนไหว
เขาหยุดเคลื่อนไหว สายตาเหม่อลอย ปล่อยให้โม่จิ่วเยี่ยโอบ
กอดเอาไว้
โม่จิ่วเยี่ยเห็นว่าตนเองสามารถควบคุมบิดาได้ส าเร็จ จึงตั้งใจจะ
พาเขาออกจากตรงจุดนั้น
ใครจะรู้ว่า แม้จะอุ้มคนขึ้นมา แต่บิดายังคงรักษาท่าทางการ
คุกเข่า ขาทั้งสองข้างงอและไม่สามารถเหยียดออกได้เลย
พาลให้คนที่เห็นต่างรู้สึกราวกับว่าโม่จิ่วเยี่ยก าลังอุ้มศพอยู่
ยามนี้พี่น้องทุกคนเริ่มรู้สึกร้อนใจขึ้นมา
“ท่านพ่อ เกิดอะไรขึ้นกับขาของท่าน” เสียงของพี่หกสั่นเครือ
น่าเสียดายที่ไม่ว่าพวกเขาจะดูร้อนรนแค่ไหน โม่ฉิงก็ไม่มี
ปฏิกิริยาอะไรเลย เอาแต่จ้องมองไปข้างหน้าด้วยสายตาเหม่อลอย
หากไม่ใช่เพราะโม่จิ่วเยี่ยคอยควบคุมมือทั้งสองข้างไว้ เขาก็คงจะ
ท าท่าเผากระดาษเงินกระดาษทองอยู่
“น้องเก้า ขาของท่านพ่อเป็นอะไรกันแน่” พี่รองคาดเดาเหตุผลที่
เป็นไปได้ไว้แล้ว แต่เขาก็ยังไม่อยากเชื่อและถามออกมา
โม่จิ่วเยี่ยก็สรุปได้เช่นเดียวกันว่า ขาของบิดาเขาไม่อาจเหยียด
ตรงได้เพราะการคุกเข่ามานาน
สถานการณ์เช่นนี้ เขาไม่มีวิธีแก้ไขทั้งสิ้น ยิ่งไม่กล้าเหยียดขา
ของท่านพ่อออกโดยไม่ระมัดระวัง ได้แต่พาบิดากลับไปหมู่บ้านซีหลิ่ง
ให้ภรรยาคิดหาวิธีแก้
“พาท่านพ่อออกไปจากที่นี่ก่อน แล้วค่อยวางแผนต่อไป” โม่จิ่ว
เยี่ยพูดด้วยน ้าเสียงที่ดูสงบ แต่ความจริงแล้วในใจเขาก าลังสับสน
วุ่นวาย
แม้ว่าบิดาจะฟื้นคืนสติแล้ว แต่ตอนที่เขาอุ้มอีกฝ่ายอยู่นั้น ก็รู้สึก
ได้ว่าลมหายใจแห่งชีวิตของบิดาอ่อนแรงมาก
เขาไม่กล้ารับประกันว่าเมื่อพาท่านพ่อออกจากที่นี่แล้ว จะยังมี
ชีวิตรอดต่อไปได้หรือไม่
ความคิดเช่นนี้เขาไม่กล้าพูดออกมา อีกทั้งในใจก็ไม่อยาก
เผชิญหน้ากับความจริงเช่นนี้ด้วย
ในสถานการณ์ตอนนี้ การพาบิดาออกจากสถานที่อัปมงคล
ก่อนเป็นทางเลือกที่ถูกต้อง
พี่หกเข้ามาใกล้โม่จิ่วเยี่ย
“น้องเก้า เจ้าอย่าเพิ่งรีบร้อน ข้าจะลองใช้วิชาตัวเบาขึ้นไปดูว่ามี
ปัญหาอะไรหรือไม่”
เรื่องนี้โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้คัดค้าน พวกเขาพี่น้องตรวจสอบสุสานทั้ง
หมดแล้ว นอกจากด้านบนของหนองน ้า ก็ไม่มีทางเข้าออกทางอื่น
อีกเลย
