ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 536 ข้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 536 ข้ารู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่ง
ไม่ว่าจะด้วยจุดประสงค์ใด หนานอวี่ก็ต้องการท าบางสิ่งบางอย่าง
เพื่อโม่จิ่วเยี่ยจากใจจริง
แม้ว่าการปล่อยให้เขาไปแก้แค้นศัตรูด้วยตัวเองจะเป็นเรื่อง
ยุ่งยาก แต่เขาก็ต้องท าให้ได้
“หากเป็นเช่นนั้น ข้าต้องขอบคุณองค์ชายสามแล้ว”
โม่จิ่วเยี่ยเคยมีต าแหน่งสูง จึงรู้ดีว่าสิ่งที่เขาขอไม่ใช่เรื่องง่าย แต่
หนานอวี่ก็ตอบตกลงโดยไม่ลังเล เขาจึงกล่าวขอบคุณด้วยความ
จริงใจ
ตอนนี้หนานอวี่มีเป้าหมายเพียงอย่างเดียว จึงไม่จ าเป็นต้องให้
โม่จิ่วเยี่ยสุภาพเช่นนั้น ไม่เพียงเท่านั้น เขายังรับรองอีกว่า
“คุณชายเก้าวางใจได้ สิ่งที่ข้าสัญญาไว้ย่อมต้องท าให้ส าเร็จแน่
อีกทั้งข้าจะรีบด าเนินการโดยเร็ว ไม่ให้รบกวนเวลาที่พวกท่านต้องรีบ
กลับซีเป่ย นอกจากนี้ หากวันหนึ่งข้าได้ขึ้นครองอ านาจ สิ่งแรกที่จะ
ท าคือการล้างมลทินให้กับตระกูลของท่าน”
ส าหรับโม่จิ่วเยี่ยแล้ว การจะได้ลบล้างมลทินหรือไม่นั้นไม่ใช่เรื่อง
ส าคัญอีกต่อไป ตอนนี้ครอบครัวของเขาได้กลับมาอยู่พร้อมหน้า
พร้อมตากันแล้ว หากไม่มีพวกคนชั่วคอยจ้องจะเล่นงาน ชีวิตของ
พวกเขาก็คงจะสุขสบายยิ่งกว่าใคร
อย่างไรก็ตาม เขาไม่อาจปฏิเสธความหวังดีของอีกฝ่ายต่อหน้า
ได้
“หากเป็นเช่นนั้น ข้าก็ขอขอบคุณองค์ชายสามล่วงหน้าเสียเลย”
“สิ่งที่ท่านกับข้าผ่านมาด้วยกันมีมากมายเช่นนี้ ข้าถือว่าท่าน
เป็นสหายที่ดีและคนสนิทไปนานแล้ว การได้ท าอะไรเพื่อท่านบ้าง ข้า
รู้สึกเป็นเกียรติยิ่งนัก”
โม่จิ่วเยี่ยบรรลุจุดประสงค์ในการรอหนานอวี่กลับมาแล้ว
หลังจากทักทายกันสองสามค า เขาก็พาเฮ่อจือหร่านกลับไปยังจวน
เสนาบดี
ในยามนี้ เสนาบดีเฮ่อก็ยังไม่ได้พักผ่อน เวลาไม่ถึงหนึ่งเดือน
เขาได้ผ่านเรื่องราวและเห็นสิ่งต่าง ๆ มากมาย
เมื่อกลับถึงจวนก็นั่งครุ่นคิดอยู่ในห้องหนังสือเพียงล าพัง
ในหัวของเขาก าลังเรียงล าดับเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นของช่วงเวลานี้
ขณะเดียวกันก็ถามตัวเองว่าเบื่อหน่ายกับชีวิตเช่นนี้แล้วหรือยัง
ในที่สุด เสียงในใจเขาก็บอกว่า เขารู้สึกเหนื่อยล้าอยู่บ้าง
หากเหนื่อยล้าแล้วจะท าอย่างไรเล่า?
