นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #27 : กรีดร้อง [1]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #27 : กรีดร้อง [1]
“โอเค ทีนี้ทำยังไงดีล่ะเนี่ย?”
สิ่งที่ผมกังวลเป็นอย่างแรกเกี่ยวกับดนตรี คือความรุนแรงของมัน— มันทรงพลังมากเกินไป ถ้าใช้มันดื้อ ๆ เลยทั้งอย่างนี้ ผมกลัวว่ามันอาจจะก่อให้เกิดความวุ่นวายอะไรทำนองนั้นได้
‘ฉันอาจจะทำคนตายเลยด้วยซ้ำ’
ยิ่งไปกว่านั้น ผมต้องทำให้แน่ใจด้วยว่ามันจะไม่ส่งผลกระทบมากเกินจนพวกกิลด์สังเกตเห็น
โชคดีที่ผมคิดวิธีแก้ไว้ล่วงหน้าเรียบร้อย แผ่นหลังเอนพิงกับเก้าอี้หลังจากทดสอบไปหลายครั้ง ผมมั่นใจว่าตัวเองมาถูกทางแล้ว
“ฮู่วว… ขอบคุณพระเจ้าที่มันได้ผล”
กุญแจสำคัญอยู่ที่ความคมชัดของเสียงดนตรี ยิ่งเสียงชัดเจนเท่าไหร่ ผลกระทบของมันยิ่งรุนแรงมากขึ้นเท่านั้น
“ในกรณีนี้ ถ้าหาอัตราส่วนที่สมบูรณ์แบบได้ ฉันก็น่าจะปรับสมดุลมันได้— ต้องปรับให้ทรงพลังพอที่จะใช้งานได้ แต่ก็ต้องเบาพอจนแทบไม่ส่งผลกระทบต่อคนที่กำลังเล่นเกมด้วย”
นั่นคือทั้งหมดที่ผมต้องการ เป้าหมายไม่ใช่การทำให้ผู้เล่นฉีกหน้าตัวเองเป็นส่วน ๆ — แต่คือการขับกล่อมพอประมาณเพื่อให้พวกเขาลดการป้องกันลง ส่งผลให้ฉากจัมป์สแกร์สามารถทำงานได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ
ถ้ามันใช้การได้จริง ผมมั่นใจเลยว่าแม้จะเอาคนที่คุ้นเคยกับเรื่องสยองมาเล่นก็ยังต้องขวัญผวา
เมื่อคิดได้ดังนั้น ผมจึงไล่หารายชื่อเพลงที่ไม่มีลิขสิทธิ์จำนวนมาก และผสมเพลงประกอบต้นฉบับเหล่านั้นเข้ากับเสียงประกอบที่ตัวเองหามาเพื่อให้เข้ากับธีมโดยรวม
บทเพลงที่บรรเลงโดยวาทยกรนั้นไม่ค่อยเข้ากับเกมเท่าไหร่นัก เสียงดนตรีมันออกไปทางคลาสสิกเลยฟังดูไม่ค่อยไปในแนวเดียวกับสิ่งที่ผมพัฒนาขึ้นมา
ในเมื่อเป็นอย่างนั้น ผมจึงตัดสินใจผสมมันเข้ากับเพลงประกอบที่มี… โทนหนักหน่วงกว่า
“ฮืมม”
แต่ชั่วขณะที่กำลังยัดสิ่งที่ตัวเองปรับแต่งลงไปนั้นเอง ผมหยุดมือและจ้องมองแล็ปท็อปตรงหน้า
เสียงพัดลมดังระงมอย่างรุนแรง ความร้อนจากโปรเซสเซอร์[1]แผ่ซ่านมาถึงแขนของผม
“ปรับแล้วก็ยังรู้สึกเหมือนมีอะไรขาดหายไปอยู่ดี”
เดิมทีเกมนี้ไม่ได้ถูกสร้างขึ้นมาเพื่อให้มีเสียงดนตรีประกอบขณะเล่นตั้งแต่แรกอยู่แล้ว เพราะงั้นมันเลยให้ความรู้สึกเหมือนหลุดจากดีไซน์ของตัวเกม
อีกอย่างคือ ผมไม่สามารถเปิดเพลงนานเกินไปได้ เพราะเกรงกลัวว่ามันจะไปกระตุ้นบางสิ่งบางอย่างเข้าทำให้การพัฒนายากลำบากขึ้นเล็กน้อย
ท้ายที่สุด ผมได้แต่นั่งเงียบเชียบ จ้องมองแล็ปท็อปของตัวเองก่อนจะโอดครวญออกมา
“…นี่ฉันต้องเปลี่ยนระบบเกมใหม่หมดเลยใช่ไหมเนี่ย?”
