นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #103 : ชายบิดเบี้ยว [3]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #103 : ชายบิดเบี้ยว [3]
“คุณกำลังจะบอกผมว่า ระหว่างที่คุณตรวจสอบบ้านหลังนั้น อยู่ดี ๆ พื้นก็แตกเอง คุณก็เลยเจอมันอย่างงั้นเหรอ?”
หัวหน้าทีมมองผมด้วยความเคลือบแคลง คิ้วหนาเตอะเลิกขึ้น แขนล่ำบึ้กไขว้เข้าหากัน ลำตัวนั่งเอนหลังพิงกับเก้าอี้ เสียงของเขาก้องกังวานไปทั่วห้องคับแคบขนาดเล็ก
สิ่งเดียวที่คั่นกลางระหว่างเราสองคน คือโต๊ะโลหะเล็ก ๆ ตัวหนึ่ง
หลังจากการค้นพบเมื่อช่วงเช้านี้ ทางกิลด์จึงได้เรียกตัวผมกับหนูท่อมาสอบสวน
พวกเราไม่ได้กระทำความผิดหรือไปก่อเรื่องอะไรมาหรอก
ทางกิลด์แค่ต้องการหาข้อเท็จจริงของสถานการณ์ เป็นเพราะว่า… พวกเราไม่ได้พบแค่รูโหว่ธรรมดาทั่วไป
สิ่งที่พวกเราค้นพบนั้นแตกต่างจากคำว่า ธรรมดา อย่างสิ้นเชิง
ผมเองก็ไม่แน่ใจว่ามันคืออะไรกันแน่ แต่ดูเหมือนจะเป็นเรื่องสำคัญมากเลยทีเดียว
“….ก็ประมาณนั้นแหละครับ แต่ก่อนที่จะเจอมัน ผมได้ยินเสียงแตกจากมุมห้อง ตอนแรกคิดว่าตัวเองหูฝาดก็เลยเดินเข้าไปเช็กดู แล้วจู่ ๆ พื้นก็แตกเลยน่ะครับ”
“เข้าใจละ”
หัวหน้าทีมพยักหน้า ทำทีว่าเข้าใจ
ในความเป็นจริง เขาคงได้เห็นภาพเหตุการณ์ผ่านกล้องวงจรปิดไปแล้ว และถ้าเขาดูพวกมันทั้งหมด เขาก็ต้องรู้ว่าเรื่องที่ผมเล่ามันตรงกับสิ่งที่เขาเห็น
ส่วนเรื่องเสียงแตกน่ะ…
โกหกทั้งนั้น
ผมแค่ไม่สามารถบอกเขาไปได้ว่า จริง ๆ แล้วผมมองเห็นมันผ่านแว่นตาต่างหาก
“เรื่องที่คุณเล่ามาถือว่าฟังขึ้นอยู่ สำหรับตอนนี้ล่ะนะ มันตรงกับที่ไมล์สเล่าให้เราฟัง ก็… เกือบทั้งหมดเลยแหละ”
เกือบทั้งหมด?
ผมพยายามรักษาแววตาให้มั่นคงอย่างสุดความสามารถ
‘อย่างที่คาดไว้เลย เจ้าหนูท่อนั่น… เขาคงพยายามโกหกและทำให้เรื่องทั้งหมดดูเป็นความผิดของฉัน นิสัยคนอย่างเขาคงจะ—’
“เขาค่อนข้างถ่อมตัวนะ เขาบอกว่าคุณสมควรได้เครดิตทั้งหมดสำหรับการค้นพบนี้ด้วย”
‘เอ๊ะ…?’
สมองของผมว่างเปล่าโดยสมบูรณ์ทันทีที่หัวหน้าทีมพูด
อะไรนะ… เขาพูดว่าอะไรนะ?
หนูท่อ… เขายกผลงานทั้งหมดจากสถานการณ์ที่ว่านี้ให้ผมจริงดิ?
นั่นมัน…
ผมพยายามทำความเข้าใจกับคำพูดเหล่านั้น
เขากำลังเล่นเกมอะไรอยู่กันแน่?
มันมีเจตนาแอบแฝงเบื้องหลังการกระทำของเขารึเปล่า หรือว่าเขาทำไปเพราะความดีจากใจจริง?
‘อ๊าก!’
