นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล] - ตอนที่ #40 : ไลฟ์สตรีม [2]
- Home
- นักพัฒนาเกมสยองขวัญ: เกมของผมไม่ได้น่ากลัวขนาดนั้นซะหน่อย! [นิยายแปล]
- ตอนที่ #40 : ไลฟ์สตรีม [2]
— 54445554556665
— มาถึงพี่แกก็จะอ้วกเลยเว้ยเฮ้ย! 555555
— เขาคงกลัวมากจริง ๆ นั่นแหละ 555+
— นายพาแขกบ้านไหนมาวะเนี่ย?
แชตระเบิดขึ้นทันทีที่ได้ยินคำพูดของเซธ จะไม่ให้ระเบิดได้ยังไงล่ะ? ก็คำพูดของเขามันดันสวนทางกับรูปลักษณ์ภายนอกแบบน่าเหลือเชื่อซะขนาดนี้
ในช่วงก่อนที่เขาจะพูดออกมา ทุกคนต่างเกร็งตัว
รูปลักษณ์ของเขาท่ามกลางสภาพแวดล้อมอันดำมืดนั้นดูหลอนเอาเรื่อง แต่มันได้สลายหายไปทันทีที่คำพูดพวกนั้นหลุดออกจากปากเขา
“คุณต้องอ้วกเหรอครับ?”
“…ประมาณนั้นครับ”
เจมี่ยิ้มออกมาหลังจากได้ยินคำพูดของเซธ บางที… ทุกอย่างอาจจะง่ายกว่าที่คาดคิด
อันที่จริงแล้ว เขาสามารถใช้โอกาสนี้หลอกให้หมอนี่กลัวหัวหด แล้วอัดคลิปเก็บตุนไว้ได้อีกเพียบ
วิธีดังกล่าวอาจจะไม่ตรงกับแนวทางปกติของสตรีมเขาเท่าไหร่ แต่ถ้าอยากให้ช่องยังคงได้รับความนิยมอยู่ มันก็จำเป็นต้องทำ
● ถ่ายทอดสด
ผู้ชม: 597
เขาเบนความสนใจไปยังจำนวนผู้ชม พลางเม้มริมฝีปากอยู่เงียบ ๆ
…มันน้อยกว่าที่เขาคาดไว้พอสมควร
‘อย่างที่คิดเลย ฉันคงต้องทำแบบนั้นจริง ๆ สินะ’
ยอดผู้ชมของเขาน้อยกว่าปกติอย่างเห็นได้ชัด สาเหตุหลักเป็นเพราะสถานที่แห่งนี้ แต่เขาพอมองออกอยู่เหมือนกันว่าคนดูเริ่มเบื่อคอนเทนต์เดิม ๆ ของตัวเองแล้ว
เขาจำเป็นต้องเพิ่มสีสัน และเซธคือเป้าหมายที่สมบูรณ์แบบ
“….ที่นี่ไม่มีห้องน้ำเลยเหรอครับ?”
“ข่าวร้ายครับ มันไม่มี”
เจมี่ส่ายศีรษะขณะหันความสนใจกลับไปที่ไลฟ์ ตัวเลขผู้ชมขยับขึ้นมาเล็กน้อย
‘ดูเหมือนมุกช่วงแรกจะเรียกคนมาได้บ้าง’
ยอดผู้ชมตอนนี้อยู่ที่ 633
ก็ยังไม่ดีเท่าไหร่
“ฉันมั่นใจว่าหลายคนคงรู้จักพิพิธภัณฑ์ศิลปะเวโลร่ากันดีอยู่แล้ว ก็ที่นี่มันค่อนข้างฮอตฮิตสำหรับสตรีมแนวนี้นี่เนอะ”
— ไม่รู้ก็เชี่ยละ 555555
— …นายก็รู้อยู่แล้วนี่นา ทำไมยังมาที่นี่อีกล่ะ?