ดังนั้น หากพวกเขาต้องการออกจากที่นี่ ก็ต้องย้อนกลับไปตาม
เส้นทางเดิมที่มาเท่านั้น
“ได้ พี่หกระวังตัวด้วย”
โม่จิ่วเยี่ยเอ่ยจบ พี่หกก็ใช้วิชาตัวเบาทะยานขึ้นไป
เนื่องจากพื้นที่ในนี้ค่อนข้างกว้างและว่างเปล่า พี่หกจึงต้องอาศัย
ก าแพงโดยรอบเป็นจุดยันตัว
หากคนที่ไม่มีวิชายุทธ์เผลอเข้ามาที่นี่ การจะออกไปได้คง
ยากเย็นแสนเข็ญนัก
โชคดีที่บรรดาลูกหลานสกุลโม่ล้วนเป็นยอดฝีมือด้านวรยุทธ์
การออกไปจากที่นี่ไม่เพียงไม่ใช่เรื่องยาก แต่ยังง่ายดายราวกับพลิก
ฝ่ามือ
พี่หกโผล่ศีรษะขึ้นมาจากหนองน ้า ปรากฏตัวอีกครั้งตรง
ต าแหน่งเดิมก่อนที่จะเข้าไป
เขาส ารวจรอบ ๆ อย่างละเอียด เมื่อเห็นว่าไม่มีสิ่งผิดปกติจึง
กระโดดลงไปอีกครั้ง
การไปและกลับมาครั้งนี้ กล่าวได้ว่าใช้เวลาเพียงชั่วพริบตา
เท่านั้น
โม่จิ่วเยี่ยเห็นเขาปรากฏตัวอีกหน จึงถามว่า “พี่หก สถานการณ์
เป็นอย่างไรบ้าง?”
“ไม่มีปัญหาอะไร แค่ใช้วิชาตัวเบาปีนขึ้นไปก็พอ จะกลับไปยัง
จุดที่เราอยู่ก่อนจะเข้ามา”
ยามนี้ พวกเขาพี่น้องต่างรู้สึกมั่นใจ และวางแผนจะพาบิดาออก
จากที่นี่ทันที่
ขณะเดียวกัน พี่หกก็เดินเข้ามาหาโม่จิ่วเยี่ย
“น้องเก้า ให้ข้าดูแลท่านพ่อเถอะ เมื่อครู่ข้าขึ้นไปครั้งหนึ่งแล้ว
พอจะมีประสบการณ์บ้าง ดังนั้นมันคงจะง่ายส าหรับข้า”
บทที่ 385 เจ้าจะลองถอนหนอนพิษให้ท่านพ่อก่อนหรือไม่?
โม่จิ่วเยี่ยไม่ปฏิเสธ วิชาตัวเบาของพี่หกไม่ได้ด้อยไปกว่าตนเอง
เลย อีกอย่างเขายังมีเรื่องอื่นที่ต้องจัดการ
เมื่อเห็นพี่ชายทั้งสามคนใช้วิชาตัวเบาพาบิดาขึ้นไปแล้ว โม่จิ่ว
เยี่ยก็ฉีกชายเสื้อ จากนั้นกระโดดขึ้นไปเก็บไข่มุกราตรีที่แขวนอยู่ใน
สุสานทั้งหมด
นิสัยดีแบบนี้เขาเรียนรู้มาจากภรรยา เมื่อเจอของมีค่า
โดยเฉพาะของของศัตรู จะต้องไม่เหลือทิ้งไว้ให้อีกฝ่ายเด็ดขาด
แม้ว่าโม่จิ่วเยี่ยจะไม่มีพื้นที่มิติที่ทรงพลังเหมือนภรรยา แต่การ
น าไข่มุกราตรีไปเพียงไม่กี่ลูกก็ไม่ใช่เรื่องยากอะไร
ไข่มุกราตรีถูกห่อเอาไว้ แต่ก็ยังไม่อาจบดบังแสงสว่างของมันได้
แม้ว่าภายในสุสานจะมืดลง แต่ก็ไม่ได้ส่งผลกระทบต่อการ
มองเห็นของโม่จิ่วเยี่ย
เขากวาดตาส ารวจสถานที่อีกครั้ง แล้วน ากระดาษเงินกระดาษ