ผมอยากจะทึ้งหัวตัวเองจริง ๆ สถานการณ์มันน่าหงุดหงิดเกินไปแล้ว นี่มันให้ความรู้สึกเหมือนกับเกมจิตวิทยาอะไรสักอย่างเลย สรุปว่าหมอนั่นเป็นคนดีหรือคนเลวกันแน่? ความคิดสลับไปมาระหว่างสองขั้วนี้มันทำให้ผมประสาทกิน
ท่ามกลางห้วงความคิดมากมาย หัวหน้าทีมก็เอ่ยขึ้น
“ดูจากความสำคัญของสิ่งที่ทางเราค้นพบแล้ว มันก็แฟร์ดีถ้าคุณได้รับค่าตอบแทน จะเอาเป็นเงิน… หรืออย่างอื่น ก็ว่ามาได้เลย”
“ค่าตอบแทน?”
เปลือกตาของผมกระพือยิก ๆ เขาเพิ่งพูดว่าค่าตอบแทนใช่ไหม?
“แน่นอนสิ ทำไมเราจะไม่จ่ายค่าตอบแทนให้คนที่ค้นพบอะไรแบบนี้ล่ะ? จะบังเอิญหรือไม่บังเอิญ คุณก็ถือว่ามีส่วน และทางกิลด์มีนโยบายให้ค่าตอบแทนสำหรับการค้นพบอะไรก็ตามที่เกี่ยวข้องกับเคสอยู่แล้วด้วย”
“…เข้าใจแล้วครับ”
ผมเลียริมฝีปาก พยายามซ่อนความตื่นเต้นเอาไว้เต็มอก
จังหวะนั้นเอง เจ้าหนูท่อ… เขาก็ให้ความรู้สึกไม่เหมือนกับหนูท่อขึ้นมาทันตา บางทีผมอาจจะมองเขาผิดมาโดยตลอด
หมอนั่นเป็นคนดีนี่นา!
“เรื่องค่าตอบแทนเอาไว้ก่อนเถอะ มีบางเรื่องที่ผมสงสัยอยู่น่ะ”
หัวหน้าทีมวางมือบนโต๊ะแล้วเคาะนิ้วเป็นจังหวะ ใบหน้าของเขาเริ่มดูแปลกไป
ผมหันความสนใจไปทางเขา
อะไรเนี่ย? ทำไมเขาถึงมองผมแบบนั้นล่ะ?
“คุณเป็นอะไรนักหนากับแว่นกันแดดเหรอ? นี่ไม่ใช่ครั้งแรกที่ผมเห็นคุณใส่มันด้วยนะ”
“คุณเคยเห็นผมใส่มันมาก่อน?”
ผมชะงักไปครู่หนึ่ง ก่อนจะมองหัวหน้าทีมด้วยสายตาแปลก ๆ
“คุณเองก็ดูสตรีมด้วยเหรอครับ?”
“อ่า… เอ่อ ใช่มั้ง?”
หัวหน้าทีมเบือนศีรษะเล็กน้อยพลางเม้มริมฝีปาก
“มันแชร์กันไปทั่วก็เลยดูน่ะ ผมว่าหลาย ๆ คนก็ดูกันนะ คือผมแค่สงสัย… ทำไมคุณต้องใส่มันในที่มืด ๆ ด้วยล่ะ? ไม่ใช่ว่ามันทำให้ชีวิตลำบากขึ้นรึไง?”
“เรื่องนั้น…”
ผมไม่ได้ตื่นตระหนกกับคำถามนี้ เพราะคาดการณ์ไว้อยู่แล้วว่าจะต้องถูกถาม ผมจึงมีคำตอบเตรียมไว้เพียบ แถมยังมีแว่นกันแดดหน้าตาเหมือนกันเป๊ะ ๆ อีกหลายอันสำรองเอาไว้ด้วย
เผื่อว่าพวกเขาอยากตรวจสอบขึ้นมา ผมจะได้ยื่นให้ไปเลย
“ว่าไง…?”
เมื่อเห็นหัวหน้าทีมจ้องมา ผมก็มองตาเขาตรง ๆ ก่อนจะเอนหลังพิงเก้าอี้
“มันเรียบง่ายครับ จริง ๆ นะ…”
ริมฝีปากเม้มเข้าหากัน
“…ผมใส่แว่นกันแดด เพราะจะได้มองข้างหน้าไม่เห็นครับ”
“ฮะ?”