ผมถอนหายใจกับตัวเองพลางดูเวลา ตอนนี้เป็นเวลาประมาณตีสองครึ่งแล้ว
เปลือกตาปรือลงทุกวินาที ระลอกคลื่นแห่งความง่วงงุนถาโถมเข้าใส่ ผมไม่ได้นอนมามากกว่า 24 ชั่วโมง และผลของการกระทำนั้นก็เริ่มมาเยือน
ผมควรจะไปนอนพักสักหน่อย
แต่…
“เรื่องนอนเอาไว้ทีหลัง”
ผมยังคงจดจ่ออยู่กับตัวเกม ทำการปรับแต่งและแก้ไขอย่างต่อเนื่อง
กว่าจะรู้สึกตัวอีกที เวลาก็ผ่านไปหลายชั่วโมงแล้ว และเมื่อลงมือใส่รายละเอียดสุดท้ายให้กับโครงร่างของเกม ผมก็เริ่มรู้สึกเหนื่อยล้าขั้นสุด
แต่ก่อนจะไปนอน ผมได้จัดการคัดลอกไฟล์ลงในแฟลชไดรฟ์ USB[2] ไว้เสร็จสรรพ หลังจากนั้นค่อยเดินออกไปและล็อกประตูตามหลัง
“หาวว”
เมื่อก้าวพ้นจากบริเวณออฟฟิศ ผมก็ปล่อยหาวออกมายาว ๆ เปลือกตาหนักอึ้งจนแทบจะลืมไม่ขึ้น
ข้างนอกยังคงมืดสนิท แต่ผมเริ่มเห็นคนทยอยเข้ามากันแล้ว พวกเขาดูเหมือนจะมีอาการเมาค้างหลงเหลืออยู่เล็กน้อย คงเป็นเพราะปาร์ตี้เลี้ยงพวกหน้าใหม่ที่จัดขึ้นเพื่อฉลองวันแรกของพวกเขากับกิลด์
นั่นเป็นเหตุผลหลักที่ว่าทำไมเมื่อคืนนี้ถึงได้เงียบสงบนัก
ฝีเท้ามุ่งหน้าไปยังลิฟต์เพื่อกลับห้องของตัวเองโดยไม่คิดอะไรมากมาย
ผมต้องนอนสักหน่อยแล้วจริง ๆ
น่าเสียดายที่ตัวผมเหนื่อยเกินไป ไม่อย่างนั้นผมคงสังเกตเห็นว่าแฟลชไดรฟ์ที่พกติดตัวมาด้วยนั้นหล่นออกมาจากกระเป๋ากางเกง
แต่พอมารู้อีกที ทุกอย่างก็สายเกินไปเสียแล้ว
***
7:00 น.
ช่วงเวลาเริ่มงานแสนปกติของเหล่าบุคลากรแผนกกักกันภายใต้สังกัดกิลด์
มันก็เหมือนกับงานออฟฟิศทั่วไปนั่นแหละ
“…โอ้ย เพลียเป็นบ้าเลยว่ะ”
“เหมือนกัน เมื่อคืนฉันแทบจะไม่ได้นอนเลย นั่งก๊งเหล้ากับพวกรุ่นพี่ทั้งคืน”
“พอพูดถึงรุ่นพี่แล้ว ฉันยังขนลุกไม่หายเลย รุ่นพี่โซอี้ดื่มไปหนักขนาดนั้น ไม่เมาได้ไงวะ”
“ถ้าเป็นเรื่องนั้น ฉันชอบรุ่นพี่ไคล์มากกว่านะ เขาดูละมุนกว่าตั้งเยอะ…”
บุคลากรหน้าใหม่เป็นกลุ่มแรกที่มาถึงโซนของเจ้าหน้าที่ภาคสนาม ดวงตาหย่อนยานด้วยความเหนื่อยล้า และเสื้อผ้าดูยับยู่ยี่เล็กน้อย
