นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #154 : ทดสอบเกมใหม่ [1]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #154 : ทดสอบเกมใหม่ [1]
คลิก คลิก…
ผมจ้องมองหน้าจอและผลงานที่เรนเดอร์เสร็จสมบูรณ์เบื้องหน้าอย่างเหม่อลอย นั่งเงียบงันโดยไม่เอ่ยปากแม้แต่คำเดียว
สภาพจิตใจเหนื่อยล้าถึงขีดสุด ความรู้สึกเหมือนเรี่ยวแรงถูกสูบออกไปจนหมดสิ้น
ความจริงแล้ว ผมแทบจะลืมตาไม่ขึ้นด้วยซ้ำ แต่… พอได้มองหน้าต่างอินเทอร์เฟซที่ปรากฏอยู่ตรงหน้าตัวเอง ความเหนื่อยล้าและความเจ็บปวดทั้งมวลก็ให้ความรู้สึกว่า มันช่างคุ้มค่าเหลือเกิน
“เสร็จแล้ว ฉันทำมันเสร็จแล้วจริง ๆ …”
หลังจากผ่านไปยาวนานราวกับชั่วนิรันดร์ ในที่สุดก็ทำเกมที่สองเสร็จสมบูรณ์ ผมทุ่มเทเวลาเกือบสองสัปดาห์เต็ม ๆ ไปกับมัน ทั้งอดหลับอดนอน อดข้าวอดน้ำ เพื่อให้แน่ใจว่ามันจะออกมาสมบูรณ์แบบ
ถึงแม้ผมจะไม่สามารถรับประกันได้ว่าเกมนี้จะไม่มีข้อผิดพลาดหรือบั๊ก แต่ผมก็มีความสุขมากกับผลลัพธ์สุดท้ายนี้ อย่างน้อย ผมก็สร้างสรรค์สิ่งที่เคยจินตนาการไว้ในหัวให้ออกมาเป็นรูปเป็นร่างได้สำเร็จแล้ว
ต่างจากเกมแรก คราวนี้ผมมั่นใจเลย
เกมนี้…
มันจะต้องสร้างความฮือฮาได้ยิ่งใหญ่กว่าเกมแรกแน่นอน
‘ไม่ใช่ว่าเกมแรกไม่ประสบความสำเร็จหรอกนะ ยอดขายโดยรวมมันอยู่ที่ประมาณ 30,000 ก็จริง แต่ของเกมนี้ ฉันค่อนข้างมั่นใจเลยว่ามันแตะหกหลักได้แน่ถ้าทุกอย่างเป็นไปได้ด้วยดี’
แต่ก็นะ…
ผมอาจจะประเมินตัวเองสูงเกินไปก็เป็นได้
ดวงตามองหน้าจอ ริมฝีปากพลางเม้มเข้าหากัน
“เจ้านี่คงไม่ส่งผลกับยอดขายหรอกเนอะ?”