เขาเปิดจดหมายฉบับนั้นของภรรยาที่บุตรสาวน ามาให้แล้วอ่าน
อีกครั้ง เขายิ่งคิดถึงครอบครัวมากขึ้นโดยไม่รู้ตัว
บุตรสาวถูกเนรเทศไปซีเป่ยพร้อมกับสกุลโม่ ไม่เคยคิดว่าจะมี
โอกาสได้พบหน้ากันอีก
ไม่เพียงเท่านั้น บุตรชายและภรรยาของเขาก็ชอบที่นั่นหลังจาก
ไปอยู่ กระทั่งภรรยาของข้ายังกล่าวในจดหมายว่าไม่ว่าเขาจะเลือก
ไปซีเป่ยเพื่อไปอยู่กับพวกนางแม่ลูกหรือไม่ นางก็ไม่คิดจะกลับมาที่นี่
อีกแล้ว
คิดไปคิดมา เสนาบดีเฮ่อก็รู้สึกว่าครอบครัวส าคัญที่สุด
โดยเฉพาะในจดหมายของภรรยาได้กล่าวว่า บุตรสาวได้คลอด
หลานแฝดชายหญิงที่น่ารักเหลือเกิน
พอนึกถึงหลานชายหลานสาวที่ไม่เคยพบหน้ากันมาก่อน เขาก็
อยากจะอุ้มไว้ในอ้อมกอดทันที่
ดังนั้น หลังโม่จิ่วเยี่ยและเฮ่อจือหร่านมาปรากฏตัวต่อหน้าเขา
ประโยคแรกที่เสนาบดีเฮ่อพูดคือ
“หร่านหร่าน จิ่วเยี่ย พ่อตัดสินใจแล้ว จะยอมตามพวกเจ้าไปใช้
ชีวิตที่ซีเป่ย”
ก่อนที่เฮ่อจือหร่านและโม่จิ่วเยี่ยจะได้เอ่ย เขาก็พูดต่อ “แต่คง
ต้องรอจนกว่าพ่อจะลาออกจากต าแหน่งเสียก่อน”
ตอนนี้เฮ่อจือหร่านรู้สึกดีใจเกินคาด ตามความเข้าใจของนาง
ความจงรักภักดีของบิดาที่มีต่อประเทศชาตินั้นไม่อาจบรรยายเป็น
ค าพูดได้
การที่เขาตัดสินใจเช่นนี้ แสดงให้เห็นว่าเขาได้ตัดสินใจอย่าง
หนักแน่นแล้ว
“ท่านพ่อ พอไปถึงซีเป่ยแล้ว ข้าเชื่อว่าท่านจะไม่มีวันเสียใจ
แน่นอน”
เฮ่อจือหร่านพูดได้เพียงเท่านี้ ชีวิตที่สุขสบายในซีเป่ยนั้นจะ
เข้าใจได้อย่างถ่องแท้ก็ต่อเมื่อได้สัมผัสด้วยตนเองเท่านั้น
เสนาบดีเฮ่อเต็มใจลาออกจากต าแหน่งไม่ใช่เพราะชีวิตที่สุข
สบายในซีเป่ย แต่เป็นเพราะต้องการไปใช้ชีวิตอยู่กับครอบครัว อีก
ทั้งหลังจากเหตุการณ์ครั้งนี้ เขาก็เบื่อหน่ายกับการชิงดีชิงเด่นในราช
ส านักอย่างสิ้นเชิงแล้ว
ตัวเขาเองก็รู้สึกโล่งใจ ในวันที่ขันทีหลิวน าคนมา หากไม่ใช่
เพราะบุตรสาวและลูกเขยอยู่ด้วย เขาคงดื่มยาพิษนั้นลงไปโดยไม่
ลังเล ชีวิตจบสิ้นไปแล้ว
“พ่อตัดสินใจแล้ว ไม่เสียใจภายหลังหรอก”
แม้เสนาบดีเฮ่อจะพูดเช่นนี้ แต่ก็ยังสนใจเรื่องราวในราชส านัก
ตามความเคยชิน
ยิ่งไปกว่านั้น ในช่วงหลายวันที่ผ่านมาเขาได้เผชิญ
ประสบการณ์มากมาย เพียงคิดถึงสิ่งเหล่านี้ แม้จะเป็นยามดึกดื่นก็ไม่
