นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #151 : กลับมา [3]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #151 : กลับมา [3]
แม้ตัวจะอยู่ท่ามกลางสถานการณ์และเผชิญกับความหวาดกลัว แต่สายตาก็เฝ้าสังเกตทุกสิ่งอย่างระมัดระวังเต็มที่ตลอดเวลา
หลังจากผ่านประสบการณ์ทั้งหมดทั้งมวลมา ผนวกกับความเข้าใจที่ว่าเควสต์นี้เป็นเพียงลำดับชั้นที่สอง ผมก็รู้ว่ามันเป็นสิ่งที่ผมสามารถเคลียร์ได้
การสังเกตคือกุญแจสำคัญในการออกไปจากสถานที่แห่งนี้
…และนั่นคือสิ่งที่ผมทำ สังเกตการณ์หญิงชราตรงหน้าอย่างละเอียด
ตอนแรกผมคิดว่า ‘เธอมีคลาสเดียวกับฉัน เป็นเชพเพิร์ดเหมือนกัน’ เพราะเธอสามารถควบคุมชายบิดเบี้ยวได้ แถมยังรู้จักดรีมวอร์กเกอร์เป็นอย่างดี ความคิดและการคาดเดาเบื้องต้นของผมจึงเป็นไปในทางนั้น
ทว่าความคิดกลับเปลี่ยนไปอย่างรวดเร็วหลังจากนั้นไม่นาน
ในวินาทีที่ผมเห็นความตกตะลึงบนใบหน้าของเธอที่เห็นมิเรลล์
นั่นคือวินาทีแรกที่ผมเริ่มสงสัยเรื่องบัญญัติของเธอ
เธอมองไม่ออกเหรอว่ามิเรลล์อยู่ภายใต้การควบคุมของผม? หรือว่าเธอตกใจที่ได้เห็นตัวมิเรลล์? อย่างหลังดูเหมือนจะเป็นคำอธิบายที่ตรงกับสถานการณ์มากที่สุด และผมก็เคยคิดแบบนั้นจริง ๆ
แต่แล้ว…
ความคิดหนึ่งก็ผุดขึ้นมาในหัว
‘ถ้าเธอเป็นเชพเพิร์ดจริง ทำไมเธอถึงควบคุมชายบิดเบี้ยวได้ล่ะ?’
ความแข็งแกร่งของเธออยู่ระดับเดียวกับผม ถึงแม้ผมจะบอกเป๊ะ ๆ ไม่ได้ แต่ก็พอคาดเดาได้ว่าเธออยู่ประมาณลำดับชั้นที่สอง ประกอบกับเควสต์นี้ก็กำหนดเป็นลำดับชั้นที่สองเช่นเดียวกัน ทำให้ผมยิ่งมั่นใจเรื่องลำดับชั้นของเธอ
ถ้าอย่างนั้น…
เชพเพิร์ดลำดับชั้นที่สองสามารถควบคุมตัวทรงพลังอย่างชายบิดเบี้ยวได้เชียวเหรอ?
ปกติผมคงไม่รู้อะไรเกี่ยวกับเรื่องนี้เลย แต่ในฐานะคนที่ยึดถือบัญญัติเดียวกัน ผมรู้ดีว่ามันเป็นไปได้ยากมาก หลักฐานก็คือมิเรลล์ซึ่งแข็งแกร่งกว่าผมมาก และจนถึงตอนนี้ ผมก็ยังควบคุมเธอไม่ได้ดีนัก
แม้แต่สกิลของเธอก็ยังไม่รู้ด้วยซ้ำ เป็นเพราะช่องว่างความแข็งแกร่งระหว่างพวกเราทั้งสอง
จุดนี้คือตัวบ่งชี้ที่ใหญ่ที่สุดสำหรับผมว่ามีบางอย่างผิดปกติ ยิ่งชายบิดเบี้ยวก็แข็งแกร่งกว่ามิเรลล์มากด้วย หญิงชราที่อ่อนแอขนาดนั้นจะควบคุมพวกมันได้อย่างไรกัน?
นั่นทำให้ผมเริ่มครุ่นคิด
ย้อนกลับไปนึกถึงทุกสิ่งที่ตัวเองได้เห็นมา ความคิดและไอเดียสารพัดพัวพันกันยุ่งเหยิงในสมองขณะจับตามองหญิงชราและทุกสิ่งที่เธอทำอย่างละเอียด
ถ้าเธอไม่ได้ควบคุมชายบิดเบี้ยวด้วยพลังของเธอเอง งั้นเธอใช้อะไรในการควบคุมล่ะ…?
วัตถุสักอย่าง? รหัสลับสักคำ?
ทันทีที่ไอเดียผุดขึ้นในหัว ผมก็พยายามทุกวิถีทางเพื่อหาคำตอบที่ถูกต้อง จนกระทั่งใช้เวลาไม่นานผมก็หาเจอ
ช่วงระหว่างทางไปสถานีรถไฟ
มันเป็นจังหวะสั้น ๆ ที่ร่างของชายบิดเบี้ยวปรากฏกายท่ามกลางแสงไฟ
ในจังหวะนั้น…
เธอทำอะไรบางอย่าง ผมมั่นใจ ตอนแรกผมคิดว่าตัวเองตาฝาดไป แต่ไม่ใช่
…และนั่นคือคำตอบที่ผมตามหาแบบเอาเป็นเอาตายมาโดยตลอด
‘เธอควบคุมชายบิดเบี้ยวผ่านเสียงตัวเอง ไม่ก็บทสวดอะไรสักอย่างของเธอ’
หากชายบิดเบี้ยวต้องได้ยินเสียงของเหยื่อเพื่อตามล่า พวกมันย่อมต้องการเสียงของเธอเพื่อรับคำสั่งจากเธอเช่นกัน ‘เสียงตัวการ’ นั่นคือสาเหตุที่ผมให้ดรีมวอล์กเกอร์ปิดปากเธอ
ผมทำแบบนั้นเพื่อให้ชายบิดเบี้ยวหันไปเล่นงานเธอ
จะเกิดอะไรขึ้นถ้าพวกมันไม่ได้ยิน ‘เสียงตัวการ’ อีกต่อไป?
ผมติดตามเรื่องราวของพวกมัน ผมรับรู้อดีตของพวกมัน และ… ผมก็ตระหนักได้ถึงความเกลียดชังที่พวกมันมีต่อเธอด้วย
คิดแบบง่าย ๆ เลยนะ
ชายบิดเบี้ยวไม่ได้โง่ พวกมันฉลาดพอสมควร ซึ่งถ้าเกิดว่า… จู่ ๆ พวกมันเป็นอิสระขึ้นมา สิ่งแรกที่พวกมันจะทำคืออะไร?
คำตอบง่ายนิดเดียว
โจมตีเธอไงล่ะ
และ… ทันทีที่เธอพูดไม่ได้ ความคิดของผมก็ได้รับการพิสูจน์ว่าถูกต้อง เพราะพวกมันเข้าจู่โจมเธอ ซึ่งเธอก็ทำอะไรไม่ได้เลย ผมมองดูร่างของเธอโดนฉีกกระชากเป็นชิ้นต่อหน้าต่อตา
สภาพไม่มีทางรอดชีวิตแน่นอน
ผมแน่ใจ แต่ก็ไม่ได้อยู่ตรวจสอบนานให้มั่นใจร้อยเปอร์เซ็นต์ เนื่องจากไม่อยากเสี่ยงให้พวกชายบิดเบี้ยวมาเล่นงานตัวเองต่อจากที่พวกมันจัดการกับเธอเสร็จ
นั่นคือเหตุผลที่ผมรีบเข้าประตูเกตและกลับสู่โลกแห่งความเป็นจริงโดยทันที
“ฮู่ววว”
ผมสูดอากาศเย็นสดชื่นรอบตัวและมองลงไปยังรอยแยกใต้เท้า มันยังคงเต็มไปด้วยทะเลซากศพ กลิ่นสนิมแปลก ๆ จากภายในรถไฟเริ่มเตะจมูก แต่มันก็ยังดีกว่าข้างในเกตอยู่ดี
แม้จะไม่มีความแตกต่างที่มองเห็นได้ชัดเจนระหว่างทั้งสองโลก แต่ด้วยเหตุผลอะไรก็ไม่รู้ อีกโลกหนึ่งถึงให้ความรู้สึกอึดอัดมากและหายใจลำบากอย่างบอกไม่ถูก
โลกจริงแบบนี้ดีกว่าตั้งเยอะ
‘รีบออกจากที่นี่ดีกว่า’
สายตากวาดมองรอบ ๆ ถ่ายรูปรอยแยกส่งไปให้หัวหน้าแผนก ในขณะเดียวกันก็เคลื่อนย้ายให้อยู่ห่างไกลจากจุดเดิมของตัวเอง ก่อนจะส่งตำแหน่งปัจจุบันให้กับหัวหน้าแผนก ถึงแม้เขาจะยังไม่ตอบกลับ แต่ผมรู้ว่าเขาเห็นข้อความ เพราะมันขึ้นว่าอ่านแล้ว
ผมปรายตามอง เห็นต้นไม้หนาทึบและพงหญ้ารกชัฏรอบตัวเอง ตรงนี้ค่อนข้างห่างไกลผู้คน ขนาดตึกที่ใกล้ที่สุดก็ยังอยู่ไกลพอสมควรทีเดียว
ที่นี่แหละคือจุดเก็บตัวสมบูรณ์แบบสำหรับผม
‘ใจจริงอยากไปพักที่โรงแรมมากกว่า แต่สถานการณ์ตอนนี้มันไม่มีทางให้เลือกจริง ๆ ฉันไม่รู้ด้วยซ้ำว่าในเกาะนี้ยังมีใครเชื่อได้เหลืออยู่ไหม ลัทธินั่น… หรือจะเป็นกลุ่มอะไรก็เถอะ อิทธิพลของพวกมันกว้างกว่าที่ฉันคาดไว้มาก’
ผมกลัวว่าการเข้าไปในเมืองจะดึงดูดความสนใจที่ตัวเองไม่ได้ต้องการเท่าไหร่
สิ่งเดียวที่เหลือให้ทำได้ในตอนนี้คืออยู่เฉย ๆ รอให้หัวหน้าแผนกมาถึงก่อนจะรายงานเรื่องทั้งหมดให้เขาฟัง เรื่องราวหลังจากนี้คงจะวุ่นวายและน่ารำคาญไม่น้อย ทว่ามันเป็นสิ่งที่ผมเตรียมใจเอาไว้ตั้งแต่ตัดสินใจส่งข้อความหาหัวหน้าแผนกแล้ว
แต่ที่สำคัญที่สุด…
ผมทรุดตัวลงนั่งบนหญ้า หยิบแล็ปท็อปออกจากกระเป๋า และสุ่มเปิดโปรแกรมเอกสารหน้าเปล่าขึ้นมาเริ่มพิมพ์อย่างเงียบเชียบ
‘ประสบการณ์ทั้งหมดนี้ให้แรงบันดาลใจในการทำเกมเยอะเลย ในที่สุดก็คิดออกสักทีว่าจะเดินเนื้อเรื่องยังไงต่อ มันต้องไม่เป็นเส้นตรงเกินไป ต้องทำให้ผู้เล่นเดาตลอด ให้พวกเขาสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่ และเรื่องราวมันมาลงเอยแบบนี้ได้ยังไง…’
ความสยองขวัญเชิงจิตวิทยาเป็นหนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดที่ต้องคำนึงถึงเมื่อสร้างเกม
ประสบการณ์ครั้งนี้ทำให้ผมได้เรียนรู้เกี่ยวกับมันค่อนข้างมากเลยทีเดียว
นั่นคือเหตุผลที่ผมตัดสินใจเขียนงานกลางป่ากลางเขาแบบนี้ แรงบันดาลใจเป็นของหายาก และในเมื่อหามันเจอแล้ว ผมก็ไม่อยากโดนขัดจังหวะหรอกนะ
“จู่ ๆ ก็ได้แรงบันดาลใจขึ้นมางั้นเหรอ?”
“อา ใช่”
“เอาไปใช้กับเกมคุณอะนะ?”
“ใช่ไง มัน—”
ผมหยุดค้างกลางประโยค สะบัดศีรษะขึ้นมาสบตากับร่างที่ตัวเองรู้จักเป็นอย่างดี เขายืนอยู่เหนือตัวผม ก้มมองแล็ปท็อปด้วยสีหน้าสงสัยผสมกับความตกตะลึงแบบเหลือจะเชื่อ
เมื่อเห็นปฏิกิริยาของเขา ผมก็รีบปิดแล็ปท็อปและกระแอมไอแห้ง ๆ
“แค่ก… หัวหน้าแผนก คุณมาเร็วกว่าที่ผมคิดไว้อีกนะครับเนี่ย เดี๋ยวผมสรุปเรื่องทุกอย่างให้ฟังเองครับ”
ผมกล่าวด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างร้อนรน
ใจผมไปอยู่กับงานเรียบร้อยแล้ว ผมจึงอยากให้เรื่องนี้จบเร็ว ๆ
ทว่า…
ไม่รู้ทำไมกัน ยิ่งผมพูดมากเท่าไหร่ หัวหน้าแผนกก็ยิ่งสับสนมากขึ้นเท่านั้น เขาชำเลืองสลับไปมาระหว่างตัวผมกับแล็ปท็อป สุดท้ายเขาก็เอามือข้างหนึ่งปิดปากตัวเองและส่ายศีรษะไปมา ราวกับกำลังพยายามทำความเข้าใจกับสิ่งที่ตนเองประจักษ์อยู่
อะไรเนี่ย? ทำไมเขาถึงทำท่าแบบนั้นล่ะ?
“โอเค ผมพอจะเก็ตละว่าเรื่องมันเป็นมายังไง”
เขาเกาทรงผมยุ่งเหยิงของตัวเอง และหันหลังกลับไปมองทิวทัศน์ระยะไกล พร้อมกับถอนหายใจออกมา
“…สรุปคือเป็นงานช้างที่ฉันต้องตามเช็ดงั้นสินะ”