นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #33 : ภาพวาด [2]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #33 : ภาพวาด [2]
ผมกะพริบตาช้า ๆ ขยับตัวเข้าไปใกล้ภาพวาดมากขึ้น
ฉากพื้นหลังเป็นแบบเดิม เส้นทางคดเคี้ยว พรรณไม้เขียวขจีล้อมรอบ ท้องฟ้าสีครามไร้ที่สิ้นสุด… ทุกอย่างยังคงเหมือนเดิม
แต่มีสิ่งหนึ่งที่เปลี่ยนไป
หญิงสาวในชุดขาว
เธอดูจะอยู่ใกล้มากกว่าเดิม ไม่เหมือนกับก่อนหน้านี้… ใกล้เข้ามาแบบบอกไม่ถูก
‘นี่ฉันไม่ได้คิดไปเองใช่ไหม?’
ลำตัวโน้มเข้าไป ตรวจสอบให้แน่ใจว่าดวงตาไม่ได้เล่นตลกกับตัวเองอยู่ แต่เมื่อคิดถึงทั้งหมดทั้งมวลที่เกิดขึ้นในช่วงนี้ แม้ว่าผมจะไม่อยากแน่ใจ… แต่มันก็สมควรเรียกว่าเป็นเรื่องจริงได้แล้วแหละ
“…ชีวิตนี่มีแต่เรื่องจริง ๆ”
ผมถอนหายใจและพิงหลังเข้ากับผนัง ปิดใบหน้าตัวเองด้วยมือทั้งสองข้าง
ไม่สิ… พอมาลองคิดดูตอนนี้แล้ว สาเหตุเดียวที่ผมเจอแต่เรื่องไม่หยุดหย่อน เป็นเพราะตัวเองดันเข้าร่วมการทดสอบเด็กใหม่นั่นด้วยความสมัครใจ ถ้าเลือกที่จะไม่เข้า ชีวิตผมคงสงบสุขไปตั้งนานแล้ว
ถ้าจะโทษใครก็โทษตัวเองนี่แหละ ตัวต้นเหตุที่ทำให้ต้องมาตกวิบากกรรมแบบนี้
‘แต่ฉันก็ไม่เสียใจที่ตัดสินใจไปแบบนั้นหรอกนะ’
ผมคงไม่ได้เจอกับไนท์วอล์กเกอร์ถ้าไม่เข้าไปในนั้น ในขณะเดียวกัน การพัฒนาเกมก็จะดำเนินไปได้ยากลำบากกว่านี้มาก
และอีกเรื่องหนึ่ง…
ผมเบนความสนใจไปที่โทรศัพท์มือถือ หรือถ้าจะให้เจาะจงคือไฟล์บันทึกเสียงอันนั้น
ถ้าไม่ใช่เพราะกังวลว่าวาทยกรจะปรากฏตัวออกมาทุกครั้งที่เปิดไฟล์นี้ ผมคงคิดว่ามันเป็นอาวุธที่ยอดเยี่ยมมากในการรับมือกับพวกความผิดปกติ
สิ่งที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อสักครู่ คือหลักฐานยืนยันชั้นดี
แต่ในเวลาเดียวกัน มันก็ทำให้ผมสงสัยบางอย่าง
“ฉันจะใช้เจ้านี่รับมือกับพวกความผิดปกติที่แข็งแกร่งกว่านี้ในอนาคตได้แน่เหรอ? ถ้าเกิดว่าต้องเจอกับตัวที่เก่งมาก ๆ ล่ะ วาทยกรจะไปซัดมันไหมถ้าฉันเปิดเพลง?”
ความคิดนั้นทำเอาหัวใจเต้นระรัว
ผมยังไม่แน่ใจในตอนนี้ แต่ถ้ามันทำได้จริง นั่นไม่เท่ากับว่าเป็นการยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัวเลยเหรอ?
“…ถ้าบอกว่าไม่อยากลองก็คงจะโกหก”
แต่ผมปัดความคิดเหล่านั้นทิ้งไปอย่างรวดเร็วและลุกขึ้นยืน คิดไปตอนนี้ก็เปล่าประโยชน์
หลังจากเอื้อมไปหยิบภาพวาดขึ้นมา ผมมองไปรอบห้อง ก่อนจะเดินไปหาแล็ปท็อปและเริ่มพิมพ์ลงในช่องแชต
[ฉันต้องทำยังไงกับภาพวาดนี้?]
ผมได้รับคำตอบกลับมาแทบจะทันที
[แขวนมันไว้ในห้อง ห้ามเอาอะไรมาปิด ต้องจ้องมองมันเป็นเวลาหนึ่งนาทีโดยไม่กะพริบตา เริ่มที่เวลา 1:00 น.]
“อ่า?”