รู้สึกง่วงงุน ดังนั้นเขาจึงเล่าเรื่องที่ได้พบเห็นในวันนี้ให้โม่จิ่วเยี่ย
กับเฮ่อจือหร่านฟัง
เช่นนี้ก็ดี สามีภรรยาโม่จิ่วเยี่ยไม่ได้ถามจากหนานอวี่เกี่ยวกับ
เรื่องราวเหล่านี้ แต่กลับได้รับรู้อย่างละเอียดจากเสนาบดีเฮ่อ
……
จักรพรรดิซุ่นอู่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากเรื่องนี้ เมื่อกลับถึง
ต าหนักบรรทมก็ล้มป่วยลงทันที่
ด้วยความจ าเป็น พระองค์จึงต้องให้หนานอวี่รับหน้าที่ดูแล
ราชการแผ่นดินชั่วคราว
เพื่อช่วยสร้างอ านาจบารมีให้แก่หนานอวี่ เขาสั่งให้เรียกตัวขุน
นางส าคัญหลายคนในราชส านักมา และเปิดเผยตัวตนในฐานะองค์
ชายที่แท้จริงของเขาต่อหน้าผู้คน
เหล่าขุนนางได้ฟังค าพูดของจักรพรรดิซุ่นอู่ก็เข้าใจกระจ่างแจ้ง
ไม่แปลกที่ท าไมองค์ชายหนานฉีถึงได้ถูกจับขัง และคนที่จัดการเรื่อง
นี้กลับเป็นที่ปรึกษาใต้บังคับบัญชาของเขา
ที่แท้แล้ว หนานอวี่ก็คือองค์ชายสามตัวจริง
ไม่แปลกเลยที่องค์จักรพรรดิจะโกรธเคือง หากเป็นพวกเขาที่พบ
เจอกับเรื่องเช่นนี้ อย่าว่าแต่จะจับหนานฉีขังคุก แม้แต่การประหารต่อ
หน้าธารก านัลก็ยังไม่ถือว่าท าเกินไป
สิ่งแรกที่หนานอวี่ท าหลังจากได้รับอ านาจคือจัดงานศพให้พระ
พันปี จากนั้นก็ใช้มาตรการเด็ดขาดในการสอบสวนคนตระกูลเซวี
ยอย่างละเอียด
หลังจากการสอบสวนอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาสามวัน เฟ่ยหนา
นอวี่ก็ได้รวบรวมคดีอาชญากรรมของฝ่ายจักรพรรดินีเสร็จสิ้นในคืน
นั้น และรายงานแก่จักรพรรดิซุ่นอู่ในเช้าวันรุ่งขึ้น
จักรพรรดิซุ่นอู่ได้รับการรักษาจากหมอหลวงแล้ว ร่างกายของ
เขาไม่มีปัญหาใหญ่อีกต่อไป แม้ว่าจะยังไม่สามารถเข้าร่วมการ
ประชุมยามเช้า แต่การอ่านรายงานคดีก็ยังท าได้
เมื่อก่อน เขาไว้วางใจเสนาบดีเซวียอย่าง มักคิดว่าอีกฝ่ายท า
คุณประโยชน์มากมายเพื่อราชวงศ์ต้าซุ่น ความผิดพลาดใหญ่ที่สุด
ของเขาก็คือการร่วมมือกับจักรพรรดินีในการวางแผนแย่งชิงบัลลังก์
ไม่คิดว่าในรายงานคดีที่หนานอวี่น ามาให้นั้นจะมีหลักฐาน
ความผิดมากมายของตระกูลเซวียที่ได้จากการสอบสวน
จักรพรรดิซุ่นอู่มีทายาทน้อยคน ที่แท้ก็เป็นฝีมือของจักรพรรดินี
ทั้งสิ้น
นางจะคิดหาทุกวิถีทางเพื่อท าให้นางสนมในวังหลังที่ตั้งครรภ์
แท้งบุตร
ส่วนเสนาบดีเซวียและบรรดาญาติพี่น้องของเขาก็รับสินบน