หน้าอินเทอร์เฟซหลักไม่ได้มีอะไรน่าตื่นตาตื่นใจ
มันเป็นเพียงหน้าจอสีดำแสนเรียบง่าย ประกอบด้วยกราฟิกควันเล็กน้อยและตัวอักษรไม่กี่คำ
[เล่นต่อ]
[เริ่มเกมใหม่]
[ตั้งค่า]
[ออก]
ผมทุ่มเทเวลาทั้งหมดไปกับการสร้างเกมโดยที่ไม่ได้ใส่ใจเรื่องความสวยงามของมันเลย ตั้งแต่โลโก้เกมไปจนถึงหน้าต่างอินเทอร์เฟซ ทุกอย่างค่อนข้างจืดชืด
โลโก้ตัวเกมเป็นภาพร่างสูงผอมเพรียวสวมชุดสูทสีดำ มือข้างหนึ่งยกปีกหมวกทรงสูงขึ้นเล็กน้อย เป็นท่าทางที่ดูคล้ายกับการทักทายอย่างสุภาพทว่าชวนให้รู้สึกขนลุก ใบหน้าของมันส่วนใหญ่ถูกปีกหมวกบดบัง แต่ก็ยังพอให้เห็นผิวพรรณซีดเผือดและปากยาวอันบิดเบี้ยวที่ตรงมุมปากโค้งขึ้นผิดธรรมชาติ
พูดง่าย ๆ ก็คือเป็นโลโก้ที่ก๊อปปี้มาจากชายบิดเบี้ยวนั่นแหละ
ผมไม่เห็นความจำเป็นที่จะต้องเค้นสมองไปสร้างสรรค์โลโก้ ชายบิดเบี้ยวเป็นความผิดปกติที่ขึ้นทะเบียนไว้ในฐานข้อมูลของกิลด์และเป็นที่รู้จักในสาธารณชนระดับหนึ่งแล้ว
ผมจึงไม่ได้กังวลว่าพวกลัทธิจะมาเพ่งเล็งแค่เพราะโลโก้เกม
อืม จริง ๆ พวกมันก็หมายหัวผมอยู่แล้วอะนะ
ในเมื่อเป็นแบบนี้ ผมก็เลยไม่กั๊กและใส่สุดให้เหมือนแรงบันดาลใจไปเลย
“โลโก้กับอินเทอร์เฟซอาจจะไม่ได้ดีที่สุด แต่ฉันไม่ได้ขายสองอย่างนั้นซะหน่อย ตัวเกมต่างหากที่เป็นจุดขาย ต่อให้เป็นไคล์ก็ต้องมีสะดุ้งบ้างแหละ”
พอนึกถึงไคล์แล้ว หมอนั่นเป็นยังไงบ้างนะ?
ผม… แทบไม่ได้ใส่ใจเขาหรือเรื่องราวอะไรก็ตามที่เกิดขึ้นภายในกิลด์เลย
‘ฉันรู้แค่ว่าเกิดเรื่องสักอย่างแน่ ๆ เพราะข้างนอกดูวุ่นวายกันพอสมควร แต่จะเป็นเรื่องอะไรนี่ไม่แน่ใจแฮะ’
ผมขยี้ตาพลางพับปิดแล็ปท็อปลง แล้วเอนหลังพิงพนักเก้าอี้
เมื่อสัมผัสได้ว่าแหล่งกำเนิดแสงเพียงหนึ่งเดียวจางหายไปจนห้องตกสู่ความมืดมิด ผมหลับตาลงครู่หนึ่งก่อนจะลุกขึ้นยืน และในที่สุดก็มุ่งหน้าไปยังประตู
“ไปดูเขาหน่อยดีกว่า”
ผมจำเป็นต้องหาหนูทดลองมาทดสอบเกมใหม่ของตัวเอง
…ตัวผมกำลังจะออกจากห้องเพื่อตามหาหนูทดลอง แต่แล้วจู่ ๆ ก็มีใครบางคนเคาะประตู
ก๊อก ก๊อก—
“หืม?”
ตอนแรกผมประหลาดใจเล็กน้อย แต่แล้วริมฝีปากของผมก็แปรเป็นรอยยิ้ม
‘โอ๊ะ ไม่ได้สิ…’
ผมรีบปิดปากตัวเองและพยายามไม่ให้รอยยิ้มแสดงออกมาอย่างสุดความสามารถ ในขณะที่โรวานเปิดประตูเข้ามา กวาดสายตามองรอบห้อง
“เซธ…?”