นี่มันอะไรวะ…
[ทำแบบนี้ทุกวันจนกว่าคุณจะทำภารกิจสำเร็จ]
[แน่นอนว่าคุณสามารถเลือกที่จะทิ้งภาพวาดไปได้ และจะไม่มีผลกระทบใด ๆ ตามมา มันคือเควสต์เสริม]
การสนทนาจบลงเพียงเท่านี้
ผมจ้องมองข้อความด้วยความสับสนปนระแวง
“…ทิ้งภาพวาดได้โดยไม่มีผลกระทบงั้นเหรอ?”
เรื่องนี้…
มันค่อนข้างเหนือความคาดหมาย ผมรู้สึกประหลาดใจแต่เป็นในทางที่ดี ผมไม่ชอบเวลาโดนบังคับให้ทำในสิ่งที่ตัวเองไม่อยากทำ คือผมเจออะไรแบบนั้นมามากพอแล้วในบริษัทเก่าน่ะ
การที่รู้ว่าตัวเองมีทางเลือก มันทำให้ผมรู้สึกดีขึ้นมาก
“งั้น… ฉันควรจะเล่นไปตามเกม หรือถอยออกมาดีล่ะ?”
ผมหรี่ตาลงพลางครุ่นคิดอยู่เนิ่นนาน ท้ายที่สุดก็วางภาพวาดไว้บนโต๊ะ
“ขอหาคำตอบก่อนแล้วกันว่าไอ้ลำดับชั้นที่สองมันคืออะไร ส่วนเรื่องอื่นค่อยมาคิดทีหลัง”
ณ ตอนนี้ผมขอพักการตัดสินใจไว้ก่อน ส่วนหนึ่งในใจอยากจะปฏิเสธภารกิจ แต่ด้วยความที่มีโจทก์เก่าอย่างวาทยกรตามติดชนัก ทั้งยังมีรางวัลล่อตาล่อใจของเควสต์รอคอยอยู่ ผมจึงรับรู้ได้ว่ามันเป็นเรื่องที่คุ้มค่าจะเก็บมาพิจารณา
‘เหมือนที่หัวหน้าแผนกเคยพูดไว้ ฉันจะเอาแต่นิ่งเฉยไม่ได้’
แต่ถึงอย่างนั้น สิ่งสำคัญเป็นลำดับแรกในตอนนี้คือเควสต์หลัก
ผมต้องหาทางโปรโมตเกมของตัวเอง
“แต่มันเป็นเรื่องที่พูดง่ายทำยากเนี่ยสิ”
ศีรษะส่ายไปมา สายตากวาดมองไปทั่วห้องก่อนจะเดินออกจากห้องทำงาน ผมต้องไปหาไคล์เพื่อถามข้อมูลเกี่ยวกับคำศัพท์แปลก ๆ ที่ตัวเองได้รับ
โชคดีที่การหาตัวเขามันไม่ได้ยากนัก
แต่ติดปัญหาอยู่อย่างหนึ่ง…
‘อ่า ชิบ’
เขากำลังคุยกับคนที่ผมไม่อยากเจอหน้ามากที่สุดอยู่
***
“เดี๋ยวนะ นายอยากให้ฉันช่วยโปรโมตเกมของเพื่อนนายเหรอ?”
โซอี้เกาหน้าผากพลางหรี่ตามอง เธอไม่แน่ใจว่าตัวเองได้ยินอะไรผิดไปหรือเปล่า
เมื่อกี้เขาถามเรื่องพรรค์นั้นออกมาจริง ๆ ใช่ไหม?
“ก็… ใช่”
แต่เธอได้ยินทุกคำถูกต้องแล้ว
เมื่อเห็นรอยยิ้มบอกบุญไม่รับของไคล์ในขณะที่เขากำลังถือแก้วกาแฟอยู่ สีหน้าของเธอก็แทบจะพังทลายลงมา
“นายต้องล้อฉันเล่นแน่ ๆ”
ทุกวันนี้แค่เห็นหน้าเซธ เธอก็รู้สึกหงุดหงิดแล้ว สายตาของเธอมักจะเหลือบไปทางห้องทำงานของเขาโดยไม่รู้ตัวทุกครั้งที่เดินผ่านบริเวณนั้น พอมานึกถึงความเจ้าคิดเจ้าแค้นเข้าเลือดของเธอแล้ว นับว่าเป็นปาฏิหาริย์มากที่เธอยังไม่ได้ลงมือก่อเหตุอะไรเลยสักอย่าง
แต่ทั้ง ๆ ที่รู้นิสัยของเธอเป็นอย่างดี ไคล์ก็ยังพยายามมาขอความช่วยเหลือให้เพื่อนของเขาเนี่ยนะ?
‘หมอนี่เสียสติไปแล้วหรือไง?’
“ช่างเถอะ ถือว่าเมื่อกี้นี้ฉันไม่ได้พูดแล้วกัน”
โซอี้ปิดหน้าและถอนหายใจ
“ฉันคิดค่าโพสต์ละ 100,000 ถ้าเพื่อนนายอยากจะโปรโมต—”
“พรูด—!”