ทองจ านวนมากที่เก็บไว้มาโปรยไปทั่วสุสาน จังหวะที่ใช้วิชาตัวเบา
ตัวกระโดดขึ้นไป ชายหนุ่มก็โยนไม้ขีดไฟลงไป
กระดาษเงินกระดาษทองเมื่อสัมผัสกับไฟก็ลุกไหม้ขึ้นทันที่ โม่จิ่ว
เยี่ยรีบออกจากที่นี่
ไม่ต้องถามก็รู้ว่าที่นี่คือสถานที่ที่จิ้งจอกเฒ่าซือเหมิงให้
ความส าคัญที่สุด เขาจ าเป็นต้องท าลายมัน เพื่อให้ปรมาจารย์ซือเห
มิงตายอย่างสงบไม่ได้
เมื่อโม่จิ่วเยี่ยปรากฏตัวบนพื้นดิน เหล่าพี่ชายได้ให้บิดานอนลง
บนพื้นข้าง ๆ แล้ว
ด้วยแสงสว่างจากไข่มุกราตรีเจ็ดเม็ดที่ถูกห่อไว้ เขาจึงมองเห็น
ว่าบิดายังคงอยู่ในท่าคุกเข่า
ขณะเดียวกัน มือขวาของบิดายังคงท าท่าหยิบและเผากระดาษ
ซ ้าไปซ ้ามา
หนทางเดียวที่จะเปลี่ยนแปลงสถานการณ์นี้ได้คือการถอน
หนอนพิษกู่ให้เขา
จากสภาพที่อ่อนแอของบิดาในยามนี้ การจะดึงหนอนกู่ออกมา
ให้ส าเร็จนั้น โม่จิ่วเยี่ยไม่มั่นใจว่าจะท าได้เลยส าเร็จ
อย่างไรก็ตาม การปล่อยให้ท่านพ่อท าเช่นนี้ต่อไปย่อมไม่ใช่
ทางออก
พี่หกได้เห็นกับตาแล้วว่าโม่จิ่วเยี่ยสามารถถอนกู่พิษให้พี่ใหญ่
และพี่รอง เขาจึงเชื่อว่าน้องชายจะต้องถอนหนอนกู่ออกจากร่างของ
บิดาได้ส าเร็จ
“น้องเก้า เจ้าจะลองถอนหนอนพิษให้ท่านพ่อก่อนหรือไม่?”
โม่จิ่วเยี่ยลังเลอยู่ตลอดเวลา เพราะเขาไม่มีความมั่นใจ แต่เขาก็
ไม่อยากเห็นบิดาท าร้ายตัวเองเช่นนี้
เขาไม่ได้ตอบค าถามของพี่หกตรง ๆ แต่กลับพูดว่า “พวกเราพา
ท่านพ่อกลับถ ้าก่อนเถอะ ถือโอกาสนี้ดูอาการของพี่สามด้วย ที่นี่มี
สัตว์ป่ามากมาย โดยเฉพาะยามกลางคืน พวกหมาป่าอาจออกมาหา
อาหารได้ทุกเมื่อ”
พวกพี่สามเคลื่อนไหวล าบาก หากเจออันตรายเข้าคงไม่ใช่เรื่อง
ดี
บรรดาพี่น้องพยักหน้าเข้าใจกัน แล้วอุ้มโม่ฉิงมุ่งหน้าไปยังถ ้า
อย่างรวดเร็ว
เมื่อห่างจากถ ้าประมาณสองลี้ พวกเขาพี่น้องก็ได้ยินเสียงหมา
ป่าเห่าหอน
“ไม่ดีแล้ว พี่สามก าลังตกอยู่ในอันตราย”
พี่หกพูดพลางรวบรวมก าลังภายในอีกครั้ง เร่งใช้วิชาตัวเบาสุด
ความสามารถ รีบมุ่งหน้าไปยังถ ้า
พี่น้องคนอื่นเองก็ตระหนักว่ามีบางอย่างผิดปกติ จึงติดตามโม่
จิ่นเหนียนไปอย่างใกล้ชิด
เมื่อพวกเขาปรากฏตัวบนลานโล่งหน้าถ ้า สิ่งที่เห็นคือหมาป่าหิว
