ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง - บทที่ 75 ท่านไม่สงสัยบ้างหรือว่าเหตุใดข้าจึงรู้เรื่องพวกนี้
- Home
- ท่านแม่ทัพ ท่านต้องการภรรยาอย่างข้าถึงจะรุ่งเรือง
- บทที่ 75 ท่านไม่สงสัยบ้างหรือว่าเหตุใดข้าจึงรู้เรื่องพวกนี้
ค าชื่นชมที่มีต่อเฮ่อจือหร่านในใจของพี่สะใภ้ทั้งหลาย พลัน
สลายลงในพริบตาด้วยค าพูดเพียงประโยคเดียวของนาง
“ท่านแม่ พี่สะใภ้ เศษผ้าพวกนี้เจ้าของร้านขายผ้ามอบให้ข้ามา
ข้าคิดว่าน าพวกมันกลับมาปะชุนเสื้อผ้าก็น่าจะดี จึงไม่ได้ปฏิเสธไป”
“น้องสะใภ้เก้า เศษผ้าพวกนี้ไม่ใช่เอาไว้ท ารองเท้าหรือ” สะใภ้
รองเอ่ยเสียงดัง
“ท ารองเท้า?” เฮ่อจือหร่านมีสีหน้างุนงง เศษผ้าพวกนี้จะเอามา
ท ารองเท้าได้อย่างไร?
ไม่แปลกที่นางจะไม่รู้ เพราะเจ้าของร่างเดิมไม่ชอบท างาน
ประเภทนี้ แม้แต่บ่าวใกล้ตัวก็ไม่ให้นางท า ดังนั้นนางจึงไม่รู้อะไร
เกี่ยวกับวัสดุที่ใช้ท ารองเท้าเลย
วิญญาณของเฮ่อจือหร่านมาจากโลกหลายพันปีให้หลัง รองเท้า
ที่นางสวมใส่ก็เป็นรองเท้าที่กองทัพมอบให้ หรือไม่ก็เป็นนางที่ซื้อมา
ใช้เอง แล้วนางจะไปรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร?
สะใภ้รองท าท่าราวกับค้นพบเรื่องน่าสนใจ ก่อนเดินวนรอบ
ตัวเฮ่อจือหร่านไปรอบหนึ่ง
“น้องสะใภ้เก้า อย่าบอกนะว่าเจ้าไม่เคยเห็นแม้กระทั่งการท า
รองเท้า”
เฮ่อจือหร่านโบกมือไปมาพร้อมกับหาข้ออ้างไปเรื่อย
“ตอนที่ข้าอยู่ในตระกูล ข้าเอาแต่หมกตัวอยู่กับต าราแพทย์ทั้ง
วัน เรียนรู้แค่เรื่องวิชาแพทย์ ไม่ค่อยมีเวลามาสนใจเรื่องพวกนี้
ต่างหาก”
ได้ยินน้องสะใภ้พูดถึงเรื่องวิชาแพทย์อันเก่งกาจของนาง พวก
พี่สะใภ้ก็เชื่อข้ออ้างของนางเป็นอย่างดี
หากไม่ทุ่มเทมากพอ จะเป็นไปได้อย่างไรที่นางจะมีทักษะด้าน
วิชาแพทย์ยอดเยี่ยมขนาดนั้น ไม่แปลกใจเลยที่น้องสะใภ้คนนี้จะไม่
ช านาญเรื่องการเย็บปักถักร้อย
หลังจากผ่านความยากล าบากมาหลายวัน พวกพี่สะใภ้ก็เริ่ม
ยอมรับวิถีชีวิตแบบนี้ได้แล้ว
พวกนางขนห่อที่เต็มไปด้วยเศษผ้าลงจากรถเข็นไม้ เตรียมตัวว่า
หลังกินอาหารเย็นเสร็จแล้วก็จะเริ่มเย็บพื้นรองเท้าทันที่