“คือว่า… ผมเกลียดเรื่องน่ากลัวน่ะครับ”
“….?”
“เกลียดมันแบบมาก ๆ”
ถึงขนาดที่ว่า…
“ผมยอมตาบอดดีกว่าต้องมาเห็นผีสักตัวครับ”
***
ข่าวการค้นพบเริ่มแพร่กระจายไปในหมู่สมาชิกกิลด์ นี่ไม่ใช่การค้นพบธรรมดา แต่มันสำคัญมากจนแม้แต่องค์กรยังต้องให้ความสนใจ บ้านหลังนั้นถูกปิดตายทุกด้านเพื่อป้องกันไม่ให้ใครเข้าไปได้
“ได้ข่าวยัง…? พวกเขากำลังจะส่งหน่วยสอดแนมเข้าไปในหลุมประหลาดนั่น ดูเหมือนว่ามันจะเป็นเกตสักอย่างนะ”
“ได้ยินแล้ว…”
“นายคิดว่ากิลด์อื่นจะมาแจมด้วยไหม?”
“เป็นไปได้นะ แต่ดูเหมือนว่าพวกเขาต้องใช้เวลาอีกสักพักกว่าจะมาถึง ตอนนี้ทางกิลด์เตรียมจะตั้งหน่วยขึ้นมาหลังได้รายงานจากหน่วยสอดแนม เห็นว่าจะรวมเอาแต่พวกเก่ง ๆ ไปน่ะ”
ผู้คนต่างพากันวิพากษ์วิจารณ์เหตุการณ์นี้กันเซ็งแซ่ไปหมด
เหตุเป็นเพราะดูเหมือนว่านี่จะไม่ใช่เกตธรรมดา อันที่จริง บางคนถึงกับไม่แน่ใจด้วยซ้ำว่ามันเป็นเกตจริง ๆ หรือเปล่า บางส่วนมีการคาดเดากันว่ามันอาจจะเป็นประตูมิติ… หรือก็คือประตูทางเข้าสู่มิติอื่น
นั่นอาจจะอธิบายได้ว่าทำไมถึงไม่มีใครจับตัวชายบิดเบี้ยวได้เลย
ทว่ายังไม่มีใครรู้รายละเอียดที่แน่ชัด
พวกเขาทำได้เพียงรอผลจากหน่วยสอดแนมเท่านั้น
บทสนทนาทำนองนี้เกิดขึ้นซ้ำแล้วซ้ำเล่าทั่วทุกหนแห่ง
รวมถึงภายในห้องแห่งหนึ่ง
“พวกนายคิดว่าไง?”
ไคล์มองไปทางคนอื่น ๆ ที่รวมตัวกันอยู่ในห้อง มีหลายใบหน้าที่เขาคุ้นเคย ส่วนใหญ่เป็นสมาชิกตัวท็อปของแผนกกักกัน
โดยเฉพาะคนหนึ่ง สายตาของเขามาหยุดลงตรงที่โซอี้ ซึ่งนั่งเอนกายบนเก้าอี้พร้อมกับเอาเท้าพาดบนโต๊ะน้ำชา กำลังหมกมุ่นอยู่กับเกมอะไรสักอย่างในโทรศัพท์ของเธอเองโดยไม่สนใจใคร
เมื่อได้ยินคำพูดของไคล์ เธอก็เงยศีรษะขึ้น
“หืม? นายพูดว่าอะไรนะ?”
“ข่าวลือนั่นไง เธอคิดยังไงบ้าง?”
“อ๋อ เรื่องนั้น…”
โซอี้หันกลับไปสนใจโทรศัพท์ต่อ ลิ้นของเธอแลบออกมาเล็กน้อยระหว่างริมฝีปาก
“ก็ไม่เห็นจะเกี่ยวอะไรกับฉันเลยนี่ ถ้าพวกเขาส่งฉันไป ฉันก็ไป ถ้าไม่ส่ง ฉันก็ไม่แคร์ ตราบใดที่รางวัลมัน— อ๊ะ ไอ้เวร!”
จู่ ๆ โซอี้ก็สบถออกมาอย่างแรงและเขวี้ยงโทรศัพท์ลงบนโซฟาใกล้เคียง
“ไอ้พวกเฮงซวย! บ้าเอ๊ย!!!”