— ห่วยแตกชิบหาย
เจมี่เมินแชตและก้าวไปข้างหน้า ลำแสงจากไฟฉายของเขาเฉือนผ่านความมืดมิด เสียงกรอบแกรบแผ่วเบาของใบหญ้าดังขึ้นใต้ฝ่าเท้า เขาพูดไปเรื่อย ๆ ขณะเดินไปด้วย พลางเหลือบกลับไปมองเซธเป็นระยะ ๆ เพื่อให้แน่ใจว่าเจ้าตัวยังตามมาอยู่
“พิพิธภัณฑ์นี้ปิดตัวไปเมื่อเจ็ดปีก่อน พวกเขาประกาศว่าสาเหตุเป็นเพราะแก๊สรั่ว— แต่พวกเรารู้กันดีว่านั่นไม่ใช่ความจริงเลย ส่วนสาเหตุที่แท้จริงน่ะเหรอ? มันเป็นเพราะภาพวาดโดนขโมยไปจากที่นี่ไงล่ะ”
เจมี่รู้สึกว่าไม่จำเป็นต้องอธิบายประวัติความเป็นมาของสถานที่แห่งนี้มากนักเพราะหลาย ๆ คนรู้กันอยู่แล้ว
ทว่ามันก็ยังมีบางคนเหมือนกันที่ไม่รู้
ดังนั้น เขาจึงตัดสินใจอธิบายต่อ การทำแบบนี้จะช่วยเพิ่มความตึงเครียดให้กับจิตใจของคนดูได้
“…ภาพวาดนั้นมีชื่อว่าสุภาพสตรีกับร่มขาว ข่าวลือบอกว่ามันถูกวาดขึ้นมาเพื่อรำลึกถึงลูกสาวของผู้สนับสนุนพิพิธภัณฑ์และเพื่อไว้อาลัยความงดงามของเธอ ส่วนสาเหตุที่ภาพวาดไม่เปิดเผยใบหน้าของเธอก็เพื่อให้ผู้ชมจินตนาการถึงความงามข—”
“ไม่ใช่หรอกนะ”
เสียงแผ่วเบาตัดประโยคของเจมี่ที่ตอนนี้ขมวดคิ้วและหันกล้องไปทางเซธ
เซธยังคงกุมท้องอยู่ พลางมองกล้องด้วยดวงตาไร้ชีวิตชีวาตามธรรมชาติของเขา เขาหยุดและมองไปยังเจมี่ที่กำลังจะเริ่มเอ่ย
“ไม่ใช่เหรอครับ? ที่ว่าไม่ใช่นี่มันหมายความว่ายังไงน่ะ? นี่เป็นข้อมูลที่ยอมรับโดยทั่วกันนะ สาเห—”
“สาเหตุที่ใช้ร่มบังหน้า ไม่ใช่เพราะอยากให้คิดเชิงศิลป์”
เซธตัดบทเจมี่อีกครั้ง
คราวนี้ เจมี่ไม่ได้ตอบอะไรกลับ ทำเพียงแต่กลืนน้ำลายลงคออย่างเงียบเชียบ ความตึงเครียดแปลก ๆ เริ่มก่อตัวขึ้นแบบไม่มีเหตุผล
เขาไม่ได้เป็นคนเดียวที่รู้สึกแบบนั้น
แชตเองก็รู้สึกเช่นเดียวกัน ข้อความหยุดชะงักไปชั่วขณะ
จนกระทั่ง—
— โคตรหลอนเลยว่ะ หมอนี่แม่งหลอนชิบหาย
— ฉันเกือบจะเชื่อจริง ๆ แล้วนะ เชี่ยเอ๊ย
— ไม่ว่ะ เฮียแกโดนผีเข้าแหง ๆ ☠
จริงอยู่ที่เสียงทุ้มต่ำบางเบาของเซธประกอบกับความว่างเปล่าไร้ชีวีในดวงตาคู่นั้น ได้สร้างบรรยากาศที่น่าขนลุกไปทั่วทั้งสตรีม
แต่แน่นอนว่า มันส่งผลเพียงแค่ช่วงสั้น ๆ
สตรีมกลับมาเป็นเหมือนเดิมภายในเวลาไม่นาน
‘บ้าเอ๊ย ทำเอาฉันเกือบขนลุกเหมือนกันนะเนี่ย’
เจมี่ถอนหายใจด้วยความโล่งอกขณะจ้องมองแชต ชั่วขณะหนึ่ง เขาเองก็รู้สึกตึงเครียดขึ้นมาเล็ก ๆ เหมือนกัน และนั่นมันแปลกสำหรับเขา
เขาเป็นคนที่ผ่านอะไรมาตั้งมากมาย เคยเห็นเรื่องน่ากลัวกว่านี้มาแล้วนับไม่ถ้วน
แต่กลับรู้สึกใจคอไม่ดีเพราะคำพูดเพียงไม่กี่คำ…
ดวงตาของเจมี่หรี่เล็กลง เหลือบมองไปทางเซธ
‘หมอนี่มันทำให้ฉันหลอนจริง ๆ’
ถึงอย่างนั้น เขาก็เก็บความคิดต่าง ๆ เอาไว้กับตัวและมอบรอยยิ้มให้กล้อง
“ฮ่าฮ่า ดูเหมือนเราจะได้ผู้เชี่ยวชาญมาร่วมทริปด้วยนะเนี่ย ดีจังเลย แบบนี้ทุกอย่างก็จะได้ราบรื่นขึ้นสำหรับพวกเราทุกคนไม่ใช่หรือไง? ฉันเริ่มรู้สึกปลอดภัยขึ้นมาบ้างแล้วล่ะ!”