เสบียงอาหารถูกเก็บไว้บนรถเข็นไม้ เฮ่อจือหร่านแบ่งไก่ย่างและ
เป็ดย่างที่เตรียมไว้พอส าหรับคนในครอบครัว ส่วนที่เหลือนางก็แบ่ง
ให้กับพวกเจ้าหน้าที่ รวมถึงตระกูลเซี่ยและตระกูลฟาง
แน่นอนว่าคนตระกูลเซี่ยและตระกูลฟาง ต่างก็ส านึกในน ้าใจของ
นางเป็นอย่างมาก พวกเขายังเอ่ยปากจะจ่ายเงินให้ด้วย
เมื่อเห็นพวกเขากระตือรือร้นจะมอบเงินให้ เฮ่อจือหร่านก็
อยากจะบอกกับพวกเขาไปว่า
‘พวกท่านกินเถอะ! ไม่ต้องเกรงใจข้าหรอก ของพวกนี้เป็น
จักรพรรดิสุนัขนั้นที่จ่ายให้เอง’
ทว่าค าพูดนี้นางแค่คิดในใจเท่านั้น ไม่กล้าพูดออกมาเด็ดขาด
หลังจากพูดคุยกันสักพัก เฮ่อจือหร่านก็ไล่คนที่พยายามยัด
เยียดจะจ่ายเงินให้นางออกไป จนในที่สุดความสงบก็กลับคืนมาอีก
ครั้ง
ถึงแม้พี่สะใภ้จะชอบรสชาติอาหารที่น้องสะใภ้เก้าอย่างนางท า
แต่เพราะเห็นว่าวันนี้นางเหนื่อยมามาก จึงเร่งให้นางกลับไปพักที่
กระโจม แล้วอาสาเอาเนื้อกับผักไปท าอาหารเย็นกันเอง
เมื่อกลับมาถึงกระโจม นางก็เห็นโม่จิ่วเยี่ยนั่งคาบใบหญ้าอยู่ตรง
นั้น ไม่รู้ว่าเขาก าลังครุ่นคิดอะไรอยู่
เฮ่อจือหร่านจึงทิ้งตัวนั่งลงข้าง ๆ เขา ในหัวนางเต็มไปด้วย
เรื่องราวชาติก าเนิดของโม่จิ่วเยี่ยที่บันทึกไว้ในหนังสืออย่างเลือนราง
ขณะที่นางครุ่นคิดว่าจะบอกเรื่องที่นางรู้ให้โม่จิ่วเยี่ยฟังโดยไม่ให้
เขาเอะใจอย่างไร
โม่จิ่วเยี่ยก็เหลือบตามองนางที่นั่งเงียบไม่พูดจา ก่อนจะเอ่ยปาก
ว่า
“วันนี้เจ้าคงเหนื่อยมาก ถ้ารู้สึกว่าร่างกายไม่ค่อยสบาย ข้าช่วย
บีบนวดให้ได้”
เฮ่อจือหร่านรู้ดีว่าฝีมือการนวดของโม่จิ่วเยี่ยนั้นยอดเยี่ยม
เพียงใด พอได้ยินเขาเอ่ยเช่นนี้ นางก็รู้สึกปวดเมื่อยไปทั้งตัวทันที่
“จะว่าไปแล้ว ข้าก็รู้สึกไม่ค่อยสบายตัวจริง ๆ”
โม่จิ่วเยี่ยไม่พูดพร ่าท าเพลง เดินอ้อมไปด้านหลังของนางแล้ว
เริ่มนวดไหล่ให้
เฮ่อจือหร่านมองไปรอบ ๆ เห็นว่าทุกคนก าลังยุ่ง ไม่มีใครมา
สนใจพวกนางจึงเอ่ยขึ้นว่า
“วันนี้ตอนที่ข้าเข้าอ าเภอผิงหยวน ข้าบังเอิญพบคนคนหนึ่งที่
ท่านอาจคิดไม่ถึง”
“ผู้ใด” น ้าเสียงของโม่จิ่วเยี่ยยังคงแข็งกระด้าง แต่เฮ่อจือหร่านก็
ชินไปเสียแล้ว
“หนานฉี!”