โซสิบกว่าตัวก าลังเห่าหอนใส่ปากถ ้า
ในยามค ่าคืนอันมืดมิด แสงสีเขียวกะพริบวิบวับราวกับหิ่งห้อย
นั่นคือดวงตาที่เปล่งประกายดุร้ายของหมาป่า
โม่จิ่วเยี่ยและพี่หกยกแขนขึ้นพร้อมกัน ลูกธนูจากหน้าไม้ขนาด
เล็กพุ่งไปยังหมาป่าที่หิวโหย
พริบตานั้นหมาป่าตรงหน้าก็ล้มลงเป็นแถบ เมื่อได้ยินเสียงร้อง
ของหมาป่าจ่าฝูง หมาป่าที่เหลือพลันวิ่งหนีไปในหุบเขา
หลังอันตรายผ่านพ้นไปแล้ว พวกเขาพี่น้องรีบพาโม่ฉิงเข้าไปใน
ถ ้า
เห็นเพียงพี่สามกับพวกเหลียงห่าวต่างถือคบเพลิงที่ใกล้จะไหม้
หมด พยายามเหวี่ยงไปมาสุดก าลัง
จากสภาพของพวกเขา ชัดเจนว่าอาการอ่อนแรงยังไม่ได้หายไป
มิฉะนั้นตอนเผชิญหน้ากับฝูงหมาป่า พวกเขาคงไม่ดูอ่อนแอถึงเพียง
นี้
เมื่อเห็นพี่น้องของตนกลับมา พี่สามก็ถอนหายใจด้วยความโล่
งอก ขณะเดียวกันก็รู้สึกว่าคบเพลิงในมือหนักราวพันชั่ง
หากไม่ใช่เพราะกลัวว่าเขาจะเผลอท าคบเพลิงตกลงบนพื้นและ
ท าให้เกิดไฟไหม้ บางทีตอนนี้เขาคงปล่อยมันไปแล้ว
โม่จิ่วเยี่ยเห็นว่ามือของพวกเขาที่ถือคบเพลิงไม่มีแรงเหลืออยู่
แล้ว จึงรีบเข้าไปรับคบเพลิงจากมือของพี่สามและซ่งเชาที่อยู่ใกล้
ที่สุด
โม่จิ่นเหนียนก็เข้าไปรับคบเพลิงจากมือเหลียงห่าวและคนอื่น
เช่นกัน
โม่จิ่วเยี่ยถามด้วยความเป็นห่วง “พี่สาม พวกท่านไม่เป็นไรใช่
หรือไม่”
พี่สามยิ้มขมขื่นพลางส่ายหน้า “พวกเรายังสบายดี โชคดีที่พวก
เจ้ากลับมาทันเวลา”
พูดจบ เขาก็มองไปทางปากถ ้า เห็นพี่รองอุ้มคนผู้หนึ่งไว้ในอ้อม
แขน
สามพี่เบิกตากว้าง “นี่คือ?”
“สามพี่ นี่คือท่านพ่อ ในที่สุดพวกเราก็พบท่านแล้ว”
เมื่อได้ยินว่าเป็นบิดา พี่สามก็อยากลุกขึ้นไปดูโดย
สัญชาตญาณ
แต่น่าเสียดาย แม้ว่าเขาจะรู้สึกดีขึ้นมากกว่าตอนที่เพิ่งฟื้น แต่
ขาก็ยังไม่สามารถรับน ้าหนักของร่างกายได้
เขายืนขึ้นไม่ได้และเซมาอยู่ตรงหน้าโม่จิ่วเยี่ย
โม่จิ่วเยี่ยรีบเข้าไปประคองเขาไว้
“พี่สาม อย่าเพิ่งร้อนใจ ท่านพ่อยังไม่ได้ถอนหนอนพิษ เขายังไม่
มีสติรู้ตัว”
พี่รองที่อุ้มบิดาไว้ ค่อย ๆ วางคนลงข้างกายโม่อวิ๋นเฟิง
“อวิ๋นเฟิง สภาพของท่านพ่อไม่ค่อยดีนัก” น ้าเสียงของพี่รองแฝง
ไปด้วยความเศร้าที่ยากจะปิดบัง