เขาหัวเราะกลบเกลื่อนแชตขณะที่พวกเขาใกล้ถึงตัวอาคาร เมื่อมาถึงหน้าประตู เจมี่ก็ยื่นมือไปผลักให้เปิดออก มันลั่นเสียงเอี๊ยดอ๊าด
อย่างเชื่องช้า
เชื่องช้าถึงที่สุด
แอ๊ดด—
ลากยาวเกินไปจนรู้สึกไม่สบายใจ กลิ่นอับของฝุ่นและเชื้อราลอยละล่องออกมาจากความมืด
“ไปกันเถอะ…”
ภายในพิพิธภัณฑ์ถูกกลืนกินด้วยเงาหม่น เจมี่ยกไฟฉายขึ้นมาและสาดแสงไปทั่วโถงทางเข้าอันกว้างใหญ่ พื้นหินอ่อนแตกร้าวเป็นรอยสลับขาวดำราวกับกระดานหมากรุกที่ผุกร่อน เบื้องหน้ามีบันไดไม้ขนาดใหญ่หายลับเข้าไปในอนธการ ทอดยาวขึ้นไปสู่ชั้นที่สอง
“ที่นี่ดูไม่ต่างจากที่ฉันจำได้เลย”
เจมี่ก้าวไปข้างหน้า เสียงฝีเท้าของเขาก้องสะท้อนทั่วบริเวณ
ไม่นานเขาก็เริ่มกล่าวอีกครั้ง
“อย่างที่ฉันเล่าไป พิพิธภัณฑ์ปิดตัวลงเมื่อเจ็ดปีก่อนหลังจากภาพวาดหายไป และก็ไม่มีใครหามันเจอเลย บ้างก็ว่ามันถูกขโมยไปเพื่อแบล็กเมลผู้สนับสนุน บ้างก็ว่า…” เขาลดเสียงของตัวเองลง “มันหายไปในวันที่เด็กผู้หญิงซึ่งเป็นต้นแบบของภาพนั้นเสียชีวิต เหมือนกับว่าภาพวาดมันเชื่อมโยงกับชีวิตของเธอก็เลยหายไปดื้อ ๆ ฟุ่บ แบบนั้นเลย”
เจมี่ใช้มือทำท่าทางประกอบขณะเดินลึกเข้าไปในโถง เรื่องราวบางส่วนเขาแต่งเติมเกินจริงเล็กน้อย แต่ทั้งหมดนี้ก็เพื่อสตรีมทั้งนั้น
อะไรคือเรื่องจริง อะไรคือเรื่องแต่ง? ไม่มีใครรู้
ปริศนาของภาพวาดยังคงไร้คำตอบ แม้เวลาจะล่วงเลยไปถึงเจ็ดปีแล้วก็ตาม
“และนั่นคือเหตุผลที่เรามาอยู่ที่นี่ เพื่อค้นหาความจริงที่อยู่เบื้องหลังภาพวาดและสาวน้อยชุดขาว! เธอจะสวยงามตามคำร่ำลือไหม หรือว่าทั้งหมดเป็นเพียงการพูดเกินจริงกันแน่?”