“หนานฉี?” โม่จิ่วเยี่ยเหมือนไม่อยากเชื่อ “เขามาท าอะไรที่นี่?”
นั่นก็เป็นค าถามที่อยู่ในใจเฮ่อจือหร่านเช่นกัน
แต่โชคดีที่บันทึกนอกเหนือจากประวัติศาสตร์ได้บันทึกเรื่องราว
ช่วงนี้เอาไว้
นางก าลังคิดว่าจะบอกโม่จิ่วเยี่ยอย่างไรเพื่อไม่ให้เขาสงสัย
คิดไปคิดมา สุดท้ายเฮ่อจือหร่านก็ยอมแพ้
นางครุ่นคิดเท่าไหร่ก็ไม่อาจหาข้ออ้างที่สมเหตุสมผลได้ แต่เรื่อง
ใหญ่ขนาดนี้ นางรู้สึกว่าจ าเป็นต้องให้โม่จิ่วเยี่ยรับรู้
ในเมื่อคิดจะบอกโม่จิ่วเยี่ยแล้ว เฮ่อจือหร่านจึงตัดสินใจว่าจะลอง
เอ่ยดูก่อน
“ถ้าข้าบอกว่า ข้ารู้จุดประสงค์ที่หนานฉีมาอ าเภอผิงหยวน ท่าน
จะรู้สึกแปลกใจหรือไม่ หรือจะสงสัยว่าข้าอาจเป็นสายลับที่หนานฉีส่ง
มาหรือเปล่า”
โม่จิ่วเยี่ยตอบอย่างไม่ลังเล “ถ้าเจ้าเป็นคนของหนานฉีจริง ข้า
คงตายไปนานแล้ว เขาคงไม่ล าบากส่งคนมาลอบสังหารข้าถึงที่นี่อีก
หรอก”
“ท่านไม่สงสัยบ้างหรือว่าเหตุใดข้าถึงรู้เรื่องพวกนี้”
โม่จิ่วเยี่ยไม่ได้ปิดบังความคิดที่แท้จริงในใจ “ข้าเองก็สงสัยมาก
แต่เจ้าเคยบอกว่าทุกคนย่อมมีความลับเป็นของตัวเอง ข้ายังยืนยัน
ค าเดิม ตราบใดที่เจ้าไม่คิดร้ายต่อสกุลโม่ ข้าจะไม่พยายามสืบหา
ความลับของเจ้า”
เฮ่อจือหร่านได้ยินเขาพูดแบบนี้เป็นครั้งที่สองแล้ว และชายหนุ่ม
ก็ท าตามที่พูดจริง ๆ เขาไม่เคยเอ่ยถามเรื่องอะไรที่ไม่ควรถามสักครั้ง
เมื่อลองหยั่งเชิงดูแล้ว เฮ่อจือหร่านจึงค่อย ๆ เอ่ยปาก
“เมื่อหลายปีก่อน มีอาจารย์ผู้หนึ่งเคยท านายดวงชะตาให้หนาน
ฉี เขาบอกว่าจะมีผู้มีวาสนาปรากฏมาตัวที่อ าเภอผิงหยวนในเดือน
แปดของปีนี้”
โม่จิ่วเยี่ยรู้สึกว่าการฟังค าท านายของพวกหมอดู เพื่อตามหาผู้มี
วาสนาคนหนึ่งนั้นช่างไร้เหตุผล แต่เมื่อเรื่องแบบนี้เกิดขึ้นกับหนานฉี
เขากลับไม่แปลกใจ
ไม่รู้ว่าตั้งแต่เมื่อไหร่ที่หนานฉีเริ่มเชื่อถือค าท านายเหล่านี้ จนถึง
ขั้นวิ่งวุ่นตามหาหมอดูที่เก่งกาจจากทั่วสารทิศให้มาตรวจดูดวงชะตา
ตนเอง
ดังนั้น เขาจึงไม่สงสัยในสิ่งที่เฮ่อจือหร่านพูดเลยแม้แต่น้อย