จากนั้น เธอก็เริ่มยันเท้ากระแทกกับโต๊ะ
ปัง!
“แม่ง!”
นี่ไม่ใช่ภาพแปลกตา มันเป็นสิ่งที่ทุกคนในห้องต่างชินชากันดีอยู่แล้ว
นั่นจึงเป็นเหตุผลที่ไม่มีใครแสดงปฏิกิริยาใด ๆ ออกมาเลย
“กะอีแค่กันเลนมันยากนักรึไง? แล้วจะมาโทษฉันทำซากอะไรวะ??”
โซอี้เสพติดเกมมือถือประหลาด ๆ นี้อย่างงอมแงม เธอใช้เวลาหลายชั่วโมงหมกมุ่นอยู่กับมัน และเท่าที่ได้ยินจากคนอื่นมา ดูเหมือนว่าเธอจะเป็นระดับโปรเลยทีเดียว เธอเป็นคนที่มีพรสวรรค์รอบด้าน ตั้งแต่เดินแบบยันเล่นเกม…
ไคล์ไม่ค่อยแน่ใจเท่าไหร่นัก และเขาก็ไม่ได้สนใจจะรู้ด้วย
อย่างไรก็ตาม เมื่อนึกถึงเกี่ยวกับเกมที่เธอกำลังเล่น ไคล์ก็ฉุกคิดขึ้นมาได้เรื่องหนึ่ง
“สงสัยจังว่าเซธจะทำเกมมือบ้างไหม ฉันอยากรู้แฮะว่าเขาจะทำออกมาเป็นยังไง”
“อย่าเอาเรื่องหมอนั่นขึ้นมาเชียวนะ”
โซอี้ตัดบทไคล์ในเดี๋ยวนั้น
“แค่นี้ฉันก็หงุดหงิดจะแย่แล้ว อย่าทำให้ฉันอารมณ์เสียไปมากกว่านี้เลยเถอะ”
“คราวนี้เขาทำอะไรอีกล่ะ?”
ไคล์ไม่แม้แต่จะรู้สึกแปลกใจแล้วในจุดนี้ ไม่ว่าจะด้วยสาเหตุอะไรก็ตาม เซธมักจะมีทักษะพิเศษในการปั่นประสาทโซอี้ได้ด้วยคำพูดเพียงไม่กี่คำ เขาเลิกนับไปนานแล้วว่าเซธทำให้โซอี้ฟิวส์ขาดแล้วกี่ครั้ง
“….ไม่มีอะไรหรอก”
โซอี้เดาะลิ้นและปัดหัวข้อนั้นทิ้ง เธอกำลังจะเปลี่ยนเรื่องคุย แต่แล้วก็มีร่างหนึ่งมองมาทางพวกเขา
เมื่อเห็นโรวาน ทั้งไคล์และโซอี้ต่างชะงักงัน
“เรื่องเซธ…”
ด้วยเหตุผลบางอย่าง ตั้งแต่เริ่มทริปมาเขาก็ดูแปลกไป ความจริงแล้วถ้ามองดูเขาในตอนนี้ สภาพของเขาเรียกได้ว่าย่ำแย่ทีเดียว ผมเผ้ายุ่งเหยิง แถมยังมีรอยคล้ำเป็นวงใต้ตาแบบเด่นชัดด้วย
พอคิดไปคิดมาแล้ว ตอนนี้เขาดูเหมือนเซธเลย
แต่ในขณะเดียวกัน เมื่อจ้องมองเขา ทั้งคู่ก็มีความคิดเดียวกันผุดขึ้นมา ‘อย่าบอกนะว่าเซธก็ไปกวนประสาทเขาด้วยอีกคน?’
โซอี้เกือบจะยิ้มเยาะออกมา ส่วนโรวานยังคงกล่าวต่อ
“เขาอยู่ไหนเหรอครับ?”
เขากวาดมองรอบ ๆ ดวงตาหม่นหมองสำรวจไปทั่วบริเวณ
“ผม… ต้องการเขา”
ต้องการเขา?
ทั้งไคล์และโซอี้ต่างหยุดกึก
“ผมต้องการนักบำบัดของผมครับ”
“…..?”
“…..?”