เพียงแค่ปรายตามองใบหน้าซูบเซียวและรอยคล้ำเข้มเด่นชัดใต้ดวงตาของเขาแวบเดียว ก็บอกได้เลยว่าเจ้าตัวมีสภาพไม่สู้ดีนัก
รอยยิ้มที่กำลังเป็นรูปเป็นร่างบนใบหน้าของผมยิ่งชัดเจนขึ้น โรวานเปิดไฟและมองมาทางผมด้วยแววตาที่แสดงความโล่งใจอย่างเห็นได้ชัด
“คุณอยู่นี่นี่เอง ผมมาเข้ารับการบำบัดน่ะครับ”
“….จริงสิ”
ผมพลิกข้อมือดูเวลา
มันถึงเวลาที่พวกเราสองคนต้องทำบำบัดกันแล้วจริง ๆ นอกเหนือจากกินข้าว ทำเกม และนอนหลับแล้ว ผมยังมีอีกสิ่งหนึ่งที่ต้องทำด้วย
นั่นคือการให้คำปรึกษาส่วนตัวกับโรวาน
ถ้าเลือกได้ ผมก็อยากจะยกเลิกการบำบัดแล้วไปทุ่มเทให้กับตัวเกมแบบเต็มที่ ซึ่งไม่ใช่ว่าผมไม่เคยลองนะ แต่ตอนที่ผมพยายามเสนอไอเดียนี้ ใบหน้าของโรวานก็ซีดสนิทราวกับโลกทั้งใบกำลังพังทลายลงต่อหน้าต่อตา
พอเห็นเขาเป็นแบบนั้น ผมเลยรู้สึกสงสารพอสมควร
สุดท้ายผมก็ตัดสินใจดำเนินการบำบัดต่อไป
‘ขอบคุณพระเจ้า’
ผมกำลังมองหาหนูทดลองอยู่หยก ๆ แล้วก็ดันมีตัวหนึ่งมาเสิร์ฟให้ถึงที่พอดี
โคตรจะโชคดีชะมัด!
“นั่งก่อนสิ โรวาน”
ผมชี้ไปยังที่นั่งเบื้องหน้าตัวเองพลางเปิดแล็ปท็อปอีกครั้งและนั่งไขว่ห้าง สายตามองดูเขากำลังนั่งลงตำแหน่งดังกล่าวด้วยท่าทีเหนียมอายในขณะที่เปิดตัวเกมขึ้นมา พร้อมกับชวนเขาคุยสัพเพเหระไปด้วย
“สภาพคุณดูไม่จืดเลยนะ ฝันร้ายเหรอ?”
“…ฝันร้าย? ไม่นะครับ ไม่เชิงหรอก”
โรวานส่ายศีรษะพลางนวดคลึงดวงตาอ่อนล้าของเขา
“ช่วงนี้ผมแค่โหมงานหนักเกินไปน่ะ ตั้งแต่พวกแลกเปลี่ยนเข้ามาในแผนก พวกเราก็โดนบังคับให้เข้าเกตติด ๆ กันจนแทบจะไม่มีเวลาได้พักเลย”
“อย่างงั้นเหรอ?”
อ้อ จริงด้วยแฮะ มีเรื่องนั้นอยู่นี่นา ผมมัวแต่หมกมุ่นอยู่กับการพัฒนาเกมของตัวเองจนลืมเรื่องสมาชิกแลกเปลี่ยนไปเสียสนิท
‘ฉันไม่ได้สนใจเรื่องภายนอกเท่าไหร่ก็จริง แต่ดูจากสภาพโรวานที่เหนื่อยขนาดนี้ ขอเดาไว้ก่อนเลยว่าสถานการณ์ไม่ดีชัวร์’
ใช่สิ ช่วงพักหลังนี้ไคล์เองก็ไม่ค่อยมากวนผมเหมือนกัน ซึ่งถือว่าแปลกนะ
ผมเริ่มอยากจะใส่ใจขึ้นมานิดหน่อยแล้วสิ
“แล้วพวกเขาเป็นยังไงบ้างล่ะ? กว่าพวกเขาจะปรับตัวกับแผนกนี้ได้ก็คงลำบากเลยสินะ เกตมันไม่ใช่ง่า—”
“สัตว์ประหลาด”
โรวานพูดแทรกขึ้นมากลางคัน ทำเอาผมถึงกับชะงักไปชั่วขณะ เขาปิดหน้าตัวเองด้วยมือทั้งสองข้าง
“พวกแม่งเป็นสัตว์ประหลาดชัด ๆ”
“เอ๊ะ…?”