ในฐานะน้องใหม่ พวกเขาไม่มีทางเลือกนอกจากต้องถ่อมาถึงก่อนใคร ๆ มันเป็นมารยาทที่พวกเขาต้องยึดถือ หากไม่ใช่เพราะโดนบังคับให้ดื่มตลอดทั้งคืน พวกเขาคงจะอารมณ์ดีกว่านี้มาก
เหล่าเด็กใหม่วางกระเป๋าลง และมุ่งหน้าไปยังครัวตรงมุมหนึ่งของออฟฟิศ ซึ่งเป็นแหล่งรวมกาแฟสำเร็จรูปให้พวกเขาได้เติมคาเฟอีนเข้าร่างกาย ที่นี่ก็มีให้อย่างดีสุดเท่านี้แหละ
“สงสัยจังว่าวันนี้พวกเขาจะให้เราทำอะไร”
ลอว์เรนซ์ (Lawrence) หนึ่งในเด็กใหม่พูดขึ้นขณะเทน้ำร้อนลงแก้วกระดาษในมือตัวเอง
“…หวังว่าวันนี้เราไม่ต้องเข้าเกตกันนะ ฉันไม่คิดว่าตัวเองฉลาดพอจะรอดออกมาน่ะ”
“คงไม่หรอกมั้ง พวกเราน่าจะโดนบังคับให้ทำงานเอกสารหรือค้นคว้าวิจัยมากกว่า ฉันเห็นทีมสอดแนมออกไปข้างนอกด้วย วันนี้เราน่าจะสบาย ๆ”
“ค่อยยังชั่ว”
ลอว์เรนซ์ถอนหายใจอย่างโล่งอกพลางจิบกาแฟ
“อึ่ก…”
ใบหน้าบิดเบี้ยวทันทีที่ลองจิบอึกหนึ่ง เขารีบดึงแก้วออกจากปากอย่างรวดเร็ว “อ่า ร้อน…” เขาพึมพำพร้อมกับสาปส่งกาแฟในใจ ริมฝีปากเหมือนกำลังจะพูดอะไรบางอย่าง แต่หางตาดันเหลือบไปเห็นแท่งสีดำขนาดเล็กบนพื้นเข้าเสียก่อน
“นั่นอะไรน่ะ?”
เขาเดินเข้าไปหาและหยิบมันขึ้นมาด้วยความสงสัย
“แฟลชไดรฟ์?”
“…หือ? ยังมีคนใช้อะไรแบบนั้นอยู่อีกเหรอ?”
“คงมีแหละมั้ง…”
ลอว์เรนซ์พลิกแฟลชไดรฟ์ไปมาเพื่อมองหาชื่อ แต่เขาไม่เห็นเลย คิ้วขมวดเข้าหากันหลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เท้าก้าวเดินไปยังโต๊ะและเปิดเครื่องแล็ปท็อปของตัวเอง
เด็กใหม่อีกสามคนเดินตามหลังเขาไปติด ๆ
“นายกำลังจะเช็กเหรอว่าเป็นของใคร?”
“…ใช่ มันอาจจะมีข้อมูลสำคัญอยู่”
มันอาจจะเป็นของรุ่นพี่สักคนหนึ่ง การรีบคืนให้เร็วที่สุด— ใครจะไปรู้ล่ะ มันอาจจะเป็นใบเบิกทางเพื่อให้พวกเขาเข้าตารุ่นพี่ก็ได้นะ
ลอว์เรนซ์ไม่รอช้า เขาเสียบแฟลชไดรฟ์เข้าไปทันทีที่แล็ปท็อปเปิด
ไฟล์หนึ่งเขียนว่า: [แฟลชไดรฟ์ของเซธ] ปรากฏขึ้นหลังจากนั้นไม่นาน
“เซธ?”
กลุ่มเด็กใหม่กะพริบตาด้วยความสับสน
“มีรุ่นพี่ชื่อเซธอยู่ในแผนกเราด้วยเหรอ?”