เจมี่ก้าวไปข้างหน้าอีกก้าว สายตาแอบเหลือบมองโทรศัพท์
และนั่นคือจังหวะที่เขาเห็นข้อความหนึ่งเด้งขึ้นมา
[พวกเราอยู่ชั้นสองแล้ว พร้อมเริ่มได้ทุกเมื่อ]
เจมี่ฝืนกลั้นรอยยิ้ม เขาสาธยายเรื่องราวให้ผู้ชมรับฟังไปเรื่อย ๆ ยอดตอนนี้อยู่ที่ 801 ซึ่งเป็นตัวเลขที่น่าผิดหวังจนทำเอาหัวใจดิ่งวูบเล็กน้อย แต่เขายังคงไปต่อ เจาะลึกเข้าไปในประวัติศาสตร์ของพิพิธภัณฑ์และทุกสิ่งทุกอย่างที่อยู่เบื้องหลังมัน
‘แค่ผ่านมันไปให้ได้ก็พอ ทำช่วงหลอกคนให้ปัง แล้วยอดแชร์จากคนดูจะสานต่อที่เหลือเอง’
พวกเขาเดินผ่านรอยกรอบรูปเก่าแก่ เรียงรายอยู่ตามผนังที่บัดนี้ว่างเปล่า เหลือเพียงคราบซีดจางทิ้งไว้ให้เห็นว่าเคยมีอะไรแขวนอยู่ตรงนั้น
ในที่สุด พวกเขาก็หยุดอยู่หน้าห้องหนึ่ง รายล้อมไปด้วยกรอบรูป มีโคมระย้าห้อยอยู่ด้านบน
เจมี่หยุดเดินแล้วแพนกล้องไปรอบ ๆ
“ตรงนี้คือห้องเก็บพวกภาพวาดหลัก ๆ ส่วนที่ว่าทำไมถึงไม่มีสักภาพอยู่ตรงนี้เลยก็รู้ ๆ กันอยู่แล้ว แต่ถ้าเรา— เอ๊ะ?”
ในจังหวะที่กำลังอธิบายอยู่นั้นเอง เจมี่หยุดไว้กลางคันกะทันหัน
เพราะเขาสังเกตเห็นว่าช่องแชตของตัวเองกำลังระเบิด
— 55555445465445
— 55555+
— เขาทำบ้าอะไรวะน่ะ!? 5555
— ฉันพนันได้เลยว่าเขาทำแบบนี้เพราะกลัวจนไม่อยากเห็นเชี่ยอะไรแล้ว! 55555+
“อะ…อะไรน่ะ?”
เจมี่โน้มตัวลงเพื่อเช็กคอมเมนต์ เขาค่อย ๆ หันศีรษะไป—
แล้วก็เห็นเซธ
ยืนแน่นิ่งอย่างกับตายไปแล้ว แว่นกันแดดอันหนึ่งประดับอยู่บนใบหน้าของเขา
อยู่ภายใต้เงามืดแบบนั้น
ไร้ซึ่งสีหน้าอารมณ์ ไร้ซึ่งท่าทางสมบูรณ์แบบ แค่… ยืนอยู่นิ่ง ๆ มองตรงไปยังประตูอันว่างเปล่า
“…โอ้พระเจ้า”
ใส่แว่นกันแดดในที่มืดเนี่ยนะ? เจมี่ตัวสั่นขณะจ้องมองภาพเบื้องหน้า เขาแทบอยากจะตบหน้าตัวเองอยู่แล้ว
ก่อนหน้านี้ก็จะอ้วก แล้วตอนนี้ยังมาทำอะไรแบบนี้อีก?
โซอี้ไปแนะนำไอ้โง่จากไหนมาให้เขากันแน่เนี่ย?
ขณะที่เจมี่กำลังโอดครวญและแชตยังคงหัวเราะกันไม่หยุดหย่อน ไม่มีใครสังเกตเห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กน้อยบนใบหน้าของเซธเลยแม้แต่คนเดียว
แววตากลวงเปล่าบนใบหน้านั้นแข็งค้างขึ้นเล็กน้อย
ไม่ใช่เพราะสตรีม
แต่เป็นเพราะร่างเล็ก ๆ ที่ยืนอยู่เลยถัดไปจากกรอบประตูเบื้องหน้า—
เด็กสาวตัวน้อยคนหนึ่ง กำลังเมียงมองจากหลังประตูนั้นด้วยความเงียบงัน