ไคล์สะบัดศีรษะไปด้านข้าง กาแฟทะลักออกมาจากปากของเขา พวยพุ่งเป็นสายในคราวเดียว
จากนั้นเขาก็เริ่มไอโขลก ๆ
“แค่ก! อะไรนะ…!? หนึ่ง… แสน…”
“หนึ่งแสนถ้วน เลขกลม ๆ ตามนั้นเลย”
โซอี้ขัดจังหวะพลางก้าวถอยหลังให้ห่างเขา เมื่อเห็นใบหน้าของเขาซีดเผือด เธอก็กล่าวดักไว้ก่อนที่เขาจะได้พูดอะไรต่อ
“ไม่มีส่วนลด นี่คือราคาถูกที่สุดเท่าที่ฉันจะให้ได้แล้ว”
“แต่…”
“แต่ อะ ไร ไคล์?”
โซอี้เลิกคิ้วขึ้น
“…เหตุผลเดียวที่ฉันยอมช่วยก็เป็นเพราะว่านายนั่นแหละ ไม่อย่างนั้นฉันไม่มีวันโปรโมตเกมคุณภาพต่ำที่เพื่อนนายกำลังทำอยู่แน่ ๆ อันที่จริงมันจะทำให้ชื่อเสียงของฉันแย่ลงด้วยซ้ำถ้าฉันมาโปรโมตอะไรที่มันห่วยแตกน่ะ”
เรื่องนั้น ไคล์เถียงไม่ออก
เขาเคยลองเล่นเกมของเซธแล้ว และมันก็… ไม่ค่อยดีจริง ๆ ถ้าเธอเป็นคนโปรโมตมัน ชื่อเสียงของเธอก็คงจะเสียหายไปด้วย
การที่เธอยอมรับฟังข้อเสนอตั้งแต่แรกนั้นนับว่าใจดีมากแล้ว
‘ถือว่าฉันพยายามแล้วล่ะนะ’
ไคล์กำลังจะเอ่ยคำขอบคุณ แต่โซอี้กลับพูดแทรกขึ้นมาเสียก่อน
“แต่รู้อะไรไหม ถ้าเพื่อนนายอยากจะโปรโมตเกมของเขาจริง ๆ มันก็ใช่ว่าจะเป็นไปไม่ได้ซะทีเดียว”
“เอ๋…?”
ไคล์เงยหน้าขึ้น ดวงตากะพริบปริบ ๆ ไม่ใช่ว่ามันเป็นไปไม่ได้เหรอ?
“ดูนี่สิ”
โซอี้หยิบโทรศัพท์ออกมา นิ้วมือไถไปมาบนหน้าจออย่างคล่องแคล่วก่อนจะพลิกมันมาให้
นั่นคือตอนที่ไคล์เห็นชื่อหัวข้อหลากหลายอย่าง
[สำรวจตึกร้าง!]
ยอดผู้ชม: 80k ขณะไลฟ์
[ไขคดีลูกสาวที่หายตัวไป!]
ยอดผู้ชม: 31k ขณะไลฟ์
“ไลฟ์สตรีม”
โซอี้ตอบพลางดึงโทรศัพท์กลับมา
“…ช่วงนี้สตรีมแนวระทึกขวัญกำลังมาแรง ถ้าเพื่อนนายอยากขายเกม ฉันพอจะแนะนำเขากับสตรีมเมอร์ชื่อดังที่ฉันรู้จักได้นะ เขาจะได้โปรโมตเกมในระหว่างสตรีมไปเลยไง”
“อ่า”
ไคล์มองดูยอดวิวตามด้วยชื่อไลฟ์ เขาเห็นว่ามันน่าจะช่วยเซธได้มากจริง ๆ แต่ไม่นานเขาก็ส่ายหัว
“ฉันไม่คิดว่ามันจะเวิร์กหรอก”
เขารู้จักเซธเป็นอย่างดี จนมากพอจะรู้ว่าหมอนั่นเกลียดเรื่องอะไรทำนองนี้ที่สุด ต่อให้เขาไปบอก เซธก็คงจะปฏิเสธพร้อมกับมองด้วยสายตาขยะแขยงแน่นอน
“…ขอบคุณสำหรับข้อเสนอนะ แต่ฉันว่าจะลอง—”
“เอาสิ”
เสียงหนึ่งดังขึ้นมากะทันหัน ขัดประโยคของไคล์กลางคัน
ไคล์ชะงักและหันไปตามเสียง เขาเห็นเซธเดินเข้ามาจากระยะไกล สายตาของเซธดูว่างเปล่าจนเกือบจะไร้ชีวิตชีวาในตอนที่จับจ้องไปยังโทรศัพท์ในมือของโซอี้
“เรื่องไลฟ์สตรีมนั่นน่ะ…”
เซธกล่าวด้วยน้ำเสียงทุ้มต่ำแต่หนักแน่น
“ผมตกลง”