“เซธ? ฉันไม่คุ้นเลยนะ…”
“ไม่มีหรอก”
ลอว์เรนซ์พูดขึ้น สีหน้าของเขาอึมครึมเมื่อเปิดโฟลเดอร์เข้าไปแล้วพบว่ามีเพียงไฟล์เดียวภายในนั้น
[Game.Dem]
“อ่า เขานี่เอง…”
ลอว์เรนซ์เอนหลังพิงเก้าอี้ ความผิดหวังฉายเด่นชัดบนใบหน้า และไม่ใช่เขาคนเดียวที่เป็นแบบนั้น
เด็กใหม่คนอื่น ๆ เข้าใจอย่างรวดเร็วว่าใครคือเจ้าของแฟลชไดรฟ์นี้
“มันคือแฟลชไดรฟ์ของไอ้คนโชคดีนั่น”
“…ใช่ไง”
ชื่อเสียงของเซธในหมู่เด็กใหม่ไม่ค่อยดีเท่าไหร่
ทุกคนล้วนเคยได้ยินเรื่องข้อเสนอที่หัวหน้าแผนกมอบให้กับเขา มันเป็นข้อเสนอที่ใคร ๆ ต่างใฝ่ฝันถึง
การที่เขาได้รับข้อเสนอแบบนั้นจากการทดสอบเพียงครั้งเดียว— ซึ่งเป็นครั้งที่ดูเหมือนเขาจะแก้ได้ด้วยดวงล้วน ๆ — จึงทำให้หลายคนไม่พอใจ
ก่อกำเนิดเป็นกลุ่มก้อนแห่งความอิจฉาริษยา ผสมปนเปกับความรู้สึกขุ่นเคืองที่สมเหตุสมผล
ท้ายที่สุดแล้ว พวกเขาต้องทุ่มเทแรงกายแรงใจไปนับไม่ถ้วนเพื่อให้ได้ตำแหน่งภายในกิลด์ แต่เขาคนนั้นกลับได้รับตำแหน่งที่สูงกว่าโดยไม่พยายามอะไรเลย มันรู้สึกเหมือนโดนตบหน้าเข้าจัง ๆ
“เออ เอาเถอะ”
ลอว์เรนซ์เองก็รู้สึกแบบเดียวกัน
เขาไม่ได้รู้สึกดีกับเซธเท่าไหร่นัก และในขณะที่มือกำลังจะดึงแฟลชไดรฟ์ออก ใบหน้าหนึ่งก็โผล่มาทางด้านหลัง
“โอ้ะ? พวกนายดูอะไรกันอยู่น่ะ?”
เด็กใหม่พลันตื่นตัวกันหมดทุกคน
“รุ่นพี่!”
“…รุ่นพี่ครับ!”
“ใจเย็น ๆ ผ่อนคลายกันหน่อยสิพวกนาย”
เทอร์แรนซ์ยกมือขึ้นเพื่อให้พวกเขาใจเย็นลง เขาเพิ่งเดินมาถึงออฟฟิศและสังเกตเห็นเหล่าน้องใหม่ล้อมวงกันเป็นกลุ่มก้อน เลยตัดสินใจเดินเข้าไปดูว่ามันเกิดอะไรขึ้นด้วยความอยากรู้อยากเห็น
ลอว์เรนซ์ยืดหลังตรง ดึงแฟลชไดรฟ์ออกและปิดแล็ปท็อปลง
“ไม่มีอะไรครับ พวกเราแค่เจอแฟลชไดรฟ์ตกอยู่ เลยหาว่ามันเป็นของใครน่ะครับ”
“อ๋อ แล้วมันเป็นของใครล่ะ?”
“…ของคนสังเกตการณ์ที่รุ่นพี่ไคล์พามาครับ ในนั้นมีเดโม่ตัวเกม[3]ที่เขากำลังทำอยู่ด้วย”
“หืม?”
ทันใดนั้นเอง สีหน้าของเทอร์แรนซ์เปล่งประกายสนอกสนใจออกมาขณะที่เขามองไปยังแฟลชไดรฟ์
ไม่นานนัก รอยยิ้มก็ปรากฏขึ้นบนใบหน้า
“ฟังดูน่าสนใจดีนี่”
สายตาของเขาตกไปอยู่บนแล็ปท็อปของลอว์เรนซ์
“มาลองเล่นดูกันเถอะ”
“เอ๋?”
ลอว์เรนซ์กะพริบตาปริบ ๆ แต่ก่อนที่เขาจะได้กล่าวอะไร เทอร์แรนซ์ก็เอ่ยขึ้นมาเสียก่อน
“…เสียบแฟลชไดรฟ์เข้าไปเลย มาลองเดโม่กันดู ฉันอยากรู้เหมือนกันว่าเกมนี้มันจะน่ากลัวขนาดไหน”
เชิงอรรถ
[1] โปรเซสเซอร์ (Processor) หรือ CPU เป็นชิปประมวลผล ฝังอยู่ในตัวเครื่องเพื่อให้มันทำงานได้
[2] แฟลชไดรฟ์ USB (USB Stick) คืออุปกรณ์เก็บข้อมูลแบบพกพาขนาดเล็ก (จริง ๆ สมัยนี้ยังมีคนใช้อยู่นะคะ เราแล้วคนหนึ่ง TT)
[3] เดโม่ตัวเกม (Demo Game) คือเวอร์ชั่นทดลองของตัวเกมที่ลดทอนเนื้อหาลงจากเกมเต็ม หรือเวอร์ชั่นที่มีเนื้อหาไม่สมบูรณ์