นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #150 : กลับมา [2]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #150 : กลับมา [2]
ความรู้สึกโล่งใจที่ผมสัมผัสได้นั้นอยู่เพียงไม่นานนัก ดวงตาจ้องมองหญิงชราเบื้องหน้าตัวเอง ผมรู้ว่ามันถึงเวลาแล้วที่จะต้องกำจัดเธอทิ้ง
แต่ในขณะเดียวกัน การกำจัดเธอหมายถึงการปล่อยให้ชายบิดเบี้ยวออกอาละวาดโดยปราศจากการควบคุมของเธอ
‘โชคดีที่ฉันขอให้หัวหน้าแผนกมาแล้ว เขาอาจจะจัดการสถานการณ์นั้นได้’
ปัญหาเดียวคือเขาจะมาหรือเปล่า ผมคาดหวังไว้สูงว่าเขาจะมา แต่มันก็ไม่มีอะไรรับประกันได้เลย
‘ได้แต่หวังลึก ๆ ว่าเขาจะเห็นข้อความฉัน’
ทุกอย่างจะง่ายขึ้นมากถ้าเขามาถึง แต่ผมต้องทำอะไรสักอย่างกับหญิงชราคนนี้ก่อน เธอรู้มากเกินไป
ตั้งแต่ดรีมวอล์กเกอร์ไปจนถึงมิเรลล์… เธอเห็นทั้งคู่แล้ว ผมไม่สามารถปล่อยให้เธอแพร่งพรายเรื่องของพวกเขาออกไปได้ โดยเฉพาะเรื่องดรีมวอล์กเกอร์
แม้ก่อนหน้านี้ ดรีมวอล์กเกอร์จะยังเป็นไนท์วอล์กเกอร์อยู่ แต่ทั้งสองร่างก็ดูไม่แตกต่างกันมากนักเมื่อเทียบกับตอนฉากงานเต้นรำหน้ากาก โซอี้และคนอื่น ๆ ในฉากนั้นต่างรู้จัก ‘ตัวตลก’ และเป็นพยานให้กับทุกสิ่งอย่างที่เกิดขึ้น
ด้วยเหตุผลนั้นเอง ผมจึงไม่สามารถแบกรับความเสี่ยงได้
การปล่อยให้เธอมีชีวิตอยู่ ไม่ต่างอะไรกับการฆ่าตัวเองชัด ๆ
‘เธอต้องหายไป’
…หรืออย่างน้อย นั่นคือสิ่งที่ผมวางแผนจะทำ ทว่าในจังหวะที่พวกเราหยุดและเตรียมสำหรับการปะทะกันอย่างไม่อาจหลีกเลี่ยงได้ เสียงหัวเราะอันแหบแห้งก็ดังสะท้อนมาจากด้านหลังผม
“เข้ก”
น้ำเสียงฟังดูแห้งผาก ขนกายทุกเส้นบนร่างของผมลุกชัน มวลอากาศเริ่มเย็นลง และเมื่อค่อย ๆ เงยหน้าขึ้น ผมก็เห็นหญิงชรากำลังยิ้มส่งให้ด้วยปากไร้ฟันของเธอ
ไม่รู้ว่าเป็นเพราะสาเหตุใด เธอถึงดูไม่สะทกสะท้านกับสถานการณ์ปัจจุบันเลยแม้แต่น้อย กลับกัน มันราวกับว่าเธอกำลังพบเรื่องน่าสนุกบางอย่างเสียด้วยซ้ำ
ท่าทางดังกล่าวทำให้สมองของผมสับสน
‘อะไรน่ะ? เธอคิดอะไรออกงั้นเหรอ? ไม่สิ เธอจะคิดอะไรออกไม่ใช่เรื่องสำคัญ แต่ที่ฉันกังวลมากกว่าคือเธอมีแผนอะไรรึเปล่า ถ้าเป็นแบบนั้น ฉันควรจะทำยังไงดีล่ะ?’
ความคิดแหวกว่ายไปทั่วทุกทิศทางขณะพยายามวิเคราะห์สถานการณ์ แต่กว่าผมจะเริ่มคิดได้ มันก็สายเกินไปเสียแล้ว หญิงชราอ้าปากพูดขึ้นมาอีกครั้ง
“แก… แววตาของแกมันเหมือนของฉันก่อนหน้านี้เลย แกคิดจะกำจัดฉัน… ใช่ไหมล่ะ?”
รอยเหี่ยวย่นบนใบหน้าของหญิงชราเด่นชัดยิ่งขึ้น พร้อมด้วยเสียงหัวเราะฉับพลันและมุมปากที่เหยียดโค้งกว้างกว่าเดิม ผมรู้สึกเย็นวาบไปทั้งร่างกายเมื่อเห็นเธอทำท่าทีแบบนั้น แต่ในขณะเดียวกัน ผมก็พยายามสงบสติอารมณ์เอาไว้อย่างสุดความสามารถ
‘ตื่นตระหนกไปก็ไม่มีอะไรดี ฉันต้องนิ่งเข้าไว้’
ผมเคยผ่านสถานการณ์แบบนี้มาพอสมควรแล้ว คือกลัวมันก็กลัวนะ แต่ประสบการณ์ในการรับมือกับสถานการณ์ทำนองนี้ก็มีไม่น้อยเช่นกัน
ทั้งหมดที่ผมทำได้มีเพียงประเมินสิ่งที่เกิดขึ้นอย่างใจเย็น หรือไม่ก็ดูว่าหญิงชรากำลังวางแผนอะไรอยู่เพื่อจะได้รับมือถูก ส่วนเรื่องอยากอาเจียนเพราะความกลัวนั้นค่อยว่ากันทีหลัง
“ถ้าเกิดฉัน… คิดจริง แกจะ—”
“ฉันแปลกใจนิดหน่อยนะ” หญิงชราขัดจังหวะก่อนที่ผมจะทันพูดจบ ดวงตาโบ๋ลึกของเธอหรี่ลงเล็กน้อยขณะมองผม “ฉันแปลกใจที่แกไม่กังวลเรื่องสะเก็ดทางความคิดในตัวแกเลย แกไม่แคร์มันงั้นเหรอ…?”
คิ้วของเธอขมวดมุ่นเล็กน้อยพลางส่ายศีรษะ “ไม่สิ มันไม่… สมเหตุสมผลเลย งั้นทำไมล่ะ? ถ้าเป็นคนอื่น พวกเขาคงจะดีใจ แล้วก็อยากจะเข้าร่วมกับพวกเรา…? ทำไมแกถึงไม่เหมือนชาวบ้านเขาล่ะ? ทำไมแก..?” หญิงชราหยุดชะงักราวกับนึกอะไรบางอย่างขึ้นได้กะทันหัน
“ฉันรู้แล้ว” เธอหัวเราะร่า “…แกมีวิธีอะไรสักอย่างที่ป้องกันไม่ให้สะเก็ดทางความคิดกินทั้งตัวแกได้งั้นสินะ ฉันเคยเห็นคนที่หมดใจจะมีชีวิตอยู่มานักต่อนักแล้ว และแกไม่ใช่คนแบบนั้น แกต้องหาวิธีรักษาอยู่แน่นอน แต่แกดันไม่สนใจวิธีของฉัน หมายความว่า—”
“ใครบอกว่าฉันไม่สนกันล่ะ?”
“….ห่ะ?”
หญิงชราใช้เวลาครู่หนึ่งในการประมวลผลคำพูดดังกล่าว
ผมเอ่ยต่อ
“ฉัน… ตอนแรกฉันว่ามันเว่อร์เกินไปหน่อย แต่ฉันสนใจนะ ถ้าตอบตกลง แกจะยอมรับไหมล่ะ?”
“…..”
หญิงชราใบ้สนิท ทำหน้าทำตาไม่ถูก ผมไม่โทษเธอหรอก เป็นผมเจอแบบนี้เข้าไปก็คงมึนงงเหมือนกัน เพราะมันขัดกับสิ่งที่ผมพูดก่อนหน้านี้โดยสิ้นเชิง แต่มันก็ไม่ใช่ว่าผมพูดแบบนั้นออกไปโดยไม่มีเหตุผลนะ ผมสนใจในลัทธิของพวกเขาจริง ๆ นั่นแหละ
ผมรู้อยู่แก่ใจว่าเควสต์นี้คงจะเป็นเควสต์ที่ยาวนานมาก ซึ่งถ้ายาวของจริง ให้ผมเข้าหาตัวการโดยตรงเลยจะไม่ได้ผลดีกว่าเหรอ?
ถ้าเกิดได้เป็นสมาชิกลัทธิของพวกเขาขึ้นมา ผมก็น่าจะแก้เควสต์ยุ่งยากได้หลายเควสต์โดยไม่ต้องทำอะไรมากนัก ปัญหาเดียวคือพวกเขาจะบังคับให้ผมทำในสิ่งที่ตัวเองไม่ต้องการ รวมถึงพวกสิ่งผิดกหมาย
ผมไม่ค่อยกล้าทำเรื่องพวกนั้นสักเท่าไหร่
…และมันก็ไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญอะไรกับผมด้วย ท้ายที่สุดแล้ว ผมก็แค่พูดเพื่อถ่วงเวลาและปั่นความคิดของเธอ เปิดโอกาสให้ดรีมวอล์กเกอร์ใช้มืออุดปากของเธอเอาไว้ได้
“…..!”
สีหน้าของเธอเปลี่ยนจากหน้ามือเป็นหลังเท้าทันที เห็นได้ชัดว่าเธอคาดไม่ถึงกับสิ่งที่เกิดขึ้น
กึก! กึก!
ตามมาด้วยสภาพแวดล้อมสั่นสะเทือน หลายร่างเริ่มปรากฏออกจากเงามืด ตัวตนของพวกมันเข้ายึดครองทั่วทั้งห้องจนผมหายใจลำบากภายใต้แรงกดดันเหล่านั้น
ตั้งแต่ชุดสูทเนี้ยบกริบไปจนถึงหมวกทรงสูงที่พวกมันสวมใส่… ผมจำเหล่าสัตว์ประหลาดนี่ได้ในทันที สีหน้าของผมจึงเปลี่ยนเป็นเคร่งขรึม
‘ชายบิดเบี้ยว…’
อย่างที่คาดไว้เลย มันมีมากกว่าสองตัว
เมื่อมองไปรอบ ๆ ผมก็นับได้ทั้งหมดหกตัว และเรียวขาทั้งสองเริ่มรู้สึกอ่อนแรงเหมือนเยลลี่ แววตาของหญิงชราเปลี่ยนไปทันทีที่พวกมันปรากฏกาย สีหน้าเตรียมฉลองชัยชนะขณะมองผม
สถานการณ์ดูเลวร้ายสำหรับผมมากจริง ๆ มากพอจะบอกได้ว่าผมกำลังจะตายในอีกไม่กี่วินาทีข้างหน้านี้
ทว่า…
‘เท่าที่สังเกตมา ยังไงฉันก็ไม่เดี้ยงหรอก’
ในจังหวะที่ผมคิดแบบนั้น ชายบิดเบี้ยวก็เคลื่อนไปอยู่ด้านหลังดรีมวอล์กเกอร์และยืนประจันหน้าหญิงชรา ดวงตาของเธอเบิกกว้างด้วยความช็อก เธอพยายามจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ดรีมวอล์กเกอร์กลับปิดกั้นไม่ให้มีเสียงใดลอดออกจากปากนั้น เธอเริ่มดิ้นพล่านเพื่อหาทางหลบหนี
ทว่ามันไร้ประโยชน์
ดรีมวอล์กเกอร์ไม่ยอมปล่อย
และแล้ว…
กร๊อบ!
มือของเธอหักสะบั้นดังเปรี๊ยะน่าคลื่นเหียน กระดูกบิดเบี้ยวผิดทิศผิดทางพร้อมด้วยเสียงแตกละเอียดที่สะท้อนก้องท่ามกลางอากาศ ดวงตาของเธอเบิกกว้าง ไม่ใช่เพียงเพราะความเจ็บปวด แต่ยังเป็นเพราะความไม่อยากจะเชื่อ ร่างกายสั่นเทิ้มขณะพยายามกรีดร้องออกมา
“ฮื้มมม—!”
กร๊อบ!
จากนั้นต่อด้วยท่อนขาที่พับงอไปด้านหลังราวกับไม่เคยมีข้อต่อ ผิวหนังแปรเป็นซีดเผือดดั่งศพ เส้นเลือดปูดโปนภายใต้ชั้นผิว ดวงตาอาบย้อมไปด้วยโลหิตจนกลายเป็นสีแดงเข้ม เธอกระหืดกระหอบ ปากสั่นระริก แต่ไม่มีคำพูดใดหลุดออกมา ยกเว้นเสียงครางเครือ
ดรีมวอล์กเกอร์ไม่ปล่อยมือ มันยังคงอุดปากเธอไว้แบบนั้น
เสียงแตกหักลั่นอีกครั้ง แขนอีกข้างบิดงอและหักแกรก ก่อให้เกิดเป็นภาพอันน่าสยดสยองอย่างยิ่งยวด ร่างกายของเธอเริ่มเหี่ยวแห้ง
ผมทำได้เพียงจ้องมองภาพเหตุการณ์นั้นชั่วระยะหนึ่ง ก่อนจะหันหลังและเคลื่อนไปยังทางออกจากสถานที่แห่งนี้
กร๊อบ!
แม้จะได้ยินเสียงแตกหักอีกครั้ง ผมก็ไม่หันกลับไปมองจนกระทั่งก้าวเข้าสู่ประตูมิติ รู้สึกว่าสติของตัวเองเลือนราง
‘…สุดท้ายแล้ว สิ่งที่โดนสร้างขึ้นมาก็มีข้อบกพร่องเป็นของตัวเองกันทั้งนั้น แม้แต่พวกความผิดปกติเองก็ไม่เว้น’