ยักยอกเสบียงอาหารที่ชายแดนไว้ ทุจริตการสอบขุนนาง ยักยอกเงิน
ทหาร…
กล่าวได้ว่าตระกูลเซวียทั้งหมดรวมถึงจักรพรรดินี ไม่มีความชั่ว
ใดที่ไม่ได้ท า
ที่ส าคัญ คราวนี้หนานอวี่ยังสอบถามความจริงทั้งหมดเกี่ยวกับ
การใส่ร้ายคนสกุลโม่ออกมาได้ด้วย
ภายใต้การทรมานอย่างหนัก เสนาบดีเซวียได้สารภาพแล้วว่า
สกุลโม่ไม่ได้ทรยศแผ่นดิน ทั้งหมดเป็นแผนการใส่ร้ายที่ตระกูลเซวีย
คิดขึ้นมาเพื่อแย่งชิงอ านาจทางทหารโม่จิ่วเยี่ย จดหมายที่ติดต่อกับ
หนานเจียงนั้นก็เป็นการปลอมแปลงขึ้นมาระหว่างหนานเหิงกับ
จักรพรรดินีแห่งหนานเจียง
ส่วนคนที่สมรู้ร่วมคิดกับหนานเจียงจริง ๆ ก็คือตระกูลเซวียและ
หนานเหิง
ด้วยค าให้การเหล่านี้ สกุลโม่สามารถลบล้างมลทินได้ทั้งหมด
หลังจักรพรรดิซุ่นอู่อ่านรายงานจบก็ขว้างปาหนังสือลงบนโต๊ะ
อย่างแรง รู้สึกโมโหจนเส้นเลือดปูดโปน
“ประกาศราชโองการออกไป! ให้ประหารคนตระกูลเซวียทั้งหมด
ด าเนินการภายในสามวัน ลงโทษถึงญาติพี่น้องเก้าชั่วโคตร”
ขณะเดียวกัน จักรพรรดิซุ่นอู่ก็จมกับความรู้สึกผิด
ไม่มีผู้ใดจะเข้าใจดีไปกว่าจักรพรรดิองค์นี้ว่าบรรดาบุรุษสกุลโม่
สิ้นชีพไปในสนามรบอย่างไรบ้าง ยามนี้เมื่อได้ยินอัครเสนาบดีเซวีย
เล่าถึงเรื่องราวการใส่ร้ายสกุลโม่ด้วยตนเอง เขาก็รู้สึกเสียใจนัก
นับตั้งแต่สกุลโม่ถูกเนรเทศไปซีเป่ย เวลาหนึ่งปีมานี้ สงคราม
ตามแนวชายแดนก็ไม่เคยหยุดนิ่ง เขาเคยเผชิญกับสถานการณ์ที่ไม่
มีใครให้ใช้งานได้เลยมาหลายครั้งแล้ว
จักรพรรดิซุ่นอู่เองก็เคยนึกถึงตอนที่สกุลโม่ยังอยู่หลายครั้ง
เช่นกัน ไม่ว่าจะเป็นหนานเจียงหรือชนเผ่าหมานอี๋ เมื่อคิดถึงความ
กล้าหาญของบุรุษสกุลโม่แล้ว แม้แต่การคิดจะท้าทายต่อต้าซุ่นก็ต้อง
ชั่งใจให้ดีเสียก่อน
บทที่ 537 ถ้าเจ้ามีความสามารถจริง ก็จงสังหารข้าเสียเถิด
ทั้งหมดนี้เป็นความผิดของเขาที่ปกครองอย่างโง่เขลาและไร้
คุณธรรม หลงเชื่อค าใส่ร้ายของตาเฒ่าเซวียจอมเจ้าเล่ห์ จนถึงกับ
ลงโทษขุนนางผู้จงรักภักดีที่ได้สร้างคุณูปการอันยิ่งใหญ่ให้แก่
ราชวงศ์ต้าซุ่น…
“อวี่เอ๋อร์ เราเข้าใจผิดต่อสกุลโม่เสียแล้ว”
“ท่านพ่อก็แค่หลงผิดไปชั่วขณะเท่านั้น” เมื่อเผชิญหน้ากับ
จักรพรรดิซุ่นอู่เช่นนี้ เฟ่ยหนานอวี่จะพูดอะไรได้อีกเล่า?