โม่อวิ๋นเฟิงก าลังมองบิดาอย่างละเอียด เขารู้สึกไม่อยากจะเชื่อว่า
ชายชราร่างผอมแห้งตรงหน้านี้จะเป็นบิดาของตน
ในความทรงจ าของเขา ท่านพ่อร่างกายสูงใหญ่และน่าเกรงขาม
แต่ชายชราตรงหน้านี้ ไม่มีเค้าโครงของท่านพ่อในอดีตเหลืออยู่เลย
เขายื่นมือสั่นเทาออกไป พยายามสัมผัสบิดา แต่ใครจะรู้ว่าจู่ ๆ ก็
ถูกการเคลื่อนไหวของโม่ฉิงท าให้สะดุ้งตกใจ
ที่แท้โม่ฉิงก าลังท าท่าเหมือนเมื่อครู่ มือขวายื่นไปหยิบกระดาษ
เงินกระดาษทองข้าง ๆ แต่บังเอิญไปจับแขนของโม่อวิ๋นเฟิงเข้า เดิมที
โม่อวิ๋นเฟิงก็ไม่มีแรงอยู่แล้ว พอถูกโม่ฉิงจับแขนไว้ คนเป็นพ่อก็ดึง
มือลูกชายมา ท าท่าจะส่งกระดาษเงินกระดาษทองเข้าไปในอ่างทอง
แดง
พี่รองเห็นอย่างนั้น จึงจ าใจเดินเข้าไปแกะมือของท่านพ่อที่ก าลัง
จับแขนโม่อวิ๋นเฟิงออก
โม่อวิ๋นเฟิงมีสีหน้างุนงง
“พี่รอง ท่านพ่อก าลังท าอะไรอยู่?”
ค าถามนี้ไม่ได้มีเพียงพี่รองที่ไม่อยากตอบ แม้แต่พี่น้องคนอื่นที่รู้
เรื่องก็ไม่อยากพูดเช่นกัน
นี่อาจกล่าวได้ว่ามันคือความอัปยศครั้งใหญ่ที่สุดในชีวิตของ
ท่านพ่อ
ขณะเดียวกัน พี่หกก็มองไปทางโม่จิ่วเยี่ยด้วยดวงตาสีแดงก ่า
“น้องเก้า ถอนหนอนพิษให้ท่านพ่อตอนนี้เลยดีหรือไม่?”
เมื่อครู่ตอนช่วยพี่ใหญ่กับพี่รองถอนหนอนพิษ เขามีส่วนช่วยลง
มือทั้งหมด เขาเชื่อว่าด้วยความสามารถของน้องเก้า จะต้องน า
หนอนกู่ในร่างของบิดาออกมาได้ส าเร็จแน่
ด้วยวิธีนี้ ท่านพ่อก็จะไม่ต้องทนทุกข์ทรมานจากความอัปยศนี้
อีกต่อไป
โม่จิ่วเยี่ยครุ่นคิดอยู่สักพัก จนในที่สุดก็ตัดสินใจ
“ได้ ข้าจะลองดู”
ขณะเอ่ย โม่จิ่วเยี่ยก็หยิบไข่มุกราตรีทั้งเจ็ดเม็ดที่ห่อไว้ใน
ชายเสื้อออกมาทั้งหมด
ทันใดนั้น ภายในถ ้าก็สว่างเจิดจ้าราวกับกลางวัน
เพื่อยืนยันต าแหน่งของหนอนกู่ในร่างของบิดา โม่จิ่วเยี่ยจึงน ากู่
คู่กายของปรมาจารย์ซือเหมิงออกมา
พี่หกเดินเข้ามาอย่างเงียบ ๆ และถอด ‘เสื้อผ้า’ ที่เป็นเพียงผ้า
ไม่กี่ชิ้นซึ่งปกปิดร่างกายส่วนบนของบิดาออก เผยให้เห็นร่างกาย
ท่อนบนที่ซูบผอมราวกับกิ่งไม้แห้ง
โม่จิ่วเยี่ยเขย่าขวดกระเบื้องเบา ๆ พลางสังเกตแขนของบิดาไป
ด้วย
ทว่าผลลัพธ์ที่ได้กลับท าให้เขารู้สึกงุนงงนัก