แม้ว่าเขาจะไม่สามารถถามได้ว่านางรู้เรื่องพวกนี้ได้อย่างไร แต่
โม่จิ่วเยี่ยก็รู้สึกว่าเขาสามารถสอบถามเรื่องอื่น ๆ ได้
“ท่านคิดว่าเขาจะหาผู้มีวาสนาคนนั้นเจอหรือไม่”
เฮ่อจือหร่านไม่คิดจะปิดบังเรื่องนี้
“หากข้าไม่ได้ไปที่อ าเภอผิงหยวนในวันนี้ เขาคงได้พบกับผู้มี
วาสนาคนนั้นแล้ว”
“หมายความว่าอย่างไร” โม่จิ่วเยี่ยรู้สึกสับสน เขาไม่เข้าใจว่า
เรื่องนี้เกี่ยวข้องอะไรกับเฮ่อจือหร่านได้อย่างไร
“ผู้มีวาสนาคนนั้นมีนามว่าเฟ่ยหนานอวี่ สอบเป็นอันดับหนึ่งของ
บัณฑิตชั้นต้นได้ตั้งแต่อายุสิบสองปี นับว่าเป็นอัจฉริยะ…”
เฮ่อจือหร่านเลือกจะเล่าเรื่องราวบางส่วนเกี่ยวกับเฟ่ยหนานอวี่
รวมถึงเรื่องที่เขาจะได้พบกับหนานฉี และช่วยให้เขาขึ้นครองราชย์
ได้แบบไหน
แน่นอนว่าเรื่องราวการเปลี่ยนราชวงศ์ของเฟ่ยหนานอวี่นาง
เลือกที่จะเก็บเอาไว้ก่อน
เพราะเรื่องแบบนี้น่าเหลือเชื่อเกินไป นางกังวลว่าโม่จิ่วเยี่ยจะไม่
เชื่อ และในขณะเดียวกันก็ไม่อยากให้เขารู้เรื่องพวกนี้เร็วนัก
เพราะการมาของนางได้เปลี่ยนแปลงหลายสิ่งหลายอย่างไปแล้ว
ในอนาคตจึงยากที่จะรับรองได้ว่าจะไม่เกิดการเปลี่ยนแปลงที่ใหญ่ยิ่ง
กว่า
ข้อมูลอันน่าเหลือเชื่อมากมายหลั่งไหลเข้าสู่สมองของโม่จิ่วเยี่ย
ตอนนี้เขาก าลังครุ่นคิดอย่างหนัก
ชื่อของเฟ่ยหนานอวี่ เขาคุ้นหูอย่างบอกไม่ถูกนัก รู้สึกเหมือน
เคยได้ยินจากที่ไหนสักแห่ง แต่กลับนึกไม่ออก
เห็นโม่จิ่วเยี่ยไม่ตอบสนองสักที่ เฮ่อจือหร่านจึงคิดว่าเขาไม่เชื่อ
เรื่องที่นางพูด
นางหันไปมองจึงเห็นว่าโม่จิ่วเยี่ยก าลังขมวดคิ้วครุ่นคิด
“ท าไม หรือท่านคิดว่าข้าพูดเรื่องไร้สาระ?”
โม่จิ่วเยี่ยส่ายหน้า “ข้าเพียงก าลังคิดว่าเฟ่ยหนานอวี่ผู้นี้เป็นใคร
กัน ทั้งยังรู้สึกคุ้นเคยกับชื่อนี้นัก”
เฮ่อจือหร่านไม่ได้เร่งเร้า เพียงดื่มด ่ากับการนวดของโม่จิ่วเยี่ยไป
เงียบ ๆ
โม่จิ่วเยี่ยครุ่นคิดอยู่นาน
“ข้านึกออกแล้ว!”
เฮ่อจือหร่านถามต่อ “ท่านได้ยินชื่อของคนผู้นี้มาจากที่ไหน
หรือ?”