หากไม่ใช่เพราะเขาได้แสดงความตั้งใจต่อโม่จิ่วเยี่ยหลายครั้ง
แล้ว หวังว่าเขาจะกลับคืนสู่ราชส านัก แต่ก็ถูกอีกฝ่ายปฏิเสธอย่างไม่
ไว้หน้า
แม้ว่าจักรพรรดิซุ่นอู่จะทรงทราบแล้วว่าสกุลโม่ถูกใส่ร้าย เขาก็
ไม่กล้าเอ่ยถึงความคิดที่จะให้สกุลโม่กลับคืนสู่ราชส านักอีก
เพราะเขาสามารถมองออกได้ว่าโม่จิ่วเยี่ยนั้นผิดหวังกับราช
ส านักอย่างสิ้นเชิงแล้ว หากไม่ใช่เพราะจริงใจที่จะเป็นสหายกับเขา
เมื่อเข้าเมืองหลวงแล้ว นางก็คงจะลงมือสังหารศัตรูโดยตรงเลย ไม่มี
ทางช่วยเขาท าอะไรมากมายขนาดนี้
ตอนนี้เขาได้แต่ถอนหายใจในใจ รู้สึกหมดหนทางกับการที่ท่าน
พ่อรู้ตัวช้าเกินไป
หนานอวี่รับค าสั่งแล้วจากไป ภายนอกดูเหมือนไปจัดการเรื่อง
การประหารทั้งตระกูลเซวีย แต่ที่จริงแล้วก าลังหาโอกาสให้โม่จิ่วเยี่ย
ได้ลงมือจัดการศัตรูด้วยตัวเอง
ภายใต้การจัดการของเขา โม่จิ่วเยี่ยก็เข้าไปในคุกที่ขังตระกูลเซ
วียในคืนนั้นเอง
หนานอวี่ได้เตรียมการไว้ล่วงหน้าแล้ว สั่งให้คนน าตัวแกนน า
ส าคัญของตระกูลเซวียและจักรพรรดินีมาไว้ด้วยกันเมื่อโม่จิ่วเยี่ย
มาถึง ที่นั่นมีเพียงอัครเสนาบดีเซวีย เซวียป๋อและจักรพรรดินีเท่านั้น
คนเหล่านี้คือศัตรูที่ยิ่งใหญ่ที่สุดของสกุลโม่ และเป็นชื่อที่เขา
เสนอให้กับหนานอวี่
โม่จิ่วเยี่ยก้าวเท้าอย่างหนักอึ้งเข้าไปในคุก เขารู้ว่าหนานอวี่
จัดการทุกอย่างไว้อย่างเรียบร้อย รอบ ๆ นอกจากเขาและคนตระกูล
เซวียไม่กี่คนแล้ว ก็ไม่มีใครอื่นอีก
ดังนั้น เขาจึงไม่คิดจะปิดบังตัวตนอีกต่อไป และถอดผ้าปิดหน้าสี
ด าออกทันที่
ด้วยแสงสลัวภายในคุก อัครเสนาบดีเซวียและคนอื่น ๆ ต่าง
มองเห็นใบหน้าของผู้มาเยือนอย่างชัดเจน
อัครเสนาบดีเซวียจ้องมองโม่จิ่วเยี่ย ด้วยสีหน้าตกตะลึง ราวกับ
ว่าตนเองก าลังเห็นภาพหลอน
“นี่…เป็นไปไม่ได้…เป็นไปไม่ได้ที่จะเป็นโม่จิ่วเยี่ย…”
เซวียป๋อในตอนนี้ก็ตกใจไม่น้อย เขาดึงแขนของอัครเสนาบดีเซ
วีย “ท่านพ่อ โม่จิ่วเยี่ยอยู่ที่ซีเป่ย เขามีสถานะเป็นนักโทษเนรเทศ