เมื่อกี้เขาพูดว่าอะไรนะ? เขาพูดว่าสัตว์ประหลาดใช่ไหม?
“มัน… เหมือนกับว่าพวกเขาไม่สะทกสะท้านกับเกตเลยสักนิด ถึงพวกเราจะยังไม่ได้เข้าไปในเกตใหญ่ ๆ แต่พวกนั้นก็เคลียร์เกตได้เร็วมาก แถมลุยแหลกแบบไม่สนหน้าอินทร์หน้าพรหมด้วย คุณยังจำการทดสอบรับน้องได้อยู่ไหมครับ?”
“การทดสอบรับน้อง?”
ผมคิดอยู่ครู่หนึ่ง เขาหมายถึงอันที่มีไนท์วอล์กเกอร์ใช่หรือเปล่า?
“…คิดว่าน่าจะจำได้นะ มันค่อนข้างยา—”
“พวกนั้นเคลียร์เร็วแบบติดอันดับ ถึงขั้นทำลายสถิติของทุกคนแบบขาดลอยเลยครับ”
“…..”
คำต่าง ๆ นานาที่กำลังจะออกจากปากผมกลืนหายลงคอไปทันทีที่ได้ยินคำพูดของโรวาน และก่อนที่ผมจะได้ประมวลผลคำพูดเหล่านั้น โรวานก็กล่าวต่อ
“ก็นะ ถ้าดูจากฝีมือพวกเขาแล้วก็ไม่แปลกหรอกที่จะเคลียร์การทดสอบได้ไวขนาดนั้น ถ้าเป็นไคล์หรือคนอื่นในตอนนี้ไปเคลียร์ก็คงทำเวลาได้พอ ๆ กันนั่นแหละ แต่มันไม่ใช่แค่นั้นน่ะสิครับ เพราะขนาดพวกปีหนึ่งของฝั่งนั้นก็ยังทุบสถิติได้อีก จนตอนนี้มันลามไปถึงจุดที่ทุกคนเริ่มตั้งคำถามเกี่ยวกับความสามารถของแผนกเราแล้ว”
ยิ่งพูด เสียงของโรวานก็ยิ่งแห้งเหี่ยว
“เหตุผลที่พวกเราต้องทำงานหนักเป็นพิเศษก็เพราะเราพยายามจะพิสูจน์ให้พวกเขาเห็นว่า อยู่ในแผนกนี้มันไม่ใช่ง่าย ๆ แต่…”
โรวานหยุดประโยคลงตรงนั้น ทว่าเขาไม่จำเป็นต้องเอ่ยคำใดออกมาอีกต่อไปเพื่อให้ผมเข้าใจ
‘พวกแลกเปลี่ยนนี่เก่งกว่าที่ฉันคิดไว้ตอนแรกเยอะเลยสินะ’
ดูท่าว่าวันเวลาหลังจากนี้ของคนในแผนกคงจะสาหัสเอาการ
แต่นั่นไม่ใช่เรื่องสลักสำคัญสำหรับผม ซึ่งจ้องมองแล็ปท็อปของตัวเองและหันมันไปทางโรวาน
“นี่”
“หืม?”
โรวานค่อย ๆ เงยหน้าขึ้นมามองผม
“อะไร—”
“เกมใหม่ที่ผมทำเองน่ะ”
ผมรีบพูดแทรกโรวาน พยายามซ่อนรอยยิ้มของตัวเองให้แนบเนียนที่สุด
“เจ้านี่น่าจะช่วยให้คุณลืมเรื่องพวกนั้นได้นะ ลองเล่นดูสิ”
ผมจ้องมองโรวานตาไม่กะพริบ รู้สึกได้ว่าหัวใจของตัวเองเริ่มเต้นเร็วขึ้น คำถามหนึ่งผุดขึ้นมาในหัวขณะที่จับตาดูเขา
หมอนี่จะกรี๊ดดังขนาดไหนกันนะ?
ผมเลียริมฝีปากตัวเอง
‘หวังว่าจะได้ผลนะ’