หากไม่มีพระราชโองการ ชั่วชีวิตนี้ก็ไม่สามารถออกจากสถานที่
อัปมงคลนั้นได้
พวกเราคงจะทนทุกข์ทรมานมามากเกินไปในช่วงไม่กี่วันนี้ ถึง
ได้เห็นภาพหลอนว่าโม่จิ่วเยี่ยปรากฏตัวขึ้น”
เมื่อเทียบกับพ่อลูกคู่นี้ จักรพรรดินีกลับดูสงบนิ่งกว่ามาก
“โม่จิ่วเยี่ย เหตุใดเจ้าจึงปรากฏตัวที่นี่ หากเจ้าจากไปเดี๋ยวนี้ ข้า
จะท าเป็นไม่เคยเห็นเจ้า มิฉะนั้น ข้าจะบอกทุกคนว่าเจ้าได้มาถึงเมือง
หลวงแล้ว ท าให้สกุลโม่ของเจ้าต้องรับโทษหนักขึ้นอีก”
โม่จิ่วเยี่ยแค่นเสียงเย็นชา “ข้าเกรงว่าเจ้าคงไม่มีโอกาสได้บอก
ใครอีกแล้ว”
พูดจบ เขาก็หยิบขวดกระเบื้องเล็ก ๆ ออกมาจากอกเสื้อ แล้วเท
ผงสีขาวที่อยู่ข้างในลงบนตัวของคนเหล่านั้น
ผงสีขาวนี้คือผงคันที่เฮ่อจือหร่านคิดค้นขึ้นมา ตระกูลเซวียนั้น
ท าความชั่วมามากมาย สร้างความเสียหายให้สกุลโม่อย่างใหญ่
หลวง แม้วันนี้โม่จิ่วเยี่ยจะเอาชีวิตพวกเขา แต่เขาก็ไม่คิดจะให้พวก
เขาตายอย่างสบาย
ขณะนี้อัครเสนาบดีเซวียและเซวียป๋อก็ไม่ได้อยู่ในภาพลวงตาอีก
ต่อไป พวกเขาสามารถยืนยันได้แล้วว่าคนตรงหน้าคือโม่จิ่วเยี่ย
อัครเสนาบดีเซวียรู้ดีว่าวันนี้เขาคงหนีความตายไปไม่พ้น ใน
ขณะเดียวกันเขาก็เข้าใจดีว่าด้วยระดับความเกลียดชังที่โม่จิ่วเยี่ยมี
ต่อเขา คงไม่ปล่อยให้เขาตายอย่างสบายแน่นอน
เมื่อหนีไม่พ้นความตาย เขาก็ไม่คิดที่จะถูกโม่จิ่วเยี่ยดูหมิ่น
ในช่วงไม่กี่วันที่ผ่านมา หนานอวี่ได้ทรมานพวกเขาอย่างหนัก
ทุกคนล้วนได้รับบาดเจ็บไม่น้อย จนท าให้ร่างกายของพวกเขา
อ่อนแอลงอย่างมาก
เพื่อไม่ให้ต้องทนทุกข์ทรมาน อัครเสนาบดีเซวียกัดฟันแน่น
พยายามอดทนต่อความเจ็บปวดบนร่างกาย ตั้งใจจะพุ่งชนก าแพงที่
อยู่ใกล้ตัวที่สุด
ใครจะรู้ว่ายังไม่ทันที่เขาจะได้ลงมือ ก็รู้สึกถึงความคันอย่าง
ทรมานบนร่างกาย และความคันนี้เป็นความรู้สึกที่แทรกซึมเข้าไปถึง
กระดูก
เพียงเพราะเขารู้สึกไม่สบายขึ้นมาทันใด พละก าลังเล็กน้อยที่
เพิ่งรวบรวมได้ก็หายวับไปในพริบตา และเขาก็ทรุดลงกับพื้นอีกครั้ง
ตามมาด้วยเสียงหัวเราะที่น่าเกลียดกว่าเสียงร้องไห้ดังมาจากใน
คุก พร้อมกับเสียงด่าทอแหลมคมของจักรพรรดินี
“โม่จิ่วเยี่ย เจ้าท าอะไรกับข้า? ข้าเป็นถึงมารดาแห่งแผ่นดิน การ
กระท าเช่นนี้ของเจ้าถือเป็นโทษถึงตาย”
“โม่จิ่วเยี่ย…ฮ่าๆๆๆ…ข้าคันจะตายอยู่แล้ว…แม้ข้าจะกลายเป็นผี
ก็จะไม่ปล่อยเจ้าไปเป็นอันขาด…”
โม่จิ่วเยี่ยกอดอกยืนมองดูพวกเขาทั้งหลายทรมานด้วยสายตา
เย็นชา
เวลาผ่านไปราวหนึ่งก้านธูป ความคันบนร่างกายของพวกเขาก็
ค่อย ๆ บรรเทาลงในที่สุด
ในขณะเดียวกัน รอยยิ้มบิดเบี้ยวที่พวกเขาเพิ่งแสดงออกมาก็ท า
ให้เรี่ยวแรงที่เหลือน้อยนิดหมดลงไปด้วย
ทั้งสามคนนอนหอบหายใจบนพื้น จ้องมองโม่จิ่วเยี่ยด้วยสายตา
ที่แตกต่างกันไป
ในดวงตาของอัครเสนาบดีเซวียดูเหมือนจะมีมีดอยู่
“โม่จิ่วเยี่ย ถ้าเจ้ามีความสามารถจริง ก็จงสังหารข้าเสียเถิด”
เซวียป๋อมองไปทางโม่จิ่วเยี่ยด้วยสายตาวิงวอน
“โม่จิ่วเยี่ยเรื่องในอดีตนั้น ข้าก็เพียงแต่ท าตามค าสั่งของท่านพ่อ
มิใช่เจตนาของข้าเอง ดังส านวนที่ว่าความแค้นมีต้นตอ หนี้สินมี
เจ้าของ ถึงเจ้าจะมาทวงหนี้ ก็ไม่ควรมาหาข้า”
เมื่อครู่ตอนที่โม่จิ่วเยี่ยโปรยผงคันนั้น จักรพรรดินีอยู่ใกล้กับ
ต าแหน่งของเขามากกว่า ดังนั้นพิษในร่างกายของนางจึงรุนแรงกว่า
อัครเสนาบดีเซวียและเซวียป๋อ
ในตอนนี้นางยังคงอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ แต่ก็พยายามอดกลั้นไว้
ความรู้สึกที่ไม่อาจทนได้อีกต่อไปนั้น ท าให้จิตใจของนางล่มสลาย
อย่างสิ้นเชิง
นางไม่สามารถเอ่ยปากพูดได้เหมือนอย่างพ่อลูกตระกูลเซวีย ได้
แต่มองโม่จิ่วเยี่ยอย่างไม่ละสายตา
เมื่อเห็นแววตาอาฆาตแค้นของจักรพรรดินีที่ใกล้จะสิ้นใจ โม่จิ่ว
เยี่ยก็นึกถึงบรรดาพี่สะใภ้ทั้งหลายที่บ้าน
“เจ้าช่างเป็นหญิงชั่วช้า ตระกูลข้าท าอะไรผิดต่อเจ้า เจ้าถึงได้ส่ง
คนไปวางยาพิษให้บรรดาพี่สะใภ้ผู้น่าสงสารของข้า? แค่นั้นยังไม่พอ
ตระกูลข้าถูกใส่ร้ายจนต้องถูกเนรเทศ เจ้ายังโหดร้ายถึงขนาดส่งคน
ไปวางยาพิษในอาหารเช้าของพวกข้าอีก?”
เมื่อถูกถามถึงเรื่องเหล่านี้ จักรพรรดินีก็หัวเราะลั่นอย่างควบคุม
ไม่ได้อีกต่อไป
“ฮ่า ๆ ฮ่า… ใครใช้ให้สกุลโม่ของเจ้าไปคบหากับหนานฉีกัน
ใครก็ตามที่ขวางทางเหิงเอ๋อร์ของข้า ข้าจะไม่ปล่อยไว้แม้แต่คนเดียว
ถึงขนาดจะท าให้พวกเจ้าสิ้นซากไร้ทายาท…”
เมื่อได้ยินจักรพรรดินีสารภาพด้วยปากตนเองถึงสิ่งที่นางได้
กระท าต่อสกุลโม่ แม้โม่จิ่วเยี่ยจะรู้เรื่องนี้มาก่อนแล้ว แต่ยามนี้เขาก็
ไม่อาจวางเฉยได้
เขายกเท้าเหยียบลงบนมือข้างหนึ่งของจักรพรรดินี แล้วบดขยี้
อย่างแรง
“ดูเหมือนวันนี้ข้าคงไม่อาจปล่อยหญิงชั่วช้าผู้นี้ไปได้ง่าย ๆ”
จักรพรรดินีรู้สึกเจ็บปวดที่มือ จึงร้องโหยหวนออกมาทันที่
“โม่จิ่วเยี่ย …เจ้ากล้าลงมือกับข้าหรือ…อา…ข้าเจ็บ…เจ็บ”
จักรพรรดินีร้องโหยหวนด้วยหวังว่าจะสามารถปลุกผู้คุมในคุก
หลวงได้ แต่ใครจะรู้ นางร้องอยู่นานแต่กลับไม่มีผู้คุมคนใดมา มีเพียง
หนูในคุกที่ตกใจวิ่งพล่านไปทั่ว
จักรพรรดินีแต่เดิมก็ไม่มีเรี่ยวแรงอยู่แล้ว หลังจากร้องไปไม่กี่ครั้ง
ก็หมดแรง นางหอบหายใจอย่างหนัก ได้แต่จ้องมองโม่จิ่วเยี่ยด้วย
ความโกรธแค้น
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้สนใจนางอีก แต่เดินไปหน้าเซวียป๋อ
เสื้อผ้าบนร่างของเซวียป๋อขาดวิ่นไม่เป็นชิ้นดี บาดแผลขนาด
ใหญ่น้อยปรากฏให้เห็นอย่างชัดเจน
โม่จิ่วเยี่ยหยิบขวดกระเบื้องเล็ก ๆ ออกมาอีกครั้ง เทยาที่อยู่ข้าง
ในลงบนบาดแผลแห่งหนึ่งของเซวียป๋อ จากนั้นก็ลากเซวียป๋อมา
ตรงหน้าอัครเสนาบดีเซวีย
ตามที่เล่าลือกันมา อัครเสนาบดีเซวียรักและเอ็นดูเซวียป๋อผู้เป็น
บุตรชายคนเล็กมากที่สุด เซวียป๋อก่อเรื่องวุ่นวายในเมืองหลวงมา
ตั้งแต่เด็ก ท าเรื่องชั่วช้าไม่น้อย แต่ทั้งหมดล้วนถูกบิดาใจดีผู้นี้ปกปิด
เรื่องเหล่านั้